เมื่อวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวเดินกลับเข้าห้องเรียนพลศึกษา: ทำไมวิทยาศาสตร์การกีฬาและพลศึกษาจึงแยกออกจากกันไม่ได้

ในวงการศึกษาไทย ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากังวลมาโดยตลอด นั่นคือ “ระยะห่าง” ระหว่างสองศาสตร์พี่น้อง กันระหว่าง วิทยาศาสตร์การกีฬาและพลศึกษา  ที่นับวันยิ่งกว้างขึ้น วิทยาศาสตร์การกีฬาในปัจจุบันในมหาวิทยาลัยตีพิมพ์งานวิจัยระดับ Q1 ในวารสารต่างประเทศ ใช้ Force Plate, 3D Motion Capture และ EMG ในห้องปฏิบัติการ ผลิตวิทยานิพนธ์เรื่อง force-velocity profile, kinetic chain, และ landing biomechanics อย่างต่อเนื่อง ชั่วโมงการเรียนการสอนพลศึกษา ครูพลศึกษายังคงให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม เล่นเตะบอล และทดสอบสมรรถภาพปีละครั้งโดยที่เนื้อหาและวิธีการแทบไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อสามสิบปีที่แล้วเท่าใดนัก ระยะห่างนี้ไม่ได้เกิดจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งล้มเหลว แต่เกิดเพราะเราเลิกพูดคุยกันมานาน นักวิทยาศาสตร์การกีฬามักมองว่าโรงเรียนคือพื้นที่ “ก่อนวิทยาศาสตร์” ที่ตนไม่จำเป็นต้องลงไปเกี่ยวข้อง ขณะที่ครูพลศึกษามองว่างานวิจัยในห้องแล็บคือเรื่อง “ของนักกีฬาทีมชาติ” ที่ไกลเกินกว่าชั่วโมงพละของเด็ก ม.2 จะเอื้อม ผลของการแยกจากกันคือ องค์ความรู้ที่ดีที่สุดในวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่เคยลงไปถึงเด็กไทยส่วนใหญ่ และพลศึกษาก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “วิชาที่ไม่สำคัญ” มาอย่างยาวนาน

วันนี้จึงขอเขียนบทความเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ โดยผมเห็นโพสต์นึงของ ท่าน รศ.ดร.วาสนา คุณาอภิสิทธิ์ บุคคลสำคัญทางด้านพลศึกษา ของประเทศไทย ที่โพสต์เกี่ยวกับ การสอนพลศึกษาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว movement Sciecneหรือใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เป้าหมายเหมือนกันไหม…เอาให้ชัดนะก่อนอื่นผมขอเริ่มจากคำถามพื้นฐานก่อนว่า แท้จริงแล้ว พลศึกษาสมัยใหม่มีเป้าหมายอะไร และเป้าหมายเหล่านั้นจำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์การกีฬามากเพียงใด

พลศึกษาสมัยใหม่: เป้าหมายที่เปลี่ยนไปจากที่เราคุ้นเคย

หากย้อนกลับไปดูงานวิจัย หนังสือ ตำรา เกี่ยวกับ พลศึกษาในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าวงการพลศึกษาสากลได้ปรับตัว และเปลี่ยนผ่าน จากกระบวนทัศน์เดิมที่เน้น “การเล่นกีฬา” และ “ความฟิต” ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งกว่ามาก กระบวนทัศน์ใหม่นี้สามารถสรุปได้เป็นสามเสาหลัก

เสาแรกคือแนวคิด Physical Literacy ซึ่ง Margaret Whitehead นักปรัชญาพลศึกษาชาวอังกฤษเป็นผู้บุกเบิก และถูกรับเข้าเป็นเสาหลักของระบบพลศึกษาในแคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศชั้นนำ แนวคิดนี้นิยาม Physical Literacy ว่าเป็นการมีแรงจูงใจ ความมั่นใจ ความสามารถทางการเคลื่อนไหว ความรู้ และความเข้าใจ ที่จะให้คุณค่าและรับผิดชอบต่อการมีกิจกรรมทางกายตลอดชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่ง พลศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนักกีฬา ไม่ได้มีเพื่อให้เด็กผ่านการทดสอบ Pull-up หรือ Sit-and-Reach แต่มีเพื่อปลูกฝัง “ความรู้-ความรู้สึก-ความสามารถ” ในการเคลื่อนไหว ที่จะติดตัวเด็กไปจนเป็นผู้สูงอายุ

เสาที่สอง คือกรอบมาตรฐานเชิงสมรรถนะ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ National Standards ของ SHAPE America ซึ่งกำหนดให้พลศึกษาทุกระดับชั้นต้องพัฒนาผู้เรียนใน 5 มิติ ได้แก่ การมีสมรรถนะในทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานและรูปแบบการเคลื่อนไหว การประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด หลักการ ยุทธวิธีและกลยุทธ์ การมีความรู้และทักษะในการรักษาระดับกิจกรรมทางกายและสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ การแสดงพฤติกรรมทางสังคมและส่วนบุคคลที่รับผิดชอบ และการตระหนักในคุณค่าของกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ ความสนุก ความท้าทาย และการแสดงออก กรอบเช่นนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ความรู้เกี่ยวกับหลักการ” คือหนึ่งในห้าเสาที่สำคัญทัดเทียมกับการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ส่วนเสริมที่เลือกได้

เสาที่สามคือการพัฒนาเด็กแบบบูรณาการสามมิติตามทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom ที่แบ่งเป็น Cognitive, Psychomotor, และ Affective Domain พลศึกษายุคใหม่ไม่ปล่อยให้เด็กเพียง “ทำได้” (psychomotor) แต่ต้อง “เข้าใจว่าทำไม” (cognitive) และ “รู้สึกว่าอยากทำต่อ” (affective) ครูพละสมัยใหม่จึงต้องเป็นนักสอนที่อธิบายได้ว่าทำไมการลงพื้นด้วยการงอเข่าจึงปลอดภัยกว่าการลงด้วยขาตึง ทำไม kinetic chain ถึงสำคัญกับการขว้าง และทำไมการเคลื่อนไหวที่ดีจึงเชื่อมโยงกับสุขภาพระยะยาว

เมื่อพลศึกษามีเป้าหมายเช่นนี้ คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ครูพลศึกษาจะสอน “เข้าใจว่าทำไม” ได้อย่างไร หากไม่มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นเครื่องมือ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมจะแสดงให้เห็นผ่านสี่กรณีตัวอย่างต่อจากนี้ ว่าองค์ความรู้ชีวกลศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษานักกีฬาระดับสูงสามารถ  และจำเป็นต้อง  ย้อนกลับมาเป็นเครื่องมือพัฒนาการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียนได้อย่างไร

กรณีที่ 1: กลไกการลงสู่พื้น Landing จากห้องปฏิบัติการสู่ชั้นเรียนพลศึกษา

ในงานวิจัยชีวกลศาสตร์ Hewett และคณะใช้ Force Plate ร่วมกับ 3D Motion Capture ศึกษานักกีฬาบาสเกตบอลและวอลเลย์บอลหญิง แล้วพบว่ามุมของเข่าที่บิดเข้าด้านใน knee valgus ขณะลงพื้น แรงปฏิกิริยาพื้น (Ground Reaction Force) ที่สูงเกินห้าเท่าของน้ำหนักตัว และการขาด trunk control ในระยะเสี้ยววินาทีหลังการเริ่มต้นเท้าสัมผัสพื้น initial contact คือปัจจัยสำคัญในการทำนายการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า (ACL) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและทางคลินิก งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน American Journal of Sports Medicine ปี 2005 และกลายเป็นหนึ่งในงานชีวกลศาสตร์ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การวิจัยการบาดเจ็บทางการกีฬา

องค์ความรู้นี้นำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมป้องกันการบาดเจ็บที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์แข็งแรงสามชุด ได้แก่ Santa Monica PEP Program ของ Mandelbaum และคณะ FIFA 11+ ที่ Silvers-Granelli และคณะแสดงให้เห็นว่าลดอุบัติการณ์ ACL ในนักฟุตบอลชายระดับมหาวิทยาลัยลงได้ถึงร้อยละ 77 และโปรแกรม Knäkontroll ของสวีเดนที่ Waldén และคณะทดสอบในนักฟุตบอลหญิงวัยรุ่นกว่า 4,500 คน องค์ประกอบสำคัญของทุกโปรแกรมเหมือนกันหมด คือการสอน soft landing ผ่านการงอเข่าและสะโพกเพื่อดูดซับแรง การควบคุมเข่าให้ตรงไม่บิดเข้าใน และการรักษาลำตัวให้อยู่เหนือฐานสนับสนุน

ทีนี้ลองย้อนกลับมามองพลศึกษาในโรงเรียนไทย เด็กนักเรียนกระโดดเชือก เล่นวอลเลย์บอลในชั่วโมงพละ เล่นไล่จับในสนาม วิ่งกระโดดข้ามแอ่งน้ำ ทุกวันมีการลงพื้นนับร้อยครั้งต่อเด็กหนึ่งคน แต่ครูพลศึกษาแทบไม่เคยสอน “วิธีลงพื้นที่ถูกต้อง” เป็นเนื้อหาในหลักสูตร เด็กที่กระโดดด้วยขาตึง เด็กที่ landing ด้วยเข่าบิดเข้าด้านใน valgus เด็กที่ลำตัวล้มไปข้างหน้าหลัง initial contact ทั้งหมดถูกปล่อยให้สะสมความเสี่ยงโดยไม่มีใครชี้ให้เห็น

หากครูพลศึกษานำหลักการ soft landing มาเป็น movement vocabulary พื้นฐานในการอบอุ่นร่างกายและสอนทักษะการกระโดดในทุกชั้น ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 เราจะลดอาการปวดเข่า เอ็นอักเสบ และการบาดเจ็บระยะยาวในประชากรนักเรียนได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงเลยแม้แต่บาทเดียว ที่สำคัญกว่านั้น ครูพลศึกษาที่อธิบายได้ว่า “ทำไม” ต้องลงเช่นนี้ ก็จะตอบโจทย์ Cognitive Domain ของพลศึกษาสมัยใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือบทเรียนแรกที่แสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ใช่ “เรื่องของนักกีฬา” แต่คือเครื่องมือป้องกันสุขภาพประชากรในระยะยาว

กรณีที่ 2: ชีวกลศาสตร์การวิ่ง  จาก Usain Bolt สู่การวิ่ง 50 เมตรในชั่วโมงพละ

งานวิจัย sprint biomechanics ของ Weyand และคณะที่ตีพิมพ์ใน Journal of Applied Physiology ปี 2000 ได้หักล้างความเชื่อเดิมที่ฝังรากในวงการกรีฑามายาวนาน นั่นคือความเชื่อที่ว่านักวิ่งจะเร็วขึ้นเมื่อ “ก้าวยาวขึ้น” หรือ “ก้าวถี่ขึ้น” Weyand แสดงให้เห็นว่าความเร็วสูงสุดของนักวิ่งไม่ได้มาจากการขยับขาในอากาศที่เร็วขึ้น แต่มาจาก ground contact time ที่สั้นลง และจากการประยุกต์แรงต่อพื้นที่มากขึ้นในเวลาที่สั้นลง

งานต่อมาของ Morin, Samozino และคณะที่ Université de Lyon ขยายความเข้าใจนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้นด้วยแนวคิด force-velocity profile และ ratio of forces พวกเขาพบว่าในช่วง acceleration phase สิ่งที่ทำนายความเร็ววิ่ง 100 เมตรไม่ใช่แรงโดยรวมที่นักกีฬาผลิตได้ แต่คือ “ทิศทาง” ของแรงนั้น นักวิ่งระดับโลกสามารถจัดทิศทางของ ground reaction force ให้ออกไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาเข้าใจโดยสัญชาตญาณหรือผ่านการฝึกฝน ว่าแรงที่ผลิตขึ้นในแนวดิ่งล้วนๆ จะเหวี่ยงตัวขึ้นไปแทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า posture ที่มี slight forward lean จากข้อเท้า ไม่ใช่จากเอว เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แรงพุ่งไปในทิศทางที่ต้องการ

ในโรงเรียนไทย การทดสอบสมรรถภาพเช่นการวิ่ง 50 เมตรเป็นรายการที่ทำกันทุกปีตามแบบฟอร์มของกรมพลศึกษา แต่ครูพลศึกษาส่วนใหญ่บอกแค่ “วิ่งให้เร็ว” โดยไม่เคยสอนกลไกการวิ่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว เด็กที่วิ่งช้าจึงถูกเหมาว่า “ไม่มีพรสวรรค์” ทั้งที่จริงเขาอาจวิ่งโดยลงส้นเท้า Heel Strike เหวี่ยงแขนข้ามลำตัว หรือเอนหลังไปข้างหลัง ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อบกพร่องที่แก้ได้ด้วยการสอน หากครูพละเข้าใจหลัก triple extension ของข้อสะโพก-เข่า-ข้อเท้า การ swing แขนแบบ counter-rotation และ posture ที่ถูกต้อง เขาก็สามารถสอน drill ง่ายๆ เช่น A-skip, B-skip, wall drill หรือ falling start ในชั่วโมงพละโดยไม่ต้องเป็นโค้ชกรีฑาอาชีพเลย

ผลที่ตามมาน่าสนใจกว่าที่คิด เด็กทั้งห้องวิ่งเร็วขึ้นโดยที่ไม่มีใครต้องเสียเงินค่าโค้ช ครูพลศึกษามีเครื่องมือใหม่ในการประเมินและพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล และที่สำคัญที่สุด เด็กที่เคยรู้สึกว่า “ตัวเองไม่มีพรสวรรค์” ค้นพบว่าการวิ่งเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ ไม่ใช่ของขวัญที่ติดตัวมาแต่กำเนิด นี่คือ Affective Domain ของพลศึกษาในความหมายที่แท้จริง การให้เด็กสัมผัสกับความรู้สึก “ฉันพัฒนาได้” คือการปลูกฝังแรงจูงใจที่จะเคลื่อนไหวตลอดชีวิต ซึ่งเป็นแก่นของ Physical Literacy ที่ Whitehead พูดถึง

กรณีที่ 3: Kinetic Chain ในการขว้าง จาก Pitcher MLB สู่การขว้างลูกบอลในชั่วโมงพละ

งานวิจัยชีวกลศาสตร์การขว้างของ Fleisig, Andrews และทีมที่ American Sports Medicine Institute ในรัฐ Alabama เป็นงานต้นฉบับที่กำหนดวิธีคิดเรื่อง kinetic chain ในการขว้างมาเกือบสามทศวรรษ พวกเขาวัดและพิสูจน์ว่าการขว้างที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต้องอาศัยลำดับการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากแรงปฏิกิริยาพื้น ผ่านสะโพก ลำตัว ไหล่ ศอก ไปจนถึงข้อมือ โดยมี hip-shoulder separation ประมาณ 40-60 องศา ที่ทำให้ลำตัวเก็บพลังงานยืดหยุ่นไว้ก่อนปล่อยออกมาในจังหวะที่เหมาะสม ไหล่ของ pitcher ระดับอาชีพหมุนเข้าใน (internal rotation) ที่ความเร็ว 7,000 องศาต่อวินาที ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วที่สุดที่ร่างกายมนุษย์สามารถทำได้

ที่น่าสนใจกว่านั้นคืองานต่อเนื่องของ Fleisig และคณะในปี 1999 ที่เปรียบเทียบ kinematics และ kinetics ของ pitcher ตั้งแต่ระดับเยาวชน มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงระดับอาชีพ พวกเขาพบว่าความแตกต่างหลักระหว่างเด็กกับมืออาชีพไม่ได้อยู่ที่ “ความเร็วการขว้าง” แต่อยู่ที่ “ลำดับและจังหวะเวลา” ของการเคลื่อนไหว เด็กที่ขว้างโดยใช้แค่แขน ไม่หมุนสะโพก ไม่ใช้ลำตัว แรงทั้งหมดจะกระทำที่หัวไหล่และศอก ทำให้บาดเจ็บได้ง่าย และที่สำคัญ ขว้างได้ไม่ไกล

ในระบบ Fundamental Movement Skills ที่เป็นพื้นฐานของพลศึกษาทั่วโลก ทักษะการขว้าง (overhand throw) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด motor literacy ของเด็กที่สำคัญที่สุด พัฒนาการของทักษะนี้ถูกแบ่งเป็นหลายขั้นตามทฤษฎีของ Roberton และ Halverson คือเด็กเล็กจะเริ่มจากการขว้างแบบ “elbow-only” ที่ใช้แต่แขน ต่อมาพัฒนาเป็น “ipsilateral step” คือก้าวขาข้างเดียวกับแขนที่ขว้าง และในที่สุดบรรลุระดับ “contralateral step with trunk rotation” ที่ก้าวขาตรงข้ามสลับกันและหมุนสะโพก-ลำตัวเข้ามาช่วย ครูพลศึกษาที่เข้าใจ kinetic chain สามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าเด็กแต่ละคนอยู่ใน developmental stage ใด แล้วออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมเป็นรายคน

นี่คือการประเมินและการสอนที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ “ใครขว้างไกลกว่ากัน” และเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่า Cognitive Domain (เด็กเข้าใจหลักการ kinetic chain) Psychomotor Domain (เด็กพัฒนาทักษะการขว้างไปสู่ระดับสมบูรณ์) และ Affective Domain (เด็กเห็นความก้าวหน้าของตัวเองและสนุกกับการพัฒนา) สามารถบูรณาการกันได้ในกิจกรรมเดียวกันโดยมีวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นเครื่องมือ

กรณีที่ 4: Squat Pattern ในฐานะภาษาสากลของการเคลื่อนไหว

ผลงานของ Stuart McGill ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้าน Spine Biomechanics จาก University of Waterloo และของ Gray Cook ผู้พัฒนา Functional Movement Screen ได้พิสูจน์ว่า squat pattern คือ “Rosetta Stone” (แผ่นหินแกรนอไดโอไรต์ (Granodiorite) โบราณที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1799 เป็นกุญแจสำคัญที่นักโบราณคดีใช้ถอดรหัสอักษรภาพอียิปต์โบราณ (Hieroglyphs) ได้สำเร็จ) ของการเคลื่อนไหวของมนุษย์ มันสะท้อน ankle dorsiflexion ของข้อเท้า hip mobility ของข้อสะโพก thoracic extension ของกระดูกสันหลังส่วนอก และความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว core stability ของลำตัว ในการเคลื่อนไหวเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Cook และคณะเลือกให้ Deep Overhead Squat เป็น test แรกในชุด Functional Movement Screen ที่ใช้ประเมินคุณภาพการเคลื่อนไหวพื้นฐานทั่วโลก เพราะคะแนน squat เพียงอย่างเดียวสามารถทำนายคะแนนรวมของ test อื่นๆ ในชุดได้อย่างแม่นยำ

นักกีฬาที่ squat ไม่ดีมักจะกระโดดได้ไม่สูง วิ่งได้ไม่เร็ว เปลี่ยนทิศทางได้ไม่คล่อง และมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเข่าและหลังสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ประเด็นที่ผมต้องการเน้นในบทความนี้คือ squat pattern ไม่ใช่เรื่องของนักกีฬาเท่านั้น เด็กไทยจำนวนมหาศาลที่นั่งเรียนวันละ 6-8 ชั่วโมง เริ่มสูญเสีย mobility ของข้อสะโพกและข้อเท้าตั้งแต่ระดับประถม สิ่งที่เคยเป็นท่าธรรมชาติของมนุษย์ตั้งแต่เด็กวัยหัดเดิน  การนั่งยองๆ  กลายเป็นท่าที่นักเรียนมัธยมไทยจำนวนมากทำไม่ได้แล้ว

หากครูพลศึกษานำ bodyweight squat, goblet squat, หรือเพียงแค่ deep squat hold มาเป็น movement preparation ในทุกชั่วโมงพลศึกษา ครูจะช่วยรักษาคุณภาพการเคลื่อนไหวพื้นฐานของเด็กไทยทั้งรุ่น และคุณภาพการเคลื่อนไหวนี้แหละ คือวัตถุดิบที่จะหล่อเลี้ยงสุขภาพของประชากรในระยะ 50-70 ปีข้างหน้า รวมทั้งจะเป็นรากฐานที่ทำให้เกิดนักกีฬาที่ดีในอีก 10-15 ปีข้างหน้าด้วย ในประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านการกีฬาของโลก เกือบทุกโรงเรียนจะมี Squat Rack หลายสิบตัวในห้องยิม ท่าสควอท ถูกสอนให้เด็กทำ ในชั่วโมงพลศึกษา เพราะเขาเชื่อว่า การฝึกสควอท เป็นพื้นฐานของกีฬาหลายชนิดนั่นเอง

เมื่อสองศาสตร์มาบรรจบกัน: ปลายทางที่ผมเห็น

จากกรณีตัวอย่างทั้งสี่ จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาและพลศึกษามีความสัมพันธ์แบบ symbiotic ที่แยกออกจากกันไม่ได้

ในมิติแรก พลศึกษาคือ pipeline ของวิทยาศาสตร์การกีฬา หากเด็กไทยขว้างไม่เป็น กระโดดไม่ถูก วิ่งไม่ได้ ตั้งแต่ประถม เราจะหานักกีฬาที่จะนำองค์ความรู้ชีวกลศาสตร์ขั้นสูงไปประยุกต์ใช้ได้จากที่ไหน ระบบ Long-Term Athletic Development (LTAD) ของแคนาดา อังกฤษ และออสเตรเลีย ที่พัฒนาโดย Balyi และคณะ ตั้งอยู่บนความเข้าใจนี้ คือช่วง FUNdamentals ในวัย 6-9 ปี และช่วง Learn to Train ในวัย 8-12 ปี คือ “ช่วงเวลาที่เหมาะสม” ที่ระบบประสาทกล้ามเนื้อจะสร้าง movement vocabulary ติดตัวไปตลอดชีวิต และครูพลศึกษา ไม่ใช่โค้ชสโมสร คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการทำหน้าที่นี้

กลับกัน วิทยาศาสตร์การกีฬาคือเครื่องมือที่ทำให้พลศึกษาเลิกเป็น “วิชาเล่นเกม วิชากีฬา” ครูพลศึกษาที่อ่านงานวิจัยชีวกลศาสตร์ ใช้แอป video analysis บนมือถือ ทำ simple field test ที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ สามารถยกระดับชั่วโมงพลศึกษาจาก “ปล่อยเด็กเตะบอล” ขึ้นเป็นห้องเรียนที่มี evidence-based pedagogy ทัดเทียมวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ปัญหาที่ครูพลศึกษาไทยถูกมองว่าเป็นวิชา “ไม่สำคัญ” ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตัวครูเองยังไม่ได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาเป็น content และ method ของตน เมื่อครูไม่มีวิทยาศาสตร์รองรับ ก็ยากที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับวิชาในสายตาของผู้บริหาร ผู้ปกครอง และเพื่อนครู

ปลายทางที่ผมเห็นและฝากเป็นคำถามไว้กับวงการคือ ภาควิชาพลศึกษากับภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาในมหาวิทยาลัยไทย ไม่ควรเป็นสองหลักสูตรที่หันหลังให้กัน นักศึกษาครูพลศึกษาต้องเรียนชีวกลศาสตร์ สรีรวิทยาการออกกำลังกาย และการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง ไม่ใช่ผ่านพอเป็นพิธี ส่วนนิสิต นักศึกษาวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ต้องเข้าใจว่างานของตนไม่ได้เริ่มที่ห้องแล็บมหาวิทยาลัย แต่เริ่มที่สนามโรงเรียน ที่เด็กคนหนึ่งกำลังเรียนรู้ที่จะกระโดด วิ่ง ขว้าง และใช้ร่างกายของตน ในชั่วโมงพลศึกษาของวันธรรมดาวันหนึ่ง

เมื่อสองศาสตร์นี้มาบรรจบกัน วิชาชีพครูพลศึกษาและวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะมีศักดิ์ศรี มีงานทำ และมีคุณค่าต่อสังคมไทยจริงๆ ไม่ใช่ในฐานะคู่แข่งที่แย่งชิงพื้นที่ทางวิชาการกัน แต่ในฐานะหุ้นส่วนของกันและกันในภารกิจเดียวกัน คือการสร้างประชากรไทยที่มี Physical Literacy ตลอดชีวิต

นั่นคือเป้าหมายที่ผมเชื่อว่าอย่างนั้น

งานวิจัยที่นำมาใช้ประกอบ ลองเข้าไปศึกษากันดูนะครับ
  1. Balyi I, Hamilton A. Long-term athlete development: trainability in childhood and adolescence — windows of opportunity, optimal trainability. Victoria, BC: National Coaching Institute British Columbia & Advanced Training and Performance Ltd.; 2004.
  2. Balyi I, Way R, Higgs C. Long-Term Athlete Development. Champaign, IL: Human Kinetics; 2013.
  3. Cook G, Burton L, Hoogenboom BJ, Voight M. Functional movement screening: the use of fundamental movements as an assessment of function — part 1. Int J Sports Phys Ther. 2014;9(3):396-409. PMID: 24944860
  4. Cook G, Burton L, Hoogenboom BJ, Voight M. Functional movement screening: the use of fundamental movements as an assessment of function — part 2. Int J Sports Phys Ther. 2014;9(4):549-63. PMID: 25133083
  5. Fleisig GS, Andrews JR, Dillman CJ, Escamilla RF. Kinetics of baseball pitching with implications about injury mechanisms. Am J Sports Med. 1995;23(2):233-9. doi:10.1177/036354659502300218
  6. Fleisig GS, Barrentine SW, Escamilla RF, Andrews JR. Biomechanics of overhand throwing with implications for injuries. Sports Med. 1996;21(6):421-37. doi:10.2165/00007256-199621060-00004
  7. Fleisig GS, Barrentine SW, Zheng N, Escamilla RF, Andrews JR. Kinematic and kinetic comparison of baseball pitching among various levels of development. J Biomech. 1999;32(12):1371-5. doi:10.1016/s0021-9290(99)00127-x
  8. Hewett TE, Myer GD, Ford KR, Heidt RS Jr, Colosimo AJ, McLean SG, et al. Biomechanical measures of neuromuscular control and valgus loading of the knee predict anterior cruciate ligament injury risk in female athletes: a prospective study. Am J Sports Med. 2005;33(4):492-501. doi:10.1177/0363546504269591
  9. Mandelbaum BR, Silvers HJ, Watanabe DS, Knarr JF, Thomas SD, Griffin LY, et al. Effectiveness of a neuromuscular and proprioceptive training program in preventing anterior cruciate ligament injuries in female athletes: 2-year follow-up. Am J Sports Med. 2005;33(7):1003-10. doi:10.1177/0363546504272261
  10. McGill SM. Low Back Disorders: Evidence-Based Prevention and Rehabilitation. 3rd ed. Champaign, IL: Human Kinetics; 2016.
  11. Morin JB, Edouard P, Samozino P. Technical ability of force application as a determinant factor of sprint performance. Med Sci Sports Exerc. 2011;43(9):1680-8. doi:10.1249/MSS.0b013e318216ea37
  12. Morin JB, Bourdin M, Edouard P, Peyrot N, Samozino P, Lacour JR. Mechanical determinants of 100-m sprint running performance. Eur J Appl Physiol. 2012;112(11):3921-30. doi:10.1007/s00421-012-2379-8
  13. Samozino P, Rabita G, Dorel S, Slawinski J, Peyrot N, Saez de Villarreal E, et al. A simple method for measuring power, force, velocity properties, and mechanical effectiveness in sprint running. Scand J Med Sci Sports. 2016;26(6):648-58. doi:10.1111/sms.12490
  14. Seroyer ST, Nho SJ, Bach BR, Bush-Joseph CA, Nicholson GP, Romeo AA. The kinetic chain in overhand pitching: its potential role for performance enhancement and injury prevention. Sports Health. 2010;2(2):135-46. doi:10.1177/1941738110362656
  15. SHAPE America – Society of Health and Physical Educators. National Standards & Grade-Level Outcomes for K-12 Physical Education. Champaign, IL: Human Kinetics; 2014.
  16. Silvers-Granelli HJ, Bizzini M, Arundale A, Mandelbaum BR, Snyder-Mackler L. Does the FIFA 11+ injury prevention program reduce the incidence of ACL injury in male soccer players? Clin Orthop Relat Res. 2017;475(10):2447-55. doi:10.1007/s11999-017-5342-5
  17. Waldén M, Atroshi I, Magnusson H, Wagner P, Hägglund M. Prevention of acute knee injuries in adolescent female football players: cluster randomised controlled trial. BMJ. 2012;344:e3042. doi:10.1136/bmj.e3042
  18. Weyand PG, Sternlight DB, Bellizzi MJ, Wright S. Faster top running speeds are achieved with greater ground forces not more rapid leg movements. J Appl Physiol (1985). 2000;89(5):1991-9. doi:10.1152/jappl.2000.89.5.1991
  19. Whitehead M, editor. Physical Literacy: Throughout the Lifecourse. London: Routledge; 2010.

ศิริเชษฐ์  พูลทิพายานนท์ ผู้เขียน

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

1 thought on “เมื่อวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวเดินกลับเข้าห้องเรียนพลศึกษา: ทำไมวิทยาศาสตร์การกีฬาและพลศึกษาจึงแยกออกจากกันไม่ได้”

Leave a Comment