อ่านยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาไทยผ่านสมรภูมิอาเซียน กับเอเชียนเกมส์ 2026
การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 (ไอจิ-นาโกยา) ปิดฉากด้วยทัพนักกีฬาไทยคว้า 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 21 เหรียญทองแดง รั้งอันดับ 7 ของเอเชีย บทความนี้วิเคราะห์ผลงานผ่านหลักการของ “ส่วนแบ่งตลาด” (market share) รายชนิดกีฬา เทียบกับคู่แข่งอาเซียน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ พร้อมดัชนีกระจุกตัว HHI และแผนที่ยุทธศาสตร์แบบ BCG เพื่อตอบคำถามว่าประเทศไทยควรลงทุนพัฒนากีฬาชนิดใด และจัดสรรงบประมาณกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
- เปลี่ยนวิธีคิด จากนับเหรียญ สู่ส่วนแบ่งตลาด
เมื่อทัพนักกีฬาไทยจบเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 ด้วย 18 เหรียญทอง การวิพากษ์มักวนอยู่ที่ “อันดับ” และ “จำนวน” ซึ่งบอกได้แค่ว่าได้มากหรือน้อย แต่ไม่บอกว่าเรายืนตรงไหนในสนามแข่งขัน ผมขออนุญาตใช้มุมมองวิชากลยุทธ์ธุรกิจ มองเหรียญทองของแต่ละชนิดกีฬาเป็น “ตลาด” ที่มีอุปทานจำกัด และมองแต่ละชาติเป็น “ผู้เล่น” ที่แย่งส่วนแบ่ง (market share) มุมนี้เปลี่ยนคำถามจาก “ได้กี่เหรียญ” เป็น “เราครองตลาดไหน ปล่อยตลาดไหนให้คู่แข่ง และตลาดใหญ่ที่ยังว่างอยู่ที่ใด” ซึ่งเป็นคำถามที่นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณได้จริง
ผมดึงข้อมูลทั้งหมดดึงจากพอร์ทัลผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ (results.asiangames2026.org) ครอบคลุมเหรียญทอง 470 เหรียญใน 59 ชนิดกีฬา และผลของ 40 ชาติที่ได้เหรียญ โดยวิเคราะห์สองชั้น: แผนที่การแข่งขันกับคู่แข่งอาเซียนรายกีฬา และดัชนีกระจุกตัวของพอร์ตเหรียญทองแต่ละชาติ
- ส่วนแบ่ง 3.83% ที่กระจุกตัวสูง
ไทยคว้าเหรียญทอง 18 จาก 470 เหรียญทั่วทั้งมหกรรม คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดรวม 3.83% ตัวเลขนี้ดูเล็ก แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ขนาด หากเป็นภาพที่อธิบายลักษณะของส่วนแบ่ง ส่วนแบ่งของไทยไม่ได้กระจายบาง ๆ ทั่วทุกตลาด แต่กระจุกตัวสูงในไม่กี่ตลาดเล็กๆ ไทยได้ทองใน 12 ชนิดกีฬาจาก 59 ชนิดกีฬา และในบางกีฬาครองส่วนแบ่งเกินครึ่งของตลาด ขณะที่ตลาดใหญ่ที่สุดหลายแห่งกลับมีส่วนแบ่งเป็นศูนย์ นี่คือการครองตลาดของผู้เล่นแบบ “niche specialist” ไม่ใช่ผู้เล่นที่ครองตลาดเป็นวงกว้าง
คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่ “ทำไมได้แค่ 3.83%” แต่เป็น “การกระจุกตัวแบบนี้คือจุดแข็งที่ควรปกป้อง หรือความเปราะบางที่ต้องกระจายความเสี่ยง” สองหัวข้อถัดไปตอบด้วยข้อมูลคู่แข่งและดัชนีกระจุกตัว เมื่อเทียบกับเอเชียนเกมส์ 2022 ที่หางโจว ซึ่งไทยได้ 12 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน 32 เหรียญทองแดง รั้งอันดับ 8 การขยับมาเป็น 18 ทอง อันดับ 7 ในครั้งนี้คือพัฒนาการเชิงคุณภาพ ได้เหรียญทองเพิ่มขึ้นถึง 50% แม้เหรียญรวมจะลดลงจาก 58 เหลือ 52 เหรียญ นั่นแปลว่าไทยแปลงโอกาสให้กลายเป็นเหรียญทองได้คมขึ้น ไม่ใช่เพียงสะสมเหรียญ หรือแค่ก้าวสู่โพเดียม เท่านั้น
ในสนามที่ชิงชัยกัน 470 เหรียญทองจาก 59 ชนิดกีฬา ส่วนแบ่ง 3.83% ของไทยสูงเป็นอันดับ 7 ของทวีป แต่ยังห่างชั้นจากจีนที่กินส่วนแบ่งถึง 36% (169 ทอง) และญี่ปุ่นเจ้าภาพ 18% (83 ทอง) การไล่ตามสองชาตินี้ไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย สิ่งที่วัดและแข่งได้จริงคือการเทียบในกลุ่มเดียวกัน อาเซียนและชาติขนาดกลางของเอเชีย
- สมรภูมิอาเซียน: ใครกินส่วนแบ่งตลาดไหน
เมื่อวางเหรียญทองของ 6 ชาติอาเซียนลงในตารางรายกีฬา จะเห็นว่าแต่ละชาติมี “อาณาเขต” ของตัวเอง และมีเพียงไม่กี่ตลาดที่แย่งกันจริง (ตัวเลข = เหรียญทองในกีฬานั้น; – = ไม่ได้ทอง)
| ชนิดกีฬา | ตลาด (ทองรวม) | ไทย | เวียดนาม | มาเลเซีย | อินโดฯ | สิงคโปร์ | ฟิลิปปินส์ |
| กรีฑา | 50 | 3 | – | – | – | 1 | 1 |
| ตะกร้อ | 6 | 2 | 2 | 1 | – | – | – |
| สควอช | 5 | – | – | 4 | – | – | – |
| แบดมินตัน | 7 | 1 | – | – | 2 | – | – |
| คาราเต้ | 15 | – | 1 | 2 | – | – | – |
| เทคบอล (Teqball) | 5 | 3 | – | – | – | – | – |
| อีสปอร์ต | 11 | 1 | – | 1 | – | – | – |
| ยิมนาสติกศิลป์ | 14 | – | – | – | – | – | 2 |
| MMA | 6 | 1 | – | – | – | 1 | – |
| เรือใบ | 14 | 2 | – | – | – | – | – |
| เทควันโด | 11 | 1 | – | – | – | – | 1 |
| ยิงธนู | 10 | – | – | – | 1 | – | – |
| มวยสากล | 11 | 1 | – | – | – | – | – |
| ปีนหน้าผา | 6 | – | – | – | 1 | – | – |
| จักรยานลู่ | 12 | – | – | 1 | – | – | – |
| ขี่ม้า | 7 | 1 | – | – | – | – | – |
| ยูยิตสู | 8 | 1 | – | – | – | – | – |
| วอลเลย์ชายหาด | 2 | 1 | – | – | – | – | – |
| ยกน้ำหนัก | 16 | – | – | – | 1 | – | – |
| รวมเหรียญทอง | 18 | 3 | 9 | 5 | 2 | 4 |
ภาพที่ได้คือแต่ละชาติมี “ป้อม” ของตัวเอง มาเลเซียยึดสควอชเบ็ดเสร็จ (4 ทอง เป็นชาติอาเซียนเดียวที่ได้) อินโดนีเซียเป็นเจ้าตลาดแบดมินตันเหนือไทย (2 ต่อ 1) ฟิลิปปินส์ผูกขาดยิมนาสติกศิลป์ ส่วนเวียดนามซึ่งแข็งในซีเกมส์ กลับมีอาณาเขตแคบมากในระดับเอเชีย เหลือเพียงตะกร้อกับคาราเต้
ไทยมีรอยเท้ากว้างที่สุด (12 กีฬา) และครองเทคบอลเต็มตลาด แต่ป้อมบางแห่งเริ่มถูกรุก: ตะกร้อกลายเป็นสมรภูมิสามเส้า (ไทย 2 / เวียดนาม 2 / มาเลเซีย 1) และเทควันโดถูกฟิลิปปินส์แบ่งไป นี่คือสัญญาณว่าตลาดเฉพาะทางที่เคยเป็นของไทยกำลังเริ่มลดลง
เมื่อเจาะรายชาติ ยุทธศาสตร์ที่ต่างกันเผยตัวชัด มาเลเซีย เลือกเส้นทางผูกขาดเฉพาะทาง ทุ่มกับสควอชจนกวาด 4 ทองแบบไร้คู่แข่งในภูมิภาค อินโดนีเซีย ยืนบนฐานแบดมินตันที่แข็งแรงเหนือไทย เสริมด้วยกีฬาแม่นยำและพละกำลังอย่างยิงธนู ปีนหน้าผา และยกน้ำหนัก ฟิลิปปินส์ อาศัยแรงส่งจากดาวดังในยิมนาสติกศิลป์เป็นหัวหอก ขณะที่ เวียดนาม ซึ่งเป็นเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ กลับทำได้เพียง 3 ทองในระดับเอเชีย สะท้อนช่องว่างระหว่าง “แชมป์อาเซียน” กับ “ผู้แข่งขันระดับทวีป” ส่วน สิงคโปร์ เล่นเกมเล็กแต่แม่น ลงเฉพาะจุดที่มีโอกาสจริง ดังนั้น การที่เราจะบอกว่าความสำเร็จในซีเกมส์ จะส่งผลต่อความสำเร็จในเอเชี่ยนเกมส์ คงเป็นเรื่องที่ยากเสียลแล้ว เว้นแต่ว่า จะกลับมามองการปฏิรูปการแข่งขันซีเกมส์ เกมในระดับภูมิภาคของเราว่าจริงๆแล้ว มันช่วยพัฒนานักกีฬาในเวทีนานาชาติ ได้มากกว่า การแข่งขันกันเป็นเจ้าเหรียญทองและอัดกีฬาที่ตนเองถนัดลงไป แต่ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมในเวทีเอเชีย
เทียบกับทั้งหมดนี้ ไทยคือชาติที่มีรอยเท้ากว้างและสมดุลที่สุด แต่ความกว้างนั้นเองที่ทำให้ไม่มีกีฬาใดโดดเด่นจนครองตลาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะกลับมาในมุมดัชนีกระจุกตัว
- ตลาดใหญ่ที่ไทยยังไม่แตะ: 104 เหรียญทองที่หายไป
ด้านตรงข้ามของส่วนแบ่งคือ “พื้นที่ว่าง” (white space)—ตลาดใหญ่ที่ไทยได้เหรียญทองเป็นศูนย์ และนี่คือจุดที่บ่งบอกศักยภาพการเติบโตได้มากที่สุด
| ชนิดกีฬา | เหรียญทองในตลาด | ส่วนแบ่งไทย |
|
ว่ายน้ำ |
42 | 0% |
|
ยิงปืน |
28 |
0% |
|
มวยปล้ำ |
18 |
0% |
|
ยกน้ำหนัก |
16 |
0% |
|
ยูโด / คาราเต้ / วูซู |
15 (ต่อกีฬา) |
0% |
| ยิมนาสติกศิลป์ / กรีฑาลู่ |
14 (ต่อกีฬา) |
0% |
เฉพาะสี่ตลาดใหญ่ที่สุด ว่ายน้ำ ยิงปืน มวยปล้ำ ยกน้ำหนัก รวมกันถึง 104 เหรียญทอง หรือ 22% ของตลาดทั้งหมด ที่ไทยไม่ได้แม้แต่เหรียญเดียว ตัวเลขนี้ทั้งน่าตกใจและน่าสนใจ เพราะมันคือ “ตลาดที่ยังไม่ถูกบุก” ที่ใหญ่ที่สุด หลายปีที่ผ่านมา ไทยรุกหนักทุ่มงบประมาณกับกีฬาทางน้ำ ฟุตบอลเป็นจำนวนมาก และมหาศาล รวมทั้งยกน้ำหนักเองก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดเกรดสมาคมกีฬา และได้รับงบประมาณสูงมากในแต่ละปี แต่ผลงานกลับสวนทางกัน นั่นสะท้อนให้เห็นว่า โจทย์ที่ทั้งการกีฬาและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติทำอยู่ มันต้องมีอะไรที่เป็นปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะผลงานสวนทางกับเงินที่ได้รับจัดสรร
แต่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ตลาดเหล่านี้ใหญ่เพราะมีหลายรุ่นหลายประเภท และคู่แข่งอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ คาซัคสถาน ลงทุนสะสมมานาน การเข้าไปแข่งจึงมีต้นทุนต่อเหรียญสูงและใช้เวลาสร้างฐานยาว การตัดสินใจบุกตลาดใหญ่จึงต้องเป็นแบบเลือกจุดด้วยหลักความคุ้มค่า ไม่ใช่ไล่ตามเพียงเพราะตลาดใหญ่
- Blue Ocean และ Red Ocean ในวงการกีฬา
ถ้าใช้กรอบ Blue Ocean Strategy แยกตลาดที่ “ผูกขาด” ออกจากตลาดที่ “แย่งชิง” ภายในอาเซียน เราจะเห็นสมดุลเสี่ยงของพอร์ตไทยชัดขึ้น
ทะเลสีคราม (ครองคนเดียวในอาเซียน) มาเลเซียในสควอช (4/4) ไทยในเทคบอล (3/3) ฟิลิปปินส์ในยิมนาสติกศิลป์ (2/2) และไทยยังผูกขาดในหมู่อาเซียนอีกหลายกีฬา ทั้งเรือใบ มวยสากล ยูยิตสู ขี่ม้า และวอลเลย์ชายหาด ตลาดเหล่านี้ให้เหรียญแน่นอนเพราะไม่มีคู่แข่งในภูมิภาค แต่ก็มักเป็นตลาดเล็กและพึ่งพาตัวบุคคล
ทะเลสีเลือด (แย่งกันหลายชาติ) ตะกร้อ (ไทย/เวียดนาม/มาเลเซีย) คาราเต้ (มาเลเซีย/เวียดนาม) แบดมินตัน (อินโดฯ/ไทย) กรีฑา (ไทย/สิงคโปร์/ฟิลิปปินส์) อีสปอร์ต (ไทย/มาเลเซีย) MMA (ไทย/สิงคโปร์) และเทควันโด (ไทย/ฟิลิปปินส์)
ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์คือ กีฬาต่อสู้และกีฬาภูมิภาคซึ่งเคยเป็น ทะเลสีคราม ของทัพนักกีฬาไทย กำลังกลายเป็น “ทะเลสีเลือด” เพราะเพื่อนบ้านลงทุนตามเข้ามาในตลาดเดียวกัน การครองส่วนแบ่งในวันนี้จึงไม่ใช่หลักประกันของวันหน้า หากไม่รักษาระดับการลงทุนและพัฒนาต่อเนื่อง
- ดัชนีกระจุกตัว (HHI): พอร์ตนี้ใครทน พอร์ตใครเปราะบาง
ผมขอยืมดัชนี Herfindahl–Hirschman Index (HHI) จากเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม มาวัด “การกระจุกตัว” ของพอร์ตเหรียญทองแต่ละชาติ โดยคิดจากสัดส่วนเหรียญทองที่มาจากแต่ละกีฬา

เมื่อ g_i คือเหรียญทองในกีฬา i และ G คือเหรียญทองรวมของชาติ ค่าเข้าใกล้ 0 = กระจายหลายกีฬา (ทน) ค่าเข้าใกล้ 1 = พึ่งไม่กี่กีฬา (เปราะ) ส่วนกลับ 1/HHI อ่านได้ว่าเป็น “จำนวนกีฬาประสิทธิผล” ที่ค้ำพอร์ตอยู่
|
ชาติ |
เหรียญทอง | กีฬาที่ได้ทอง | HHI | จำนวนกีฬาประสิทธิผล |
|
ไทย |
18 |
12 | 0.105 | 9.5 |
|
อินโดนีเซีย |
5 |
4 |
0.280 |
3.6 |
|
มาเลเซีย |
9 |
5 |
0.284 |
3.5 |
|
ฟิลิปปินส์ |
4 |
3 |
0.375 |
2.7 |
|
สิงคโปร์ |
2 |
2 |
0.500 |
2.0 |
| เวียดนาม | 3 | 2 | 0.556 |
1.8 |
ผลลัพธ์พลิกความเข้าใจเดิม แม้ไทยจะถูกมองว่า “พึ่งกีฬาต่อสู้” แต่ในเชิงโครงสร้างพอร์ต ไทยกลับ กระจายความเสี่ยงดีที่สุดในอาเซียน (HHI 0.105 เทียบเท่าพึ่งพากีฬาราว 9.5 ชนิด) ตรงข้ามกับเวียดนามและสิงคโปร์ที่พอร์ตเปราะบาง เพราะทองเกือบทั้งหมดมาจากกีฬาเพียง 2 ชนิด หากกีฬาใดกีฬาหนึ่งพลาด อันดับของพวกเขาจะร่วงทันที แต่การกระจายความเสี่ยงนั้นก็ส่งผลมาที่จำนวนนักกีฬาที่เพิ่มขึ้นติดท็อป 5 ของเอเชีย ที่จะส่งผลต่องบประมาณในการเตรียมนักกีฬาที่ต้องมีขนาดใหญ่มากเพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นเอง
นี่คือข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง: ความหลากหลายของพอร์ต = ภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนรายกีฬา แต่ก็มีอีกด้านของเหรียญ ความหลากหลายโดยไม่มีกีฬาใดครองตลาดใหญ่ อาจหมายถึง “เก่งหลายอย่างแต่ไม่ยิ่งใหญ่ในอย่างใดเลย” แต่ก็ต้องแลกมาที่การกระจายงบประมาณออกไป ซึ่งสวนทางกับหลักของกีฬาเพื่อความเป็นเลิศนั่นเอง

- แผนที่ยุทธศาสตร์: ส่วนแบ่ง × ขนาดตลาด
วางกีฬาลงบนแกนสองมิติ ขนาดตลาด (จำนวนเหรียญทองที่ชิง) กับส่วนแบ่งของไทย จะเห็นตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละกีฬาในสี่จตุภาค แบบเดียวกับเมทริกซ์พอร์ตโฟลิโอ (BCG)
จุดสำคัญคือจตุภาคบนขวาที่ว่างเปล่า: ไทยไม่มีกีฬาตลาดใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งสูงเลย นี่คือโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด
ถ้าใช้พอร์ตโฟลิโอ เป็นฐาน ยุทธศาสตร์ที่ตามมาไม่ใช่ “ทุ่มทุกกีฬา” แต่คือการจัดสรรตามตำแหน่งของแต่ละตลาด
- ป้องกันป้อมต้นทุนต่ำก่อน รักษาการลงทุนในเทคบอล ตะกร้อ MMA เรือใบ และวอลเลย์ชายหาด ซึ่งไทยครองส่วนแบ่งสูง การรักษาแชมป์ถูกกว่าการสร้างแชมป์ใหม่ และหลายตลาดกำลังถูกเพื่อนบ้านรุก จึงต้องลงทุนต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้บุญเก่าหมด
- สร้าง “ดาวเด่น” ในตลาดใหญ่ 1–2 แห่ง จุดอ่อนเชิงโครงสร้างคือไทยไม่มีกีฬาตลาดใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งสูงเลย กรีฑา (ได้ 6% ของ 50 ทอง) คือผู้มีสิทธิ์ลุ้นที่สุดในการยกระดับจาก niche สู่ player ควรเลือกลงทุนแบบมุ่งเป้าในเส้นทางที่มีฐานอยู่แล้ว
- ตัดสินใจพื้นที่ว่างด้วย ROI ไม่ใช่ความอยาก ว่ายน้ำ ยิงปืน มวยปล้ำ และยกน้ำหนักรวมกัน 104 ทอง (22% ของตลาด) ที่ไทยได้ศูนย์ ตัวเลขนี้น่าหลงไหล แต่เป็นตลาดที่คู่แข่งแข็งและต้นทุนต่อเหรียญสูง การเข้าควรเป็นแบบเลือกจุด (selective entry) ไม่ใช่หว่านทรัพยากร เ
- ผูกการจัดสรรงบกองทุนเข้ากับข้อมูล แทนการจัดสรรตามประวัติศาสตร์หรืออำนาจต่อรองของสมาคม ควรใช้สามตัวชี้วัดคู่กัน ส่วนแบ่งตลาด, HHI, และต้นทุนต่อเหรียญ เป็นเกณฑ์โปร่งใสในแบบ portfolio management ซึ่งลดปัญหา principal–agent และผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างกองทุนกับสมาคม บางสมาคมขนาดตนเองเป็นบอร์ด สามารถดึงงบประมาณมาที่สมาคมตนเองได้อย่างมหาศาล แต่ผลงานกลับสวนทางกับงบที่ได้รับ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นสำหรับวงการกีฬาของประเทศไทย
- ระวังกับดักความหลากหลาย พอร์ตที่กระจายดีให้ความทนทาน แต่ถ้าไม่มีดาวเด่น อันดับรวมจะนิ่ง การกระจายความเสี่ยงกับการสร้างจุดสูงสุดต้องสมดุลกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งห้าข้อเชื่อมกับหลักการพัฒนาระยะยาว (LTAD) และหลักความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว (Solidarity) ได้โดยตรง เพราะการเลือกตลาดที่จะลงทุนคือการเลือกเส้นทางพัฒนานักกีฬาและการกระจายทรัพยากรไปพร้อมกัน ยิ่งเมื่อมองไปถึงโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส การวางพอร์ตเหรียญทองระดับเอเชียควรเชื่อมกับเป้าหมายโอลิมปิกด้วย กีฬาที่อยู่ในโปรแกรมโอลิมปิกและไทยมีส่วนแบ่งอยู่แล้ว เช่น เทควันโด มวยสากล แบดมินตัน และกรีฑา ควรได้น้ำหนักการลงทุนเป็นพิเศษ แต่บางชนิดกีฬาน่าลงทุน แต่คนบริหารห่วย ก็มาให้เห็นเยอะไป เพราะให้ผลตอบแทนสองชั้น ทั้งเวทีเอเชียและเวทีโลก ขณะที่กีฬาเฉพาะทางที่ไม่ได้อยู่ในโอลิมปิกอย่างเทคบอลและตะกร้อ ควรบริหารแบบรักษาฐานด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ไม่เบียดงบกีฬาสายโอลิมปิก
ไทยได้กี่เหรียญในเอเชียนเกมส์ 2026? ทัพนักกีฬาไทยคว้า 18 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 21 เหรียญทองแดง รวม 52 เหรียญ รั้งอันดับ 7 ของตารางเหรียญ
กีฬาใดที่ไทยครองส่วนแบ่งตลาดเหรียญทองสูงที่สุด? เทคบอล (60% ของตลาด) วอลเลย์บอลชายหาด (50%) และเซปักตะกร้อ (33%) คือสามกีฬาที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุด
ตลาดใหญ่ที่ไทยไม่ได้เหรียญทองเลยคือกีฬาใด? ว่ายน้ำ (42 ทอง) ยิงปืน (28) มวยปล้ำ (18) และยกน้ำหนัก (16) รวม 104 เหรียญทองที่ไทยมีส่วนแบ่ง 0%
ดัชนี HHI บอกอะไร และชาติใดพอร์ตเปราะที่สุด? HHI วัดการกระจุกตัวของเหรียญทอง ไทยกระจายความเสี่ยงดีที่สุดในอาเซียน (HHI 0.105) ส่วนเวียดนามและสิงคโปร์เปราะที่สุดเพราะพึ่งกีฬาเพียง 2 ชนิด
ข้อมูลในบทความมาจากไหน? ดึงจากพอร์ทัลผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ results.asiangames2026.org หลังปิดการแข่งขัน ครอบคลุม 470 เหรียญทองใน 59 ชนิดกีฬา จาก 40 ชาติที่ได้เหรียญ
ส่วนแบ่งตลาดเปลี่ยนตารางเหรียญจาก “บันทึกผลงาน” ให้กลายเป็น “แผนที่ยุทธศาสตร์” สิ่งที่เห็นคือไทยเป็นนักครองตลาดเฉพาะทางที่กระจายความเสี่ยงเก่งที่สุดในอาเซียน แต่ยังไร้ดาวเด่นในตลาดใหญ่ และป้อมเฉพาะทางหลายแห่งกำลังถูกเพื่อนบ้านรุกเข้ามา โจทย์ของทศวรรษหน้าจึงไม่ใช่ “ได้เหรียญเพิ่ม” แต่คือ “จะวางพอร์ตเหรียญทองของชาติอย่างไรให้ทั้งทนทานและมีจุดสูงสุด”
หมายเหตุข้อมูลและระเบียบวิธี ข้อมูลเหรียญทั้งหมดดึงจากพอร์ทัลผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ results.asiangames2026.org ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 (หลังปิดการแข่งขัน) โดยรวบรวมตารางเหรียญรายชนิดกีฬาทั้ง 59 ชนิดที่มีการชิงเหรียญทอง รวม 470 เหรียญทอง การวิเคราะห์ส่วนแบ่งอิง “เหรียญทอง” เป็นหลัก (ไม่นับเงิน/ทองแดง) และนิยามขนาดตลาด = จำนวนเหรียญทองที่ชิงในกีฬานั้น ส่วน HHI คำนวณจากสัดส่วนเหรียญทองของแต่ละชาติข้ามกีฬา
ข้อจำกัดคือเป็นภาพรวมของมหกรรมครั้งเดียว การสรุป “การครองตลาด” เชิงยั่งยืนควรดูข้ามหลายครั้งการแข่งขันประกอบ
อ่านบทความอื่นๆประกอบ