เมื่อสหพันธ์กีฬากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ: มวยไทย IFMA และความฝันโอลิมปิกที่เหมือน “มาไกล แต่ไปไม่ถึงไหน”
ประเทศไทยลงทุนกับโครงการ “มวยไทยสู่โอลิมปิก” มาเกือบยี่สิบปี เฉลิมฉลองการ “ได้รับการรับรอง” จาก IOC เมื่อปี 2021 ราวกับเป็นเส้นชัย แล้วจัดโชว์สาธิตที่ปารีส 2024 ราวกับเป็นก้าวแรก แต่ความจริงเชิงโครงสร้างคือ วันนี้มวยไทยอยู่ ไกล จากการบรรจุในโอลิมปิกมากกว่าเดิม และสหพันธ์เดียวที่เราฝากความหวังไว้ทั้งหมดกำลังหันกลับมาอ้างสิทธิ์ “กินรวบ” มวยไทยในบ้านเกิดของมันเอง บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ความฝันในการนำมวยไทยเข้าสู่โอลิมปิก เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยผู้ว่า กนกพันธ์ หรือบิ๊กหนุ่ม จนมาถึง ผู้ว่า กองศักดิ์ ก็ยังไม่เห็นวี่แววในการที่มวยไทยสมัครเล่น จะบรรจุเข้าไปในมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเสียที แต่ความตั้งใจมาก เงินที่ทุ่มลงไปก็มากด้วยเช่นกัน กกท ทุ่มเงินมหาศาล ผ่านทางสมาคมกีฬามวยไทยแห่งประเทศไทย และ IFMA เพื่อที่จะผลักดันให้เข้าสู่โอลิมปิก แต่ก็ปาหี่เกือบทุกครั้ง แต่เงินหน่ะ สูญไปแล้วนะ


ยี่สิบปีของเรื่องเล่าที่เราไม่อยากจะเชื่อ
ทุกครั้งที่มีข่าว “มวยไทยใกล้บรรจุโอลิมปิก” คนมวยทั้งประเทศก็ยิ้มออก เรารู้สึกว่าศิลปะประจำชาติกำลังจะได้ขึ้นเวทีสูงสุดของโลก และรัฐก็ได้ใช้ความรู้สึกนั้นเป็นเชื้อเพลิงในการของบประมาณ จัดโครงการ และสร้างภาพลักษณ์มาต่อเนื่องเกือบสองทศวรรษ ปัญหาคือ เรื่องเล่านี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดเชิงเทคนิคที่ร้ายแรงที่สุดในวงการกีฬาระหว่างประเทศ นั่นคือการสับสนระหว่างคำว่า “การรับรอง” (recognition) กับ “การบรรจุ” (inclusion)
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อด้อยค่ามวยไทย ตรงกันข้าม ผมเขียนเพราะเชื่อว่ามวยไทยมีค่ามากเกินกว่าจะถูกผูกไว้กับความฝันเดียวที่เราอาจกำลังถูกพาเดินผิดทาง และผมเขียนในฐานะคนที่ทำงานด้านการจัดการกีฬา นโยบายกีฬา และการเมืองในวงการกีฬาระหว่างประเทศ ที่มองเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังเฉลิมฉลองกันอยู่นั้น เมื่อวางลงบนกลไกจริงของขบวนการโอลิมปิก มันเล็กกว่าที่พาดหัวข่าวบอกไว้มาก หรือแถวบ้างเรียก โอเวอร์เคลม นั่นแหละครับ ผมขอแบ่งขั้นของมวยไทยออกเป็นสามขั้น นะครับ
ชั้นแรก คือเชิงเทคนิค ภายใต้โครงสร้างการคัดเลือกกีฬาเข้าโอลิมปิกที่เป็นอยู่ขณะนี้ มวยไทยอยู่ไกลจากการบรรจุมากกว่าที่คิด และหลักฐานไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นรายชื่อกีฬาที่ IOC และเมืองเจ้าภาพเลือกจริง นั่นคือ ประเทศเจ้าภาพเขาไม่เลือกไง
ชั้นที่สอง คือเชิงการเมือง สถานะของ IFMA และบทบาทของบุคคลอย่างสเตฟาน ฟ็อกซ์ ถูกสร้างขึ้นผ่านกลไกอำนาจในองค์กรร่ม (umbrella body) อย่าง AIMS และ SportAccord/GAISF มากพอ ๆ กับที่สร้างจากฐานกีฬาจริง และกลไกนั้นเพิ่งถูก IOC รื้อทิ้งไปต่อหน้าต่อตา เพราะเป็นที่รู้กันคือ การใช้การรวมกลุ่มเพื่อกีดกันในการพัฒนากีฬา นั่นเอง และเรื่องความตกต่ำ ของวงการมวยสากสมัครเล่นของไทย ตั้งแต่การแบนพลเอกทวีป จันทรโรจน์ เบื้องหลังก็มาจากกลุ่มคนเหล่านี้แหละ
ชั้นที่สาม คือเชิงยุทธศาสตร์และจริยธรรม เมื่อสหพันธ์ที่เราฝากความหวังไว้หันกลับมา “กินรวบ” มวยไทยในบ้านเกิดของมันเอง จนรัฐบาลไทยต้องออกแถลงการณ์โต้ คำถามที่คนมวยไทยต้องกล้าถามจึงไม่ใช่แค่ “เราถูกหลอกหรือเปล่า” แต่คือ “ทำไมเราถึงเลือกที่จะเชื่อ”
คำว่า “ตบหน้า” ในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงการด่าทอใคร แต่หมายถึงการตบให้ตื่น ตื่นมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ตบ กกท. สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย สมาคมกีฬามวยไทยฯ IFMA และตบตัวผมเองในฐานะคนในวงการด้วย เพราะเราทุกคนร่วมกันสร้างและเสพเรื่องเล่านี้มานานพอแล้ว ถึงเวลาที่จะมองมันด้วยตาเปล่าเสียที

“การรับรอง” ไม่ใช่ “การบรรจุ”
เส้นทางของกีฬาสู่โอลิมปิกมีสามชั้นที่ต้องแยกให้ขาด ชั้นแรกคือการที่สหพันธ์นานาชาติได้รับ การรับรอง (IOC recognition) ว่าปฏิบัติตามกฎบัตรโอลิมปิก มีระบบการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา WADA และมีธรรมาภิบาลที่เป็นอิสระ ชั้นที่สองคือการเป็นกีฬาที่ มีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อ (eligibility) และชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นที่คนไทยเข้าใจผิดกันมากที่สุด คือการ บรรจุเข้าสู่รายการแข่งขันจริง (programme inclusion) ของโอลิมปิกครั้งใดครั้งหนึ่ง สามชั้นนี้ไม่ใช่ขั้นบันไดที่เดินต่อกันโดยอัตโนมัติ การผ่านชั้นแรกไม่ได้การันตีชั้นที่สามแม้แต่น้อย
สิ่งที่ IFMA ทำสำเร็จในวันที่ 20 กรกฎาคม 2021 ที่ประชุม IOC สมัยที่ 138 ณ กรุงโตเกียว คือการได้รับ “การรับรองอย่างสมบูรณ์” (full recognition) หลังจากได้สถานะชั่วคราวมาตั้งแต่ปี 2016 นี่คือความสำเร็จที่ต้องให้เครดิต เพราะมันหมายความว่า IOC ยอมรับว่า IFMA คือสหพันธ์นานาชาติของ “มวยไทยสมัครเล่น” ที่มีมาตรฐาน แต่สิ่งที่การรับรองนี้ให้จริง ๆ คือสิทธิ์เข้าถึงเงินสนับสนุนจาก Olympic Solidarity การเป็นส่วนหนึ่งของ World Games และการมีที่ยืนในครอบครัวโอลิมปิก มันคือ “บัตรผ่านเข้าล็อบบี้ของตึก” ไม่ใช่ “ที่นั่งบนโต๊ะอาหาร”
ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นเพราะคำแถลงในช่วงปี 2021 ถูกสื่อสารราวกับว่ามวยไทย “เข้าโอลิมปิกแล้ว” ทั้งที่ความจริงคือ มีสหพันธ์นานาชาติหลายสิบแห่งที่ได้รับการรับรองจาก IOC มาหลายสิบปีแต่ไม่เคยได้บรรจุแม้สักครั้งเดียว การรับรองจึงเป็น “เงื่อนไขจำเป็น” แต่ไม่ใช่ “เงื่อนไขเพียงพอ” และระยะห่างระหว่างสองคำนี้ ไม่ได้วัดด้วยความพยายามหรือความภาคภูมิใจ แต่วัดด้วยกลไกการคัดเลือกจริงที่เราจะดูในส่วนถัดไป ซึ่งเป็นกลไกที่ไม่เคยเข้าข้างมวยไทยเลย
มวยไทยไม่ติดแม้แต่ “รายชื่อผู้สมัคร”
ถ้าการรับรองคือใบเบิกทาง คำถามคือ 20 ปีที่ผ่านมาเราเดินมาถึงไหนบนเส้นทางจริง ไทม์ไลน์ด้านล่างเล่าเรื่องที่เจ็บปวดกว่าที่พาดหัวข่าวเคยบอก (เรียงจากเก่าไปใหม่ เพื่อให้เห็นเส้นทางทั้งเส้น)
|
ปี |
เหตุการณ์สำคัญบนเส้นทางสู่โอลิมปิก |
| 1993 | ก่อตั้ง IFMA (เดิมชื่อ International Federation of Muaythai Amateur) |
| 2006 | ได้รับการรับรองจาก GAISF (องค์กรร่มของสหพันธ์กีฬานานาชาติ) |
| 2012 | ยื่นแสดงเจตจำนงขอรับรองต่อ IOC |
| 2016 (ธ.ค.) | IOC ให้การรับรอง “ชั่วคราว” (provisional) ระยะ 3 ปี |
| 2017 | บรรจุในมหกรรม World Games |
| 2021 (ก.ค.) | IOC ให้การรับรอง “สมบูรณ์” (full recognition) — จุดที่คนไทยเข้าใจว่า “เข้าโอลิมปิกแล้ว” |
| 2023 (ต.ค.) | LA2028 เลือกกีฬาเพิ่ม 5 ชนิด — มวยไทยไม่อยู่แม้แต่ในรายชื่อผู้สมัคร 9 ชนิด |
| 2024 (พ.ค.) | จัดแข่ง “สาธิต” ที่สวนโอลิมปิก กรุงปารีส — เป็นการโชว์ ไม่ใช่การแข่งที่นับเหรียญ |
| 2025 | IOC ภายใต้ประธานคนใหม่ประกาศวาระ “Fit for the Future” ทิศทางคือ ลด จำนวนกีฬา |
| 2026 | ยังไม่มีมวยไทยในโปรแกรมการแข่งขันของโอลิมปิกครั้งใดทั้งสิ้น |
หัวใจของหลักฐานอยู่ที่บรรทัดปี 2023 ภายใต้กลไกปัจจุบัน (Olympic Agenda 2020) เมืองเจ้าภาพมีสิทธิ์เสนอ “กีฬาเพิ่มเติม” ที่สะท้อนวัฒนธรรมของเจ้าภาพ ก่อนที่ IOC จะเป็นผู้ลงมติ สำหรับ LA2028 มีกีฬายื่นเข้าชิง 9 ชนิด ได้แก่ แฟล็กฟุตบอล คาราเต้ คิกบ็อกซิ่ง เบสบอล/ซอฟต์บอล ลาครอส เบรกกิ้ง สควอช มอเตอร์สปอร์ต และคริกเก็ต สุดท้ายที่ได้รับเลือกคือ เบสบอล/ซอฟต์บอล คริกเก็ต แฟล็กฟุตบอล ลาครอส และสควอช [5][6] ประเด็นที่คนมวยไทยต้องกลืนน้ำลายคือ มวยไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 9 ชนิดนั้นด้วยซ้ำ ขณะที่กีฬาต่อสู้ซึ่งเป็น “ญาติใกล้ชิด” อย่างคาราเต้และคิกบ็อกซิ่งยังเข้าถึงรอบผู้สมัครแล้วถูกตัดทิ้ง [7] สองปีหลังการรับรองสมบูรณ์ มวยไทยยังไปไม่ถึงแม้แต่ประตูบานแรกของการคัดเลือก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะกลไกเมืองเจ้าภาพออกแบบมาให้เลือกกีฬาที่ “ขายได้ในตลาดเจ้าภาพ” LA28 จึงเลือกกีฬาแบบอเมริกันที่มีลีกอาชีพและสนามพร้อม ไม่ใช่กีฬาต่อสู้ที่มีฐานวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลไกนี้จึงลงโทษกีฬาที่แข็งแรงในภูมิภาคเดียวเป็นหลักโดยปริยาย
แล้วบริสเบน 2032 ล่ะ ยิ่งมืดกว่าเดิม ปัจจุบัน IOC ภายใต้ประธาน Kirsty Coventry เปิดวาระ “Fit for the Future” ซึ่งทบทวนรายการแข่งขันกว่า 450 รายการจากกว่า 40 สหพันธ์ โดยมีทิศทางชัดเจนว่าจะ ลด ขนาดโปรแกรม ให้เหลือน้อยกว่า 36 ชนิดกีฬาของ LA2028 ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนและความซับซ้อน และเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ชนิดกีฬา” ไปเป็นราย “ประเภท (discipline)” [12][13] บริสเบนเสนอกีฬา/ประเภทเพิ่มได้เพียงไม่กี่รายการ โดยรายชื่อคาดว่าจะชัดเจนในช่วงปี 2026–2027 และต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร IOC ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2029 [14] สนามแข่งก็ยังเป็นการช่วงชิงกันเองระหว่างกีฬาอย่างคริกเก็ต เน็ตบอล และลาครอส ที่มีฐานในเครือจักรภพ มวยไทยที่ไม่มีฐานมวลชนในออสเตรเลีย ไม่มีความได้เปรียบด้านสนาม และอยู่ในยุคที่ประตูกำลัง แคบลง ไม่ใช่กว้างขึ้น จึงมีโอกาสทางสถิติที่ต่ำมากสำหรับปี 2032
พูดให้ตรงที่สุด: หลังลงทุนมา 20 ปี เรากลับอยู่ในช่วงเวลาที่โอกาสบรรจุน้อยที่สุด เพราะกระแสน้ำของขบวนการโอลิมปิกเปลี่ยนทิศไปแล้ว
เมื่อ “ผู้สมัคร” กับ “ผู้คุมประตู” คือคนเดียวกัน
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมมวยไทยถึงมาถึงจุดนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าสถานะของ IFMA ไม่ได้ถูกสร้างจากฐานกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างจาก “ตำแหน่งแห่งที่” ในกลไกการเมืองกีฬาระหว่างประเทศด้วย และบุคคลที่อยู่ศูนย์กลางของกลไกนั้นคือ สเตฟาน ฟ็อกซ์ (Stephan Fox) อดีตนักมวยไทยชาวเยอรมัน-ออสเตรเลีย ที่เข้ามาช่วยงาน IFMA และ WMC ตั้งแต่ยุค 1990s [10]
สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือ “หมวก” ที่เขาสวมพร้อมกันหลายใบ ฟ็อกซ์เป็นทั้งเลขาธิการ IFMA (ตัวสหพันธ์มวยไทยเอง) เป็นประธาน AIMS (Alliance of Independent Recognised Members of Sport — องค์กรร่มที่รวมสหพันธ์กีฬาที่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก IOC ราว 23 แห่ง) เป็นรองประธาน SportAccord/GAISF และเป็นประธาน United Through Sports [9][10] AIMS นั้นฟ็อกซ์เองอธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์ว่าทำหน้าที่ช่วยสหพันธ์สมาชิก “ทำให้ครบเกณฑ์” ก่อนเข้าสู่ครอบครัวโอลิมปิก และเรียก GAISF ว่าเป็น “ประตูทางเข้า” ของครอบครัวโอลิมปิก [19]
นี่คือจุดประเด็นด้านธรรมาภิบาลกีฬาต้องยกธงเตือน เพราะมันคือภาพของการรวมบทบาทที่ควรแยกจากกันไว้ในมือเดียว คนที่เป็น “ผู้สมัคร” (เลขาธิการสหพันธ์มวยไทย) กลับเป็น “ผู้คุมประตู” (ประธานองค์กรร่มที่เป็นทางผ่านของการรับรอง) ในเวลาเดียวกัน เมื่อปี 2021 สื่อของ IFMA เองยกย่องว่าฟ็อกซ์ในฐานะประธาน AIMS “ผลักดันให้มีการรับรองกีฬาถึง 6 ชนิดในการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งเดียว” ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด [1][2] ในแง่หนึ่งนี่คือความสามารถ แต่ในแง่โครงสร้าง มันคือหลักฐานว่าอำนาจในการ “เคลื่อน” สหพันธ์ผ่านท่อการรับรองกระจุกอยู่ที่บุคคลและตำแหน่งชุดเดียว
ประเด็นเชิงการเมืองที่ผมอยากให้คนมวยไทยเข้าใจคือ อำนาจแบบนี้เรียกว่า “อำนาจเชิงตำแหน่ง” (positional power) มันไม่ได้มาจากการที่กีฬามีผู้เล่นลึกและกว้างทั่วโลกจริง ๆ แต่มาจากการควบคุมกระบวนการ คณะกรรมการ และองค์กรร่ม การที่มวยไทยได้รับการรับรองจึงมีองค์ประกอบของ “การเมืองกีฬา” ปนอยู่ไม่น้อย ทั้งทรัพยากรและการทูตที่ไทยทุ่มลงไป และทั้งตำแหน่งของฟ็อกซ์ในกลไกร่ม การพึ่งพาอำนาจเชิงตำแหน่งแบบนี้มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ มันเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อเจ้าของกลไกตัวจริง ซึ่งก็คือ IOC ตัดสินใจจะเอากลไกนั้นคืน และนั่นคือสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อ IOC ทุบโต๊ะ: กลไกที่เราฝากความหวังไว้ถูกยุบไปแล้ว
ประวัติศาสตร์ของการเมืองกีฬาระหว่างประเทศมีบทเรียนซ้ำ ๆ อยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ IOC ไม่เคยยอมให้องค์กรร่มใด ๆ โตจนกลายเป็นศูนย์อำนาจคู่แข่ง ปี 2015 ที่เมืองโซชิ มารีอุส ไวเซอร์ (Marius Vizer) ประธาน SportAccord ในขณะนั้น ออกมาวิจารณ์ IOC อย่างเปิดเผย ผลคือสหพันธ์จำนวนมากถอนตัวจาก SportAccord และองค์กรเกือบล่มสลาย [11] นั่นเป็นสัญญาณเตือนครั้งแรกว่าใครกันแน่ที่ถือไพ่จริงในเกมนี้
บทเรียนครั้งใหญ่กว่ามาถึงในปี 2022–2023 เมื่อสมาชิกของ GAISF ลงมติยุบองค์กรร่มที่ยืนหยัดมา 55 ปี (มติเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยคะแนน 70 ต่อ 22 และเสร็จสิ้นกระบวนการชำระบัญชีในวันที่ 14 กันยายน 2023) โดยมีรายงานว่าแรงผลักดันหลักมาจาก IOC เอง [8][9] ทรัพย์สินที่เหลือถูกแบ่งให้องค์กรร่มสี่กลุ่ม ASOIF ได้ 40% ส่วน AIOWF, ARISF และ AIMS ได้กลุ่มละ 20% และกิจกรรมบางส่วนถูกโอนเข้าสู่ SportAccord ที่ปรับโครงสร้างใหม่ [8]
ให้อ่านประโยคนี้ช้า ๆ: องค์กรร่มที่ฟ็อกซ์ใช้เป็นฐานอำนาจ AIMS และ GAISF ที่ทำหน้าที่เป็น “ประตูทางเข้า” ให้กีฬานอกโอลิมปิก ถูกยุบและถูกดูดกลับเข้าสู่โครงสร้างที่ IOC คุมได้ใกล้ชิดขึ้น พูดอีกอย่างคือ IOC กำลังรวบอำนาจการตัดสินใจกลับเข้าสู่โลซานน์ ระบบที่เคยให้สหพันธ์นอกโอลิมปิกมี “การรวมเสียงเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง” และมีคนกลางคอยเจรจาต่อรองให้ กำลังถูกรื้อ และภายใต้ประธานคนใหม่ Kirsty Coventry ที่ประกาศชัดว่าต้องการ “กีฬามากขึ้น การเมืองน้อยลง” และต้องการ “ทวงคืนการควบคุมโปรแกรม” ช่องทางการวิ่งเต้นผ่านองค์กรร่มแบบเดิมก็ยิ่งแคบลงทุกที [12][20]
นี่คือหัวใจของชื่อบทความ: เมื่อสหพันธ์กีฬากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง อำนาจของมันจะผูกติดกับกลไกการเมืองนั้น และเมื่อผู้ถือกลไกตัวจริงเปลี่ยนเกม เครื่องมือก็หมดพลังทันที ประเทศไทยฝากอนาคตโอลิมปิกของมวยไทยไว้กับสหพันธ์ที่อิทธิพลส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนโครงสร้างการเมืองที่เพิ่งถูกยุบไป เราจึงถือไพ่ที่อ่อนกว่าที่เราคิดไว้มาก
การ “กินรวบ” ที่บ้านตัวเอง: เมื่อรัฐไทยต้องออกแถลงการณ์โต้
ถ้าการผลักดันโอลิมปิกยังไปไม่ถึงไหน พลังงานของ IFMA ไปลงที่ไหนแทน คำตอบอยู่ในเอกสารชิ้นหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยรัฐมนตรีสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่ออกมา “ชี้แจงจุดยืน” ต่อการที่ IFMA ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานกีฬาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขอการยอมรับว่าเป็น “องค์กรหลักเพียงหนึ่งเดียวที่มีอำนาจกำกับดูแลมวยไทยทั่วโลก” [18]
สาระสำคัญของแถลงการณ์ไทยคมชัดและควรเป็นหมุดหมายที่คนมวยต้องจำ ได้แก่
- สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย คือหน่วยงานหลักตามกฎหมายไทย (พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ. 2542) ที่มีอำนาจส่งเสริม กำกับ และออกมาตรฐานมวยไทย
- กฎหมายไทย ไม่ได้มอบอำนาจผูกขาดหรืออำนาจเด็ดขาด เหนือการบริหารมวยไทยให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงผู้เดียว แม้ IFMA จะได้รับการรับรองจาก IOC ในส่วนของ “มวยไทยสมัครเล่น” ก็ตาม
- ต้องแยก “มวยไทยสมัครเล่น” (สายโอลิมปิก) ออกจาก “มวยไทยอาชีพและเชิงพาณิชย์” เช่น ONE Championship, RWS, Thai Fight, WBC Muaythai และ Fairtex Fight ที่ดำเนินภายใต้กรอบกฎหมายคนละชุด
- IFMA ต้องไม่แทรกแซงกิจกรรมมวยไทยเชิงพาณิชย์ เชิงวัฒนธรรม หรือการดำเนินงานขององค์กรอื่น
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ แถลงการณ์ของกระทรวงเองได้อ้างถึงการที่มี “ข้อร้องเรียนแบบนิรนาม” ถูกยื่นภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสของสหภาพยุโรป (EU Whistleblower Protection Law) ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ กล่าวหาว่า IFMA มีพฤติการณ์ผูกขาดในวงการมวยไทย และอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจากการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ [18] ต้องย้ำให้ชัดว่านี่คือ “ข้อกล่าวหา” ที่ถูกอ้างถึงในเอกสารของรัฐ ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือข้อเท็จจริงที่ตัดสินแล้ว แต่ลำพังการที่มันปรากฏในแถลงการณ์ระดับกระทรวงก็สะท้อนว่าความขัดแย้งเรื่อง “ใครเป็นเจ้าของอำนาจเหนือมวยไทย” ได้ลุกลามไปถึงระดับกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คืออาการที่ต้องวิเคราะห์ให้ขาด การที่สหพันธ์ทุ่มพลังไปกับการอ้างสิทธิ์ “เพียงผู้เดียว” การส่งหนังสือขัดขวางกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมของรัฐเจ้าของกีฬาอย่าง Muaythai Master Class หรือการรับรองมาตรฐานค่ายมวย (SMG) [18] สะท้อนกลยุทธ์แบบ “คุมประตู” (gatekeeping) มากกว่าการสร้างฐานกีฬาจริงให้กว้างและลึก และในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง การผูกขาดมัก ไม่ใช่สัญญาณของความแข็งแรง แต่เป็นสัญญาณของฐานที่เปราะบางซึ่งต้องปกป้องด้วยการควบคุมทางผ่าน ความย้อนแย้งที่เจ็บที่สุดคือ ประเทศไทยในฐานะแผ่นดินแม่และผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด กลับต้องออกแถลงการณ์ปกป้องอธิปไตยเหนือศิลปะประจำชาติของตนเอง จากสหพันธ์ที่ตัวเองช่วยสร้างมากับมือ
ยี่สิบปี เงินมหาศาล และคำถามที่คนมวยต้องกล้าถาม
ตั้งแต่ปี 2012 ที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นผู้ยื่นใบสมัคร “มวยไทยสู่โอลิมปิก” เข้าสู่ระบบ [17] ประเทศไทยได้ทุ่มทรัพยากรมหาศาลจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน — การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ไปจนถึงกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตที่ใช้มวยไทยเป็นเครื่องมือการทูตวัฒนธรรม เราส่งนักมวยไปสาธิตที่สวนโอลิมปิกปารีส 2024 [16] เราจัด Good Morning Muaythai ในงาน SportAccord เราจัดเทศกาลไทยพร้อมมวยไทยทั่วโลก ทุกกิจกรรมถูกเล่าว่าเป็น “อีกก้าวสู่โอลิมปิก” คำถามคือ หลังผ่านไปเกือบ 20 ปี ก้าวเหล่านั้นพาเราเข้าใกล้เส้นชัยจริงหรือ หรือมันแค่พาเราเดินวนอยู่กับที่อย่างสวยงาม
กรอบที่อธิบายเรื่องนี้ได้คมที่สุดคือทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน (Principal-Agent Theory) รัฐไทยคือ “ตัวการ” (principal) ที่จ่ายเงินและมอบภารกิจชาติ ส่วน IFMA และเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องคือ “ตัวแทน” (agent) ที่รับงานไปทำ ปัญหาคลาสสิกของความสัมพันธ์แบบนี้คือ แรงจูงใจของตัวแทนไม่จำเป็นต้องตรงกับเป้าหมายของตัวการ ตราบใดที่ “การเดินทาง” ยังดำเนินต่อไป ตัวแทนก็ได้ประโยชน์ต่อเนื่อง — ทั้งงบประมาณ ตำแหน่ง อีเวนต์ ความชอบธรรม และภาพลักษณ์ — ไม่ว่าปลายทางจะไปถึงหรือไม่ก็ตาม เมื่อตัวการขาดกลไกติดตามผลที่ผูกกับ “ผลลัพธ์จริง” (การบรรจุ + ฐานกีฬาที่กว้างและลึกจริง) เราจึงลงเอยด้วยการวัดความสำเร็จจาก “ผลงานที่มองเห็น” (พิธีการ การสาธิต ใบรับรอง) แทนที่จะวัดจากผลลัพธ์ที่ต้องการ นี่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความล้มเหลวของความตั้งใจ
ซ้อนทับอยู่บนปัญหานี้คือความสับสนระหว่างสองเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เป้าหมายแรกคือมวยไทยในฐานะ “ซอฟต์พาวเวอร์” และสินค้าวัฒนธรรม ซึ่งไทยทำสำเร็จอย่างน่าทึ่งอยู่แล้ว ผ่านเวทีอาชีพระดับโลกอย่าง ONE และ RWS และ กกท ก็สนับสนุนแค่ RWS โดยไม่ได้สนับสนุน One Championships สาเหตุก็คือคนที่อยู่ในคณะกรรมการกีฬามวยน่าจะมีปัญหาทางตรรกกะ ความคิด หรือ One จ่ายค่าคอมมิชชั่นไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยิมมวยไทยหลายหมื่นแห่งทั่วโลก ผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เป้าหมายที่สองคือมวยไทยในโอลิมปิก ซึ่งเป็นประตูแคบ มีการแข่งขันสูง และกำลังหดตัว ปัญหาคือเราเอาความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเป้าหมายแรก ไปผูกคุณค่าไว้กับเป้าหมายที่สองที่ไม่แน่นอน ราวกับว่าถ้าไม่ได้เหรียญโอลิมปิกแล้วมวยไทยจะด้อยค่า ทั้งที่ความจริงมวยไทยอาจทรงพลังในระดับโลกมากกว่ากีฬาโอลิมปิกหลายชนิดด้วยซ้ำ
เราถูกหลอก หรือเราโง่ ผมคิดว่าคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” แต่มันเจ็บกว่านั้น เราไม่ได้ถูกหลอกแบบไร้เดียงสา และเราไม่ได้โง่ เราแค่ “เลือกที่จะเชื่อ” ในเรื่องเล่าที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ข้าราชการได้โครงการและงบ สหพันธ์ได้ความชอบธรรมและทุน ประชาชนได้ความภาคภูมิใจ คนมวยได้ความหวัง เมื่อทุกคนมีเหตุผลที่จะไม่ถามคำถามที่ไม่สบายใจ คำถามนั้นก็เลยไม่เคยถูกถาม นี่แหละคือสิ่งที่อันตรายกว่าการถูกหลอก เพราะการถูกหลอกยังโทษคนอื่นได้ แต่การเลือกเชื่อ เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ควรเป็น: เลิกวัดตัวเองด้วยประตูที่คนอื่นคุม
ถ้าบทความนี้มีไว้เพื่อตบให้ตื่น ส่วนนี้มีไว้เพื่อบอกว่าตื่นแล้วควรเดินไปทางไหน ในฐานะคนทำงานนโยบายกีฬา ผมเสนอหกข้อ
- แยกเป้าหมายให้ขาด โอลิมปิกเป็นเพียง หนึ่ง เป้าหมาย ไม่ใช่มาตรวัดเดียวของคุณค่ามวยไทย วางยุทธศาสตร์สองขาอย่างมีสติ — ขาวัฒนธรรมและอาชีพที่เราชนะอยู่แล้ว กับขาโอลิมปิกที่เป็นเกมระยะยาว อย่าให้ภาพลวงเหรียญโอลิมปิกมาลดทอนสิ่งที่มวยไทยเป็นอยู่จริง
- เล่นตามประตูจริง ไม่ใช่ประตูในจินตนาการ ถ้าจะสู้เกมโอลิมปิก ต้องยอมรับกลไกที่เป็นอยู่ — เมืองเจ้าภาพเป็นผู้เสนอ รายประเภท และอยู่ในยุคหดตัว เป้าหมายที่สมจริงไม่ใช่ 2032 แต่คือ 2036/2040 ในเจ้าภาพที่มวยไทยมีฐานมวลชนจริง (เอเชียหรือตะวันออกกลาง) และต้องเริ่มสร้างฐานในเจ้าภาพอนาคตตั้งแต่วันนี้
- ทวงคืนความเป็นเจ้าของธรรมาภิบาล แถลงการณ์ของกระทรวงคือจุดเริ่มที่ถูกต้อง [18] ไทยต้องยืนยันบทบาทนำในการกำกับมวยไทยของตนเอง เป็นเจ้าของมาตรฐาน หลักสูตร การรับรองครูและค่ายมวยที่โลกต้องอ้างอิง ไม่ใช่ยกชะตากรรมของศิลปะชาติให้สหพันธ์เดียวถือไว้
- แก้ปัญหาตัวการ-ตัวแทนด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์ ทุกบาทที่รัฐให้ทุนกิจกรรมโอลิมปิก-มวยไทย ต้องผูกกับ KPI ที่วัดผลลัพธ์จริง — จำนวนชาติที่ส่งแข่งจริง จำนวนนักกีฬาเยาวชน การกระจายทางภูมิศาสตร์ และความคืบหน้าที่ตรวจสอบได้ต่อการบรรจุ พร้อมการตรวจสอบอิสระ ไม่ใช่จ่ายเพื่อแลกกับพิธีการและเรื่องเล่า
- แยกกระเป๋าเงินสองใบ สายสมัครเล่น-โอลิมปิก กับสายอาชีพ-วัฒนธรรม ต้องใช้ตรรกะการลงทุนคนละชุด อย่าเอาทรัพยากรสายหนึ่งไปอุดความหวังของอีกสายจนเสียทั้งคู่
- ลงทุนในความลึก ไม่ใช่การวิ่งเต้น สิ่งที่สร้างเงื่อนไขจริงของการบรรจุคือฐานที่กว้างและลึก — ระบบลีก การพัฒนาเยาวชน โค้ชและกรรมการ มาตรฐานความปลอดภัย (โดยเฉพาะในมวยไทยเด็ก) และฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์การกีฬา สิ่งเหล่านี้ทำให้มวยไทย “มองข้ามไม่ได้” ได้มากกว่าการสะสมตำแหน่งในคณะกรรมการ
มวยไทยไม่ได้ต้องการห่วงห้าห่วงมาเป็นใบรับรองคุณค่า มันเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกบนเงื่อนไขของมันเองอยู่แล้ว ความล้มเหลวที่แท้จริงในรอบ 20 ปีจึงไม่ใช่การที่เรายังไปไม่ถึงโอลิมปิก แต่คือการที่เราปล่อยให้เป้าหมายแคบ ๆ ที่เปราะบางทางการเมืองมานิยามความสำเร็จของเราทั้งหมด เรายกยุทธศาสตร์ชาติให้คนอื่นถือ และเราหยุดถามคำถามที่ยากเพราะมันไม่สบายใจ เลิกวัดตัวเองด้วยประตูที่คนอื่นเป็นคนคุมและเอาแต่หุบให้แคบลง แล้วหันมาสร้างฐานมวยไทยระดับโลกที่ไทยเป็นผู้นำจริง ลึกและกว้างจนไม่มีใครมองข้ามได้ ทั้งในและนอกโอลิมปิก และถ้าสุดท้ายโอลิมปิกยังปฏิเสธมวยไทย นั่นจะเป็นความสูญเสียของโอลิมปิก ไม่ใช่ของเรา
เราไม่ได้โง่ และเราไม่จำเป็นต้องถูกหลอกอีกต่อไป ขอแค่เรากล้าพอที่จะเลิกเชื่อในเรื่องเล่าที่สบายใจ แล้วเริ่มทำงานกับความจริง อย่างตั้งใจและจริงจัง
แหล่งอ้างอิง
รายการอ้างอิงและเอกสารที่ใช้ประกอบ (รูปแบบแวนคูเวอร์) สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2026 เว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
- The Nation Thailand. Muay Thai, IFMA fully recognized by IOC.
- IFMA. Muaythai & IFMA receives official confirmation on IOC recognition.
- IOC / Around the Rings. IOC Executive Board proposes full recognition of six International Federations; 2021.
- Bangkok Post (PressReader). IOC nod shot in the arm for Muay Thai; 11 ธ.ค. 2016 (การรับรองชั่วคราว).
- NBC Los Angeles. Here are the sports officially added to program for 2028 LA Olympics.
- China Daily HK / Reuters. Decision on new sports for LA 2028 Olympics ‘to come Sept 8’; 2023 (รายชื่อผู้สมัคร 9 ชนิด).
- SwimSwam. IOC Officially Approves Five New Sports to be Included at LA 2028 Olympic Games.
- SportAccord. Extraordinary General Assembly approves the final liquidation of GAISF; 14 ก.ย. 2023.
- Wikipedia. Global Association of International Sports Federations (GAISF).
- Wikipedia. Stephan Fox.
- Around the Rings. International Surfing Association suspends membership in SportAccord (วิกฤต Vizer/Sochi).
- Associated Press. IOC leader Coventry warns of ‘uncomfortable’ change coming to Olympics programs; 2026.
- Australian Associated Press. IOC say sports cut from Brisbane 2032 could return.
- Australasian Leisure Management. Kieren Perkins calls for modernisation of Brisbane 2032 sports program; 7 ก.ย. 2026.
- Totallympics. Summer Olympic Games Brisbane 2032 — additional-sports process.
- Thai PBS. IFMA ทำสำเร็จดัน “มวยไทย” จัดแข่งสาธิตใน “โอลิมปิก 2024”; 23 พ.ค. 2567.
- MGR Online. พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ยื่นใบสมัครมวยไทยสู่โอลิมปิก.
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. Official Position Statement of the Ministry of Tourism and Sports of Thailand on the Governance, Promotion, and Advancement of the Muaythai Industry at the International Level (เอกสารแนบของผู้เขียน).
- FITEQ. Interview with Stephan Fox, President of AIMS.
- Business Day / Reuters. Kirsty Coventry: from Olympic champion to president of the IOC; 20 มี.ค. 2025.