เมื่อมวยไทยถูก “ถอดอัตลักษณ์” และกลายเป็นกีฬาคนละชาติในเวลาเพียง 60 ปี
มีแฟนคลับ ที่อ่านบล็อค เขียนคอมเมนต์มาว่า อยากทราบมุมมองของคิกบ็อกซิ่ง หน่อยว่าทำไมมันคล้ายกับมวยไทย มาก วันนี้ผมก็เลยลองไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาคิกบ็อกซิ่ง มาให้อ่านกันนะครับ อ่านสนุกๆ แต่ก็อาจจะจุกอก ได้เช่นกัน ถ้าหากเราได้ทราบต้นกำเนิดของกีฬานี้ว่ามันมีรากมาจากที่ไหน
วันที่มวยไทย “ชนะ” แต่กำลังจะแพ้
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ณ สนามมวยลุมพินี กรุงเทพมหานคร นักคาราเต้สาย Kyokushin จากญี่ปุ่น 3 คน Tadashi Nakamura, Akio Fujihira และ Kenji Kurosaki ขึ้นชกกับนักมวยไทย 3 คน คือ ตัน จรัล, ราวี เดชะชัย และ ห้วยใหญ่ ลูกขนตัย ภายใต้กติกามวยไทยที่ปรับปรุงเล็กน้อย ผลคือ Kyokushin ชนะ 2 ต่อ 1 [1,2] ถ้ามองอย่างผิวเผิน นี่คือชัยชนะของฝ่ายญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริง วันนั้นคือวันแรกที่ประเทศไทยเริ่ม “แพ้” สงครามที่เรายังไม่รู้ตัวว่ากำลังเกิดขึ้น นักคาราเต้ที่แพ้ในวันนั้น Kenji Kurosaki กลับไปญี่ปุ่นด้วยบาดแผลและความตระหนักถึงความร้ายแรงของมวยไทย เขาตัดสินใจทิ้ง Kyokushin ในปี 1969 ก่อตั้งสถาบัน Mejiro Gym ในกรุงโตเกียว และเริ่ม “ผลิต” กีฬาใหม่ที่ผสมระหว่างคาราเต้กับเทคนิคมวยไทย โดยจงใจตัดส่วนที่ “เป็นไทยมากเกินไป” ออก [3,4]
กีฬานั้นมีชื่อว่า คิกบ็อกซิ่ง (Kickboxing)
วันนี้ คิกบ็อกซิ่งมีผู้ฝึกกว่า 4 ล้านคนใน 40,000 ยิมทั่วโลก ใน 135 ประเทศ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) แล้ว [5] ขณะที่ประเทศไทย แผ่นดินกำเนิด ยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะแก้ไข พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. 2542 อย่างไรให้ทันสมัย บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อโจมตีคิกบ็อกซิ่ง แต่เขียนขึ้นเพื่อ เตือนคนไทย ว่ามีกระบวนการ “ถอดอัตลักษณ์” เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในปัจจุบัน คราวนี้ในรูปแบบที่แยบยลกว่าเดิม
จุดกำเนิด: เรื่องที่ตำราเรียนไทยไม่เคยเล่า
ก่อนปี 1964: ความฝันที่ยังไม่มีรูป
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 – ต้นทศวรรษ 1960 มีนักคาราเต้ญี่ปุ่นชื่อ Tatsuo Yamada ผู้ก่อตั้งสำนัก “Nihon Kempo Karate-do” ที่ไม่พอใจกฎกติกาคาราเต้ดั้งเดิม เพราะไม่อนุญาตให้สัมผัสคู่แข่งเต็มแรง ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1959 เขาประกาศแผน “The Draft Principles of Project of Establishment of a New Martial Art” และเสนอชื่อชั่วคราวว่า “karate-boxing” [6] ยามาดะมีความสนใจมวยไทยเป็นพิเศษ ถึงขนาดเชิญนักมวยไทยมาฝึกซ้อมร่วมกับลูกชายของตน แต่ในขณะนั้น Osamu Noguchi โปรโมเตอร์มวยสากลรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น เป็นคนที่นำนักมวยไทยคนนั้นไปดูแลและศึกษาอย่างจริงจัง [6]
ปี 1963: คำท้าทายจากแผ่นดินสยาม
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1963 Osamu Noguchi ในนามฝ่ายไทย ได้ส่งคำท้าทายอย่างเป็นทางการไปยังสำนัก Oyama Dojo ของ Mas Oyama ผู้ก่อตั้ง Kyokushin Karate ในกรุงโตเกียว Oyama เลือก Kenji Kurosaki, Hirofumi Okada, Yasuhiko Oyama, Tadashi Nakamura และ Akio Fujihira ทั้งหมด 5 คน ให้เข้าค่ายฝึกซ้อม 1 เดือนที่เมือง Kinugawa ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 1963 เพื่อเตรียมเดินทางมาไทยในเดือนตุลาคม แต่การเดินทางถูกเลื่อนซ้ำหลายครั้ง จากตุลาคมเป็นธันวาคม จากธันวาคมเป็นมกราคม ปี 1964 ทำให้ Okada และ Yasuhiko ถอนตัว เหลือเพียง Kurosaki ที่เดิมตั้งใจมาเป็นโค้ช, Nakamura และ Fujihira ที่เดินทางมายังกรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1964 [3]
17 กุมภาพันธ์ 1964: คืนที่ลุมพินีบันทึกไว้
ภายใต้แสงไฟของสนามลุมพินี Nakamura เอาชนะคู่ต่อสู้ของเขาด้วย knockout ในยกที่ 1 ด้วย high kick Fujihira (ซึ่งต่อมาแข่งคิกบ็อกซิ่งภายใต้ชื่อ Noboru Ozawa) เอาชนะ knockout ในยกที่ 2 ด้วยหมัด แต่ Kurosaki ในฐานะผู้แทนชั่วคราว ถูก ราวี เดชะชัย ใช้ศอกเปิดบาดแผลที่หางคิ้วในยกสุดท้าย และแพทย์สนามยุติการแข่งขัน [1,2] ผลรวมคือ Kyokushin ชนะ 2-1 แต่บทเรียนสำหรับ Kurosaki นั้นยิ่งใหญ่กว่าผลแพ้ชนะ เขาเขียนในภายหลังว่าตน “ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป” [2] และเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางของ Kyokushin ที่ Oyama ยังยืนกรานว่าเป็น “คาราเต้ที่แข็งแกร่งที่สุด” โดยห้ามชกหน้าและไม่ใส่นวม [3]
ปี 1969-1978: การสกัดมรดกของไทยอย่างเป็นระบบ
Kurosaki ลาออกจาก Kyokushin ในเดือนมีนาคม ปี 1969 และก่อตั้ง Mejiro Gym ในกรุงโตเกียวในปีเดียวกัน ที่นี่เขาทิ้งสไตล์การเตะแบบ chambered kick ของคาราเต้ดั้งเดิม แล้วสอน การหมุนสะโพกเตะแบบมวยไทย และ โลคิก (low kick) ที่ใช้ขัดขาคู่ต่อสู้ ซึ่งเขาเรียนรู้มาจากนักมวยไทย [4] นักเรียนชั้นยอดของ Kurosaki Toshio Fujiwara เริ่มฝึกที่ Mejiro Gym ในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 ในตอนแรกฝึกเพื่อความสันทนาการ แต่หลังจากแพ้หลายครั้ง เขาตัดสินใจอุทิศตัวให้กีฬานี้ แล้วเดินทางมาฝึกในประเทศไทย ในปี 1978 Fujiwara ได้รับรางวัลแชมป์เวทีราชดำเนินในรุ่นไลท์เวต กลายเป็น ชาวต่างชาติคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์มวยไทยในเวทีมาตรฐาน สถิติชีวิตของเขาคือ 126-15 ชนะน็อก 99 ครั้ง [4] นี่คือผลพวงจากการที่ Mejiro Gym ได้ “ถอด” เทคนิคมวยไทยออกมาวิเคราะห์ ปรับปรุง และสอนให้นักเรียนของตนอย่างเป็นระบบ ในขณะที่วงการมวยไทยในประเทศยังคงสอนแบบครู-ลูกศิษย์ตามขนบเดิม โดยไม่มีระบบ Sport Science รองรับ
1970s-1990s: ส่งออกไปทั่วโลก
อิทธิพลของ Kurosaki ไม่ได้หยุดที่ญี่ปุ่น ในทศวรรษ 1970 นักสู้ดัตช์เดินทางมาฝึกที่ Mejiro Gym ในโตเกียว และนำความรู้กลับไปก่อตั้ง Dutch Kickboxing ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่มเทคนิคมวยสากลตะวันตกเข้ามาผสม [4] สไตล์ดัตช์นี้ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการชกยืนใน MMA ทั่วโลก ในปี 1977 องค์กร World Association of Kickboxing Organizations (WAKO) ถูกก่อตั้งที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โดยโปรโมเตอร์ชาวอเมริกัน Mike Anderson และโปรโมเตอร์ชาวเยอรมัน Georg Brueckner [5] และในปี 1993 Kazuyoshi Ishii ได้เปิดตัว K-1 ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นการแข่งขันที่รวมนักสู้จากคาราเต้, เทควันโด, มวยไทย และคิกบ็อกซิ่งดัตช์ภายใต้กฎเดียวกัน สร้างชื่อให้ตำนานอย่าง Ernesto Hoost, Peter Aerts, Andy Hug และ Giorgio Petrosyan [7] K-1 กลายเป็นรายการกีฬาต่อสู้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเอเชียเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ และเป็นต้นแบบให้กับรายการคิกบ็อกซิ่งสมัยใหม่ทั่วโลก เช่น Glory ในเนเธอร์แลนด์ และ Enfusion ในยุโรป
ความแตกต่าง: คิกบ็อกซิ่งคือ “มวยไทยที่ถูกแก้ผ้าออก”
ประเด็นสำคัญที่สุดที่คนไทยต้องเข้าใจคือ คิกบ็อกซิ่งไม่ใช่กีฬาที่เกิดขึ้นโดยอิสระจากมวยไทย แต่คือ “มวยไทย” ที่ถูกผ่านกระบวนการตัดอัตลักษณ์ออกอย่างจงใจ เพื่อสามสิ่ง:
- ลดความรุนแรงให้เหมาะกับโทรทัศน์ญี่ปุ่นและตะวันตก
- แยกความเป็นเจ้าของจากประเทศไทย
- สร้างกีฬาใหม่ที่ขายได้ในตลาดโลก
มาดูสิ่งที่ถูก “ถอด” ออกจากมวยไทย:
|
สิ่งที่ถูกตัดออก |
ผลที่เกิดขึ้น |
| ศอก | คิกบ็อกซิ่งส่วนใหญ่ห้ามศอกเด็ดขาด เพราะถือว่า “อันตรายเกินไป” และ “เลือดสาดเกินไปสำหรับทีวี” |
| การกอด (Clinch) |
จำกัดเหลือไม่กี่วินาที หรือห้ามเลย เพื่อให้การชกต่อเนื่องและสนุกสำหรับผู้ชม |
| เข่าในคลินช์ | ห้ามในคิกบ็อกซิ่งสายอเมริกัน และจำกัดในสายญี่ปุ่นยุคแรก |
| การปัด-ทุ่ม (Sweep/Throw) | ห้ามในทุกสายของคิกบ็อกซิ่งปัจจุบัน |
| ไหว้ครู ร่ายรำ | ไม่มี เพราะถือว่าเป็น “พิธีกรรมเฉพาะวัฒนธรรม” |
| มงคล ประเจียด | ไม่มี เพราะเป็นเครื่องราง-ความเชื่อเฉพาะของไทย |
| ดนตรีปี่มวย กลองแขก ฉิ่ง | ไม่มี ใช้เพลงร็อกหรือ EDM แทน |
| 5 ยก ยกละ 3 นาที | เปลี่ยนเป็น 3 ยกตามมวยสากล |
| ครูมวย |
ระบบเป็นยิมเชิงพาณิชย์ตามใบอนุญาต WAKO |
อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่หลงเหลือใน “คิกบ็อกซิ่ง” คือ การชกด้วยหมัดและเตะแบบที่ Mejiro Gym ปรับมาจากมวยไทย ส่วนสิ่งที่หายไปทั้งหมดคือ ความเป็นไทย อย่างแท้จริง ในแง่นี้ คิกบ็อกซิ่งจึงเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของกระบวนการ Cultural Stripping การหยิบเอาสาระทางเทคนิคไป โดยปล่อยทิ้งวัฒนธรรมที่เป็นต้นกำเนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่ให้เกียรติกับเจ้าของศาสตร์ และเจ้าของวัฒนธรรมเท่าไรนัก
มวยไทย vs คิกบ็อกซิ่ง: การแข่งขันที่คนไทยกำลังแพ้
ขนาดของกีฬาในเวทีโลก
ปัจจุบัน WAKO มีตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับคนไทย:
- ผู้ฝึก มากกว่า 4 ล้านคน ทั่วโลก
- ยิมในเครือ มากกว่า 40,000 แห่ง ใน 5 ทวีป
- ประเทศสมาชิก 135 ประเทศ โดย 106 ประเทศได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติของตน
- รับรองสาขาแยกย่อย 6 รูปแบบ ตั้งแต่ Point Fighting, Light Contact, Kick Light, Full Contact, Low Kick ไปจนถึง K-1 Rules [5]
เปรียบเทียบกับ IFMA ที่มีสมาชิก 140 ประเทศ ตัวเลขใกล้เคียงกัน แต่ฐานผู้ฝึกของ WAKO มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า เพราะคิกบ็อกซิ่งเข้าถึงคนชั้นกลางในประเทศตะวันตกได้ง่ายกว่า (ไม่ต้องเรียนวัฒนธรรมไทย ไม่ต้องเชื่อในไหว้ครู สามารถฝึกในยิม Fitness ทั่วไปได้) พอเขียนถึงตรงนี้ เลยทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า รัฐบาลไทย จัดโครงการซอฟท์พาวเวอร์ ลงงบประมาณไปตั้งมากมาย ในการเผยแพร่มวยไทย ไปตามต่างประเทศ แต่ดูเหมือนว่าเรากำลังยัดเยียด วัฒนธรรมไทย ไปให้กับชาวต่างชาติ ที่พวกเขายังไม่เข้าใจ ความเป็นไทยอย่างดี พอ นั่นเอง ซึ่งเท่าที่เห็นจากข่าวหรือเผยแพร่ตามสื่อ คนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม ก็เป็นนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งแทบทั้งนั้น นี่คือการเล่นปาหี่ อยู่หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบได้ ท่านที่เดินทางไปเท่านั้นแหละที่รู้ ที่ทราบ
วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ที่ลืมไม่ได้
ในการประชุม IOC สมัยที่ 138 ที่กรุงโตเกียว ทั้ง IFMA (มวยไทย) และ WAKO (คิกบ็อกซิ่ง) ได้รับการรับรองอย่างถาวรในวันเดียวกัน [8,9] นี่หมายความว่าในเวทีโอลิมปิก ทั้งสองกีฬาอยู่ในระดับเดียวกันทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ ในการลงทะเบียนแข่ง Olympic Games 2028 ที่ลอสแอนเจลิส ทั้งสองกีฬาอยู่ในรายชื่อ shortlist แข่งกัน—และคิกบ็อกซิ่งมีโอกาสได้รับเลือกมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีสมาชิกในประเทศตะวันตกที่หลากหลายและถ่ายทอดในโทรทัศน์ได้ง่ายกว่า หากในวันใดวันหนึ่ง คิกบ็อกซิ่งได้บรรจุในโอลิมปิกก่อนมวยไทย คนทั้งโลกจะเรียนรู้ “ศิลปะการใช้หมัดและเท้า” ผ่านชื่อ “kickboxing” ไม่ใช่ “Muay Thai” และมรดกของไทยจะถูกบดบังโดยลูกหลานของมันเองที่กำเนิดจากญี่ปุ่น
ทางแยกครั้งที่สอง: การ “เจือจาง” มวยไทยในยุคโซเชียลและฟิตเนส
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569 นี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดในปี 1964 อย่างน่ากลัว แต่อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายและกระจายตัวมากกว่า ในยิมฟิตเนสทั่วโลก คำว่า “Cardio Kickboxing” และ “Boxercise” กลายเป็นโปรแกรมยอดนิยม โดยมีต้นกำเนิดทางเทคนิคจากมวยไทยและคิกบ็อกซิ่งดัตช์ แต่ผู้ฝึกหลายล้านคนไม่เคยรู้ว่ากำลังเรียนเทคนิคจากที่ใด ส่วนผู้ฝึกที่จริงจังขึ้นมาก็มักจะถูกแนะนำให้ไปเรียน “kickboxing” ไม่ใช่ “Muay Thai” เพราะมีให้บริการในวงกว้างกว่า ในวงการกีฬาต่อสู้สมัยใหม่ การแข่งขันชั้นนำหลายรายการเริ่มใช้ “กฎผสม” ที่ผสมระหว่างมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง บางไฟต์ใช้กฎมวยไทย บางไฟต์ใช้กฎ K-1 บางไฟต์ใช้กฎคิกบ็อกซิ่งดัตช์ สิ่งนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างกีฬาสองชนิดเริ่มจางลง และนักมวยรุ่นใหม่จากต่างประเทศมักฝึกแบบ “Hybrid Striker” ที่ไม่ได้ยึดติดกับวัฒนธรรมไทย
ในแพลตฟอร์มดิจิทัล TikTok, Instagram และ YouTube กลายเป็นช่องทางที่นักสู้ต่างชาติแสดงเทคนิค “low kick”, “teep” (ที่ใช้คำว่า Push Kick), “elbow” (Elbow Strike) โดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากมวยไทย ผู้ติดตามรุ่นใหม่จึงเข้าใจว่าเทคนิคเหล่านี้เป็น “ของกีฬาต่อสู้ทั่วไป” ไม่ใช่ของวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะ เหมือนตอนนี้ที่หลายคนกำลังพูดถึงการเตะ Calf Kick นั่นแหละ จริงๆแล้วรากมันก็มาจากมวยไทยนั่นแหละ แต่ด้วยความที่เราไม่จัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ วิธีการเตะแบบนี้ก็เลยลอยไปอยู่ในคิกบ็อกซิ่งของญี่ปุ่น กลายเป็นว่าเราต้องไปขอศึกษาจากญี่ปุ่นนั่นแหละ
นี่คือ “การถอดสกัด” รอบที่สอง คราวนี้ไม่ใช่ผ่านสำนัก Mejiro Gym หรือ K-1 Grand Prix แต่ผ่านระบบนิเวศดิจิทัลที่เร็วและซึมลึกกว่า เพราะมันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนนับร้อยล้านทั่วโลกโดยไม่มีใครรู้ตัว
บทเรียนสำหรับคนไทยทุกคน
บทเรียนที่หนึ่ง: การ “ชนะ” ในเชิงสังเวียนไม่ได้แปลว่าชนะในเชิงประวัติศาสตร์
ในปี 1964 มวยไทยชนะการเปรียบมือ 2-1 แต่ในเวลา 60 ปีต่อมา ญี่ปุ่นและตะวันตกได้สร้างกีฬาคิกบ็อกซิ่งที่มีผู้ฝึกหลายล้านคน—มากกว่านักมวยไทยมืออาชีพในประเทศไทยทั้งหมดรวมกัน
ชัยชนะในสังเวียนวันนั้น คือเมล็ดพันธุ์ของการแพ้เชิงระบบในเวลาต่อมา
บทเรียนที่สอง: เทคนิคไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา หากไม่ปกป้องไว้
เมื่อ Kurosaki ดูนักมวยไทยเตะ-ชก เขาสามารถนำไปวิเคราะห์ ปรับ และสอนต่อในยิมของตนได้โดยไม่มีใครห้าม เพราะประเทศไทยไม่เคยจดทะเบียนหรือสร้างมาตรฐานสากลที่ปกป้องเทคนิคและวิธีการสอน ในทางตรงข้าม IFMA ภายใต้การนำของ ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ได้พยายามผลักดันให้มวยไทยเข้า UNESCO Intangible Cultural Heritage และมีระบบหลักสูตรครูที่ได้มาตรฐาน แต่ความพยายามนี้ยังไม่จบสมบูรณ์ จนกว่าจะมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับอย่างจริงจัง…เรามีผู้บริหารองค์กรมวยไทยที่ระบบความคิดที่ไม่เป็นสากล อยู่หรือไม่
บทเรียนที่สาม: เมื่อเรา “ทำให้ขายง่าย” เรากำลังให้คนอื่นขายแทนเรา
ทุกครั้งที่มีการตัดศอก ตัดคลินช์ ลดยก เพิ่ม Production Value ตามแบบทีวีตะวันตก สิ่งที่ได้คือผู้ชมเพิ่ม สิ่งที่เสียคืออำนาจกำหนดความหมาย เพราะกีฬาที่ “เล่นได้ทั่วไป” และ “ดูง่าย” คือกีฬาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ ในประวัติศาสตร์ คาราเต้ของโอกินาวาก็เคยถูกญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ “ปรับ” จนกลายเป็นกีฬาโอลิมปิกที่ไม่มีเงาของวัฒนธรรมโอกินาวาเหลืออยู่ และคิกบ็อกซิ่งเองก็เคยถูกตะวันตกปรับให้กลายเป็น “Cardio Kickboxing” ในยิมฟิตเนสที่ไม่มีเงาของศิลปะการต่อสู้ใด ๆ เลย
มวยไทยกำลังเดินเข้าเส้นทางเดียวกัน หากเราไม่ฉุกคิดและตอบโต้
บทสรุป: ก่อนเราจะเป็น “ผู้แพ้รอบสอง”
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปี 1964 นักมวยไทย 2 คนชนะคาราเต้ในสนามลุมพินี ต่อมา Kenji Kurosaki ผู้แพ้ในวันนั้น ใช้เวลา 14 ปี (จนถึงปี 1978) ในการพานักเรียนของตนกลับมาคว้าแชมป์ราชดำเนินคนแรกที่เป็นชาวต่างชาติ และ 57 ปี (จนถึงปี 2021) เพื่อให้ “คิกบ็อกซิ่ง” กีฬาที่เกิดจากความปราชัยของเขาได้รับการรับรองโดย IOC ในวันเดียวกับมวยไทย
ในวันนี้ พ.ศ. 2569 ประเทศไทยยังกำลังถกเถียงกันว่าจะแก้ พ.ร.บ. กีฬามวย 2542 อย่างไร จะจัดการพนันมวยอย่างไร จะคุ้มครองเด็กนักมวยอย่างไร จะทำให้นักมวยไทยเก่งขึ้นในเวทีโลกอย่างไร
ขณะที่เรากำลังพูดเรื่องเหล่านี้ คนอื่นกำลังสร้างกีฬาใหม่จากเทคนิคของเรา ในยิมฟิตเนสทั่วโลก ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในรายการคิกบ็อกซิ่งที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในห้องประชุมของ WAKO ที่กำลังขับเคลื่อนคิกบ็อกซิ่งเข้าสู่โอลิมปิก
คำถามไม่ใช่ “เราจะหยุดพวกเขาได้ไหม” เพราะเราหยุดไม่ได้ และไม่ควรหยุด คำถามคือ “เราจะมีอะไรหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังเรียกว่ามวยไทยแท้บ้าง”
หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ เป็นไปได้ที่ภายในปี พ.ศ. 2627 (ค.ศ. 2084) 60 ปีจากวันนี้คนทั่วโลกจะรู้จัก “kickboxing” ในฐานะกีฬาหลัก ส่วน “Muay Thai” จะกลายเป็นเพียง footnote เล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์ของกีฬาเหล่านั้น
อย่ารอให้ประวัติศาสตร์เขียนประโยคนั้นลงไป อย่าไปนึกย้อนถึงวันที่พวกคุณมีอำนาจ แต่ดันไม่ยอมทำอะไรเลย
เอกสารอ้างอิง
- Kyokushin vs Muay Thai – 1964. Mixed Martial Arts [Internet]. 2024 Nov 12 [cited 2026 May 19]. Available from: https://mixedmartialarts.com/muay-thai/kyokushin-vs-muay-thai-1964/
- Finding Karate. Kenji Kurosaki [Internet]. 2024 Jan 19 [cited 2026 May 19]. Available from: http://findingkarate.com/wordpress/kenji-kurosaki/
- Kenji Kurosaki [Internet]. Wikipedia; updated 2026 Apr 5 [cited 2026 May 19]. Available from: https://en.wikipedia.org/wiki/Kenji_Kurosaki
- Kenji Kurosaki – the full contact karate legend. 2025 Jan 4.
- Kickboxing Today – The Evolution of Modern Combat Sport [Internet]. [cited 2026 May 19]. Available from: https://www.wako.sport/kickboxing-today
- Kickboxing [Internet]. Wikipedia; updated 2026 May [cited 2026 May 19]. Available from: https://en.wikipedia.org/wiki/Kickboxing
- Sidekick Boxing. The History of Kickboxing: From Japan and Muay Thai to Global Sport. 2025 Aug 7.
- Kickboxing, Muay Thai, and Sambo Receive Full Olympic Recognition. 2021 Jul 22.
- Nation Thailand. Muay Thai, IFMA fully recognized by IOC. 2021 Jul 20.
- International Federation of Muaythai Associations [Internet]. Wikipedia; updated 2026 Mar 6 [cited 2026 May 19]. Available from: https://en.wikipedia.org/wiki/International_Federation_of_Muaythai_Associations
1 thought on “คิกบ็อกซิ่ง: บทเรียนที่คนไทยต้องไม่ลืม เมื่อมวยไทยถูก “ถอดอัตลักษณ์””