วิเคราะห์หลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดกีฬา สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

วิเคราะห์ ร่างหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดกีฬาที่มีศักยภาพ และแนวทาง วิธีการ เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุน อย่างมียุทธศาสตร์ เป้า หมาย และผลสัมฤทธิ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้แก่สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย

ทุกครั้งที่ประเทศไทยเดินทางไปแข่งโอลิมปิก เอเชียนเกมส์ หรือซีเกมส์ มีคำถามเดิมๆ ที่ถูกถามแล้วถามอีกในวงสนทนาสาธารณะ: “เราใช้เงินไปเท่าไหร่แล้วได้กี่เหรียญ?” คำถามนี้ดูตรงไปตรงมาดี แต่แท้จริงคือคำถามที่ผิด เพราะมันสมมุติว่าเราได้ออกแบบระบบจัดสรรงบประมาณบนพื้นฐานของ ผลสัมฤทธิ์ แล้ว  ในขณะที่ระบบจริงของเรา ตั้งแต่กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติลงไปจนถึงเงินสนับสนุนสมาคมกีฬา ยังเป็นระบบที่ลงทุนกับ อดีต มากกว่าลงทุนกับ อนาคต เพราะเกณฑ์สำหรับการพิจารณาการจัดกลุ่มของสมาคมนั้น มักจะใช้ผลงานในอดีตที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพลวัต ของกีฬาโลก ที่หมุนเร็วอย่างมาก วันนี้ ผมขออนุญาตเขียนวิเคราะห์ เกณฑ์ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ต่อการจัดกลุ่มของสมาคมกีฬา สักนิด ส่วนท่านจะฟังหรือไม่ฟังก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เอาเข้าจริง ระเบียบ มันก็เล็กกว่า พรบ. นั่นก็คือ พรบ.ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ดังนั้น การที่ออกระเบียบมาขัดกับ พรบ. ก็ต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่า จุดจบของระเบียบนี้จะเป็นอย่างไร และอำนาจของ กองทุนเอง มีหน้าที่กำหนดกฏระเบียบนี้หรือไม่

ร่างหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดกีฬาที่มีศักยภาพ ประจำปีงบประมาณ 2570 ที่กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติเผยแพร่เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นความพยายามที่ตั้งใจดี และต้องยอมรับว่าก้าวหน้ากว่าเกณฑ์รุ่นก่อนๆ ตรงที่พยายามใส่กรอบ Sport Plus 4 มิติ  Sport Pride, Sport Future, Sport Wealth, Sport Health  แบ่งสมาคมออกเป็น 4 ระดับศักยภาพตามคะแนน อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านอย่างละเอียดในฐานะคนที่ติดตามงานวิจัยในการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มาบ้าง จะพบว่าเกณฑ์ฉบับนี้ยังติดกับดักหลายเรื่องที่ระบบกีฬาในประเทศพัฒนาแล้วเลิกใช้ไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน บทความนี้จะวิพากษ์ตรงจุด

ระบบที่ นับสิ่งที่สมาคมกีฬามี  ไม่ใช่ วัดผลผลิตของสมาคม Outcome

ปรัชญาพื้นฐานของเกณฑ์ฉบับนี้คือ นับตัวรับเข้า input-based ไม่ใช่การวัดผลลัพธ์ outcome-based พูดง่ายๆ คือถ้าคุณมีโค้ช 5 คน คุณได้ 3 คะแนน ถ้าคุณจัดแข่งใน 10 จังหวัด คุณได้ 3 คะแนน ถ้าคุณมีนักกีฬาลงทะเบียน 20,000 คน คุณได้คะแนนเต็มในส่วนนั้น แต่ไม่มีตัวชี้วัดเลยว่าโค้ช 5 คนนั้นผลิตนักกีฬาที่พัฒนาขึ้นจริงหรือไม่ ไม่มีตัวชี้วัดว่าการแข่งใน 10 จังหวัดสร้าง talent pipeline ที่แท้จริงหรือเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่มีตัวชี้วัดว่านักกีฬาลงทะเบียน 20,000 คนนั้นมีอัตราคงอยู่ในระบบ (retention rate) เท่าไหร่หลังอายุ 18 ปี นั่นคือการวัดข้อมูลเชิงปริมาณ ทั้งที่ระบบการพัฒนานักกีฬา นักกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มันต้องเป็นไปทั้งเชิงปริมาณและ คุณภาพ ที่จะต้องหาจุดคุ้มค่าที่เหมาะสม Optimum Point กล่าวคือ มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และได้ผลผลิตที่คุ้มค่าด้วยเช่นกัน

นี่คือความแตกต่างพื้นฐานระหว่างระบบกีฬา “รุ่นแรก” (first-generation) ในช่วงยุคทศวรรษ 1990 กับระบบสมัยใหม่ UK Sport ใช้โมเดล No-Compromise ตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งวัด medal-per-pound เป็น KPI หลัก ประเทศออสเตรเลีย AIS: Australian Institute of Sport ใช้กลยุทธ์ Win Well 2032 วัด podium conversion rate และ athlete development trajectory เป็นรายบุคคล ประเทศนอร์เวย์ Norwegian Olympiatoppen วัด “potential vs realized performance gap” ของนักกีฬาแต่ละคนเทียบกับ กลุ่มของคนที่อยู่ในระดับ ประสบการณ์ สถานะ หรือช่วงวัยที่ใกล้เคียงกัน peer cohort ในระดับนานาชาติ ทั้งหมดนี้คือการวัดผลลัพธ์ที่เงินผลิตออกมา ไม่ใช่การนับสิ่งที่เงินซื้อมา เกณฑ์ของกองทุนฯ ยังไม่ก้าวข้ามในจุดนี้

ผลที่ตามมาคือ ระบบนี้ให้เงินตามหลักฐานของความ “พยายาม” มากกว่า “ผลสัมฤทธิ์” สมาคมที่บริหารดีและสมาคมที่บริหารแย่ จะวัดจำนวนโค้ช จังหวัดที่มีศูนย์ฝึก และนักกีฬาเท่ากัน ก็จะได้คะแนนเท่ากัน ในทางการบริหารจัดการนั้น ถ้าหากแบบประเมินยังไม่มีอำนาจในการจำแนก ที่ชัดเจน แสดงว่าแบบประเมินนั้นอาจจะมีปัญหา เพราะไม่สามารถแบ่งเกณฑ์ของตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน ซึ่งก็น่าสงสัยว่า คนที่กำลังออกแบบตัวชี้วัดเหล่านี้ เข้าใจบริบทในการพัฒนากีฬาของประเทศ จริงหรือไม่ เพราะถ้าเขาเข้าใจจริง เขาจะไม่ออกตัวชี้วัดแบบนี้ออกมา

กับดักของการมองย้อนหลัง 8 ปี  Matthew Effect ในวงการกีฬาไทย

P1 ในตัวชี้วัดของ Sport Pride ให้คะแนนเหรียญย้อนหลัง 8 ปี โดยถ่วงน้ำหนักโอลิมปิก ชิงแชมป์โลก เอเชียนเกมส์ ตามลำดับ ดูผิวเผินเป็นเหตุเป็นผล แต่ผลข้างเคียงคือสิ่งที่นักสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์เรียกว่า Matthew Effect  ผู้มีอยู่แล้วยิ่งได้เพิ่ม ผู้ไม่มียิ่งสูญเสีย กองทุนเคยทราบไหมว่า 8 ปีที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนถึงว่า อนาคตจะประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าเรายังให้ความสำคัญกับอดีต ในขณะที่อดีตของสมาคมกีฬาหลากหลายสมาคมก็ไม่ได้มีเหรียญรางวัลแม้จะได้ไปโอลิมปิกเกมส์ แทบทุกครั้ง

ลองคิดเล่นๆ สมาคมกีฬาที่เคยได้เหรียญโอลิมปิก 2020 หรือ 2024 จะติดอันดับ A ไปอีก 8 ปี เพราะคะแนน P1 อยู่ที่ระดับสูงสุดเสมอ ขณะที่กีฬาที่ถูกตัดงบมา 8 ปีจะไม่มีทางสร้างผลงานเหรียญใหม่ขึ้นมาได้ เพราะไม่มีทรัพยากรพัฒนา และเมื่อไม่มีผลงาน ก็จะถูกตัดงบต่อไปอีก เป็นวงจรที่นักวิจัย sport policy เรียกว่า วัฏจักรของการถูกกีดกันทางสังคม หรือการถูกตัดออกจากระบบ ที่เกิดขึ้นจาก “ความเชื่อ” หรือ “อคติ” ในตอนแรก นำไปสู่การกระทำที่ส่งผลให้บุคคลนั้นถูกกีดกันออกจากสังคมจริงๆ หรือสูญเสียโอกาสไปในที่สุด  “self-fulfilling exclusion” ซึ่งวงจรแบบนี้ มีให้เห็นในการพัฒนากีฬาของไทย สมาคมกีฬาขนาดกลางและขนาดเล็ก หลายสมาคมไม่ได้รับเงินสนับสนุน เพียงพอที่จะสร้างผลงานในระดับนานาชาติ ได้ นายก และผู้บริหารต้องลงทุนเองเพื่อให้สมาคมมีผลงานที่ดีขึ้น เพื่อให้สมาคมได้ปรับค่าคะแนนที่เพิ่มขึ้น คำถามคือว่า วิธีการแบบนี้ มันอยู่ในวัตถุประสงค์ของ กกท ในการส่งเสริมกีฬาหรือไม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้บริหารไม่ควัก สมาคมก็ไม่มีผลงาน โอกาสได้รับเงินสนับสนุนก็น้อยตามนั่นเอง

ทางออกที่ใช้กันในประเทศพัฒนาแล้วคือการถ่วงน้ำหนัก แนวโน้ม และ ความใหม่ (recency) แทนที่จะให้คะแนนเท่ากันใน 8 ปี ผลงาน 2 ปีล่าสุดควรถ่วงน้ำหนัก 50%, 3-5 ปีถ่วง 30%, 6-8 ปีถ่วง 20% เพื่อให้กีฬาที่กำลังมาแรง (trajectory ขึ้น) ได้รับการตอบสนองทางงบประมาณ ในเกณฑ์ของกองทุนฯ มี P3 “ความต่อเนือง 2 รอบ” ที่ให้คะแนนเพียง 4 คะแนน ซึ่งน้อยเกินไปจนไม่สามารถถ่วงดุล P1 ที่หนัก 18 คะแนนได้ นั่นคือความไม่สมดุลของคะแนน เพราะผลงานที่ยาวนานเกินไป ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงานในวงรอบ โอลิมปิก ในปัจจุบัน Olympics Cycle

ผลที่จะเกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ เกณฑ์ฉบับนี้รักษาสถานะเดิมของวงในกีฬาไทย 4-5 ชนิด กีฬาที่อยู่ในโอลิมปิก แทนที่จะเปิดทางให้กีฬาดาวรุ่ง กีฬาที่กำลังได้รับคำนิยม ที่มีศักยภาพเชิงสถิติเข้ามาขอ งบอย่างเป็นธรรม กลับถูกกีดกันด้วยเกณฑ์คะแนนในข้อนี้

ธรรมาภิบาลที่ ให้คะแนน แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องบังคับให้ทำ

จุดที่อันตรายที่สุดของเกณฑ์ฉบับนี้คือการปฏิบัติต่อธรรมาภิบาลในฐานะ “คะแนน” แทนที่จะเป็น “สิ่งที่จำเป็นต้องทำ” Sport Wealth ทั้งมิติได้ 20 คะแนน ส่วน W2 วินัยการเงินและธรรมาภิบาลได้แค่ 7 คะแนน และคะแนน 2 ใน 7 นั้นมาจากเพียงการ “ไม่มีข้อสังเกตสำคัญและไม่มีเรื่องร้องเรียน” การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาแล้วโดนแบน อันนี้ถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง แต่กลับกลายเป็นการให้คะแนน ในขณะที่สมาคมบางสมาคมลงทุนกับการทำเรื่อง Clean Sports กลับได้คะแนนแทบไม่ต่างกับสมาคมที่ไม่มีข้อร้องเรียน นั่นคือ การที่ไม่ให้ความสำคัญในจุดนี้ จุดที่ควรจะเป็นพื้นฐานที่ต้องทำในแง่ของการบริหารจัดการของสมาคมกีฬา

ในระบบกีฬาของประเทศพัฒนาแล้ว ธรรมาภิบาลไม่ใช่สิ่งที่  ให้คะแนนได้  ในขณะที่ UK Sport Code for Sports Governance กำหนด 5 หลักการ 58 ข้อกำหนดที่เป็นข้อบังคับให้สมาคมกีฬาต้องปฏิบัติตาม  mandatory มีแค่  ผ่านหรือตก ไม่ผ่านหมายถึงไม่ได้รับเงินสนับสนุนเลย ไม่ใช่ได้น้อยลง Sport Integrity Australia ใช้หลักการเดียวกัน Council of Europe กำหนด Code of Sports Ethics เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการได้รับเงินสาธารณะ

เหตุผลทางทฤษฎีอยู่ที่ ความไม่สมมาตรของข้อมูล asymmetric information และภัยทางศีลธรรม moral hazard เพราะหากธรรมาภิบาลเป็นเพียงตัวให้คะแนน สมาคมที่ผลงานเหรียญดีจะสามารถ “ได้” คะแนน P1 จำนวนมากมาทดแทนคะแนน W2 ที่ขาดได้ และยังคงอยู่ในกลุ่ม A ต่อไป นี่คือสูตรที่นักวิจัยทางด้านการจัดการธรรมาภิบาลทางกากรีฬา sport governance เห็นมาแล้วในกรณีของ USA Gymnastics กับเรื่อง Larry Nassar, IAAF กับเรื่องโด๊ปรัสเซีย, FIFA กับคดี Sepp Blatter หรือแม้กระทั่งสมาคมยกน้ำหนักที่เคยสร้างผลงานให้กับคนไทย และโดนแบนเรื่องสารต้องห้ามทางการกีฬา  ทุกกรณีคือ “ผลงานเหรียญสูง ธรรมาภิบาลพัง และ ระบบประเมินมองข้าม”

ในเมื่อสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งมีประวัติเรื่องการบริหารที่ตั้งคำถามได้ การออกแบบให้ธรรมาภิบาลเป็นเพียงตัวให้คะแนน 7 คะแนน คือการสร้างเงื่อนไขให้เรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นได้ในอนาคต ถ้าเราลองดูลึกลงไปถึงเรื่องนี้ เราจะเห็นว่า ปัจจุบัน มีการฟ้องร้องกัน ปัญหาของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย การร้องเรียน ที่ไม่รู้จักจบสิ้น นี่คือปัญหาทางด้านธรรมาภิบาลและศีลธรรมที่เกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้สามารถป้องกันได้ในวันนี้

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด  สวัสดิภาพนักกีฬาและ Safeguarding

หากต้องเลือกข้อบกพร่องเพียงข้อเดียวที่สะท้อนความล้าหลังของเกณฑ์ฉบับนี้เทียบกับมาตรฐานโลก คงเป็นการขาดหายของมิติ athlete welfare และ safeguarding โดยสิ้นเชิง

ใน 12 ตัวชี้วัดของเกณฑ์ ไม่มีเลยแม้แต่ตัวเดียวที่วัด: การป้องกันการล่วงละเมิดเด็ก, การมีกลไกร้องเรียนที่นักกีฬาเข้าถึงได้, anti-doping compliance, การสนับสนุนสุขภาพจิตของนักกีฬา, dual career programme สำหรับนักกีฬาที่ต้องเรียนคู่กับซ้อม, การวางแผน post-athletic transition หลังเลิกแข่ง

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ หลังจากคดี Larry Nassar ในวงการยิมนาสติกอเมริกา หลังรายงาน Whyte Review ในวงการยิมนาสติกอังกฤษ หลังกรณีอดีตนักกีฬาไทยจำนวนหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศโดยโค้ช  ระบบกีฬาที่ออกแบบใหม่ในปี 2026 ยังไม่มีเรื่องเหล่านี้คือความล้าหลังที่อธิบายไม่ได้ EU Council of Europe Safe Sport framework, Australian Sport Integrity Australia, UK CPSU, แม้กระทั่งระบบของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หลังคดีอื้อฉาวของตน  ทุกประเทศใส่เรื่องนี้เป็นเสาหลัก pillar แยกออกมาเป็นเรื่องหลักเลย ไม่ใช่แค่เรื่องที่เป็นแค่ตัวชี้วัดหนึ่ง

การวัดความเป็นเลิศของระบบกีฬาในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถจบลงแค่เหรียญและจำนวนผู้เข้าร่วม นักกีฬาคือมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่หน่วยผลิตเหรียญ

วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ตื้นเขินระดับมัธยม

Sport Future ให้น้ำหนัก 30% และในนั้นมี F2 วิทยาศาสตร์การกีฬาและบุคลากร 10 คะแนน เมื่ออ่านรายละเอียดจะพบว่าตัวชี้วัดหลัก F2.3 คือ “ทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3 ครั้งต่อปีและนำผลไปปรับโปรแกรม = 3 คะแนน” และ F2.4 “มีระบบเก็บ-วิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา = 2 คะแนน, ไม่มี = 0”

นี่คือนิยามของวิทยาศาสตร์การกีฬาในระดับครูพลศึกษาระดับ มัธยมต้น ไม่ใช่นิยามของวงการ elite sport science ในปี 2026 ระบบกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ในโลกในปัจจุบันคือการบูรณาการ การนำเทคโนโลยีสวมใส่ การวัดสมรรถนะชั้นสูง การพักผ่อนของนักกีฬา แม้กระทั่งในการนำปัญญาประดิษฐ์ ไปใช้ในการวิเคราะห์กีฬา  ในกรณีที่กฎหมายเอื้ออำนวย ระบบฐานข้อมูลที่หน่วยงานทางด้านกีฬาระดับโลกใช้กัน  เพื่อใช้ปรับโปรแกรมซ้อมแบบรายบุคคล แบบ Tailor’s Made ช่างที่ตัดเสื้อให้พอดีในแต่ละบุคคล

ของไทยให้คะแนนแบบ binary ว่า “มีระบบ = 2 คะแนน” แม้กระทั่งการใช้ Excel sheet ก็เข้าเกณฑ์ Athlete Management System ระดับโลก ก็ได้ 2 คะแนนเท่ากัน นี่คือการออกแบบที่ไม่สะท้อนความเข้าใจในระบบการพัฒนานักกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ Elite sport science ที่เราจะต้องมีการประยุกต์ใช้งานในระดับโลกใช้กัน

ทำนองเดียวกัน F2.1 “ผู้ฝึกสอนผ่านการอบรมระดับนานาชาติ ≥5 คน = 3 คะแนน” คือการนับหัวโดยไม่วัดคุณภาพ ไม่วัดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง continuous professional development ไม่วัดอัตราคงอยู่ในระบบของนักกีฬา retention rate ไม่วัด mentorship pathway German Trainerakademie ใช้ระบบ 4 ปีในการผลิตโค้ชระดับสูง Australian Strength and Conditioning Association มี 5 levels พร้อม pathway ที่วัดได้ Thai system ไม่ได้สนใจคุณภาพของคน 5 คนนั้นเลย

การหายไปของสูตรจัดสรรงบ Black Box ที่อันตรายที่สุด

Black Box กล่องดำ คือ ระบบ สิ่งของ แนวคิด หรือกระบวนการที่ทราบเฉพาะข้อมูลเข้า (Input) และข้อมูลออก (Output) แต่ไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจกลไกการทำงานภายในได้ เกณฑ์ฉบับนี้บอกวิธีจัด ระดับ ของสมาคม แต่ไม่บอกวิธี จัดสรรงบ ระหว่างระดับ สมาคมระดับ A ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของงบที่กองทุนจัดสรรให้ สัดส่วนงบระหว่าง A กับ B เป็นเชิงเส้นหรือเชิงLogarithm มีเพดานต่อสมาคมไหม มีการเชื่อมโยงระหว่าง งบประมาณกับโอกาสที่จะได้เหรียญในการแข่งขัน medal probability หรือการตอบแทนในการลงทุน ROI threshold ไหม

ทั้งหมดนี้คือ black box ที่อันตรายที่สุดในระบบทั้งหมด เพราะคือจุดที่การเมือง อิทธิพลของบุคคล หรือดุลพินิจของบอร์ดบริหารกองทุนสามารถแทรกแซงการบริหารสมาคมกีฬา ได้อย่างเต็มที่ ในกรณีของ UK Sport การใช้การลงทุนในมิติของสมรรถนะของนักกีฬา Performance Investment Model ที่เปิดเผยสูตรการคำนวณอย่างชัดเจน ประเทศออสเตรเลียเปิดเผย งบประมาณในการลงทุนประจำปีในแต่ละชนิดกีฬา annual investment per sport พร้อมเหตุผล Norway เปิดเผยเงินต่อนักกีฬาในระดับ tier 1, 2, 3 อย่างชัดเจน

หากกองทุนต้องการได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมและสมาคมกีฬา การจัดทำสูตรจัดสรรงบที่เปิดเผยและตรวจสอบได้คือเงื่อนไขขั้นต่ำสุดของความชอบธรรม การจัดกลุ่ม 4 ระดับโดยไม่บอกว่าแต่ละระดับได้เงินอย่างไรคือการทำงานครึ่งเดียว แล้วอีกครึ่งนึง ก็คือพร้อมเปลี่ยนแปลงไปตามการตัดสินใจ หรือการขีดเส้นจัดกลุ่มอันดับของใคร

ขาดกลไกการเลื่อนชั้น-ตกชั้น สำหรับสมาคมที่มีความเสี่ยงในเชิงศีลธรรม

UK Sport ใช้ 4-year cycle review สมาคมที่มีสมรรถนะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ underperform เทียบกับเป้าหมาย target ที่ตกลงกันไว้ตอนต้น cycle จะถูกตัดออกจากระบบ funding ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Badminton England ในปี 2017 ที่สูญเสียเงินสนับสนุนทั้งหมดเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ผลงาน ระบบของออสเตรเลียและนอร์เวย์มีโครงสร้างคล้ายกัน

เกณฑ์ของไทยจัด 4 ระดับ แต่ไม่บอกว่าสมาคมระดับ A ที่ underperform 4 ปีติดจะตกชั้นไหม ไม่บอกว่าสมาคม D ที่ทำได้ดี 4 ปีติดจะขึ้น C โดยอัตโนมัติไหม ในเชิงเศรษฐศาสตร์สถาบันนี่คือ moral hazard เชิงโครงสร้าง  ไม่มีแรงจูงใจให้สมาคม A พัฒนาต่อ และไม่มีแรงจูงใจให้สมาคม D แข่งขันให้ดีขึ้น เพราะไม่มีกลไกบังคับให้เคลื่อนตัว

ตัวคูณ x1.5 ของกีฬาประเภททีม สูตรที่ไม่มีรากฐานการวิจัย

P1 ระบุว่ากีฬาประเภททีมคูณคะแนนรวม x1.5 ก่อนปรับเพดาน คำถามคือเหตุผลอะไร หากเหตุผลคือ “กีฬาทีมยากกว่า” ผมก็ขอเสนอ ว่ากีฬาเดี่ยวอย่างเทนนิส กอล์ฟ ปั่นจักรยาน ยิงปืน มีความเข้มข้นการแข่งขันระดับโลกที่สูงไม่แพ้กัน หากเหตุผลคือ “กีฬาทีมต้องบริหารคนมากกว่า” งบบริหารควรเป็นค่าใช้จ่ายแยก ไม่ใช่ตัวคูณคะแนนผลงาน

ผลในทางปฏิบัติคือ สมาคมกีฬาทีมจะถูกผลักให้เข้ากลุ่มศักยภาพสูงสุดอย่างไม่สมเหตุสมผลทางสถิติ เป็นการสร้างการได้เปรียบเชิงโครงสร้าง over-represented ที่ไม่ผ่านการสอบทานทางวิชาการ ในเอกสารไม่มีการอ้างอิงงานวิจัยหรือ benchmark ใดเลยที่รองรับตัวคูณนี้ 

เกณฑ์ของกีฬาคนพิการที่ลดมาตรฐานบางจุด ปัญหาเชิงจริยธรรม

เกณฑ์สำหรับสมาคมกีฬาคนพิการให้น้ำหนัก Sport Wealth (ธรรมาภิบาลและทุน) แค่ 15% เทียบกับ 20% ของกีฬาคนปกติ ในขณะที่ Sport Future ของพาราถูกลดเหลือ 20% เทียบกับ 30% ของคนปกติ

คำถามคือ ทำไมมาตรฐานธรรมาภิบาลของสมาคมพาราถึงต้องต่ำกว่า นี่คือ  หรือลัทธิบิดาธิปไตย เป็นแนวคิดที่ผู้มีอำนาจ (เช่น รัฐบาล ผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง) เข้าไปแทรกแซง จำกัดเสรีภาพ หรือตัดสินใจแทนบุคคลอื่น โดยอ้างว่าการกระทำนั้น “ทำเพื่อผลประโยชน์หรือความปลอดภัยสูงสุด” ของผู้อยู่ใต้ปกครองเอง paternalism ที่ ICF และ IPC วิจารณ์มาตลอดในเวทีระหว่างประเทศ มาตรฐานต้องเท่ากัน ส่วน support level อาจต่างได้  ระบบของออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรใช้หลักการนี้อย่างชัดเจน ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ในวันนี้ประเด็นของกลุ่มคนพิการเอง ไม่ได้รับโอกาสในการพูดคุย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า จะมีดีลลับ หรือไม่

เกณฑ์ที่ใช้เป็นเกณฑ์ ตั้งแต่ปี 1990 ในโลกที่ห่างกันเกือบสามสิบปี จะย้อนเวลากลับไปเพื่อ ?

เกณฑ์ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับนี้ดีกว่าเกณฑ์รุ่นก่อนๆ ตรงที่พยายามใส่กรอบและตารางตัวชี้วัดที่ดูเป็นวิชาการ แต่เมื่อเทียบกับ SPLISS framework ของ De Bosscher และคณะ ซึ่งเป็นโมเดล และกรอบการพัฒนานักกีฬาระดับโลก เลือกใช้กัน ที่กำหนด 9 pillars ของ elite sport success โดยมี 96 ตัวชี้วัด, เทียบกับ UK Sport No-Compromise model (2006-2024), เทียบกับ Australian Win Well 2032 Strategy, หรือเทียบกับ Norwegian Olympiatoppen Performance Lifestyle Model  เกณฑ์ฉบับนี้ยังเป็น first-generation system ที่ประเทศพัฒนาแล้วเลิกใช้ไปแล้วประมาณปี 2008-2012 คือตั้งแต่โอลิมปิกที่ปักกิ่ง จนป่านนี้ก็เกือบจะยี่สิบปีแล้วนะครับ

หลังจากที่วิพากษ์แล้ว จุดวิกฤตที่ต้องแก้มีอย่างน้อย 5 ประการ ประการแรก แยกธรรมาภิบาล safeguarding และ anti-doping ออกจากระบบให้คะแนน แล้วทำให้เป็น mandatory pre-conditions ของการได้รับเงิน ประการที่สอง เปลี่ยนตัวชี้วัดจาก input-counting เป็น outcome-measurement ทุกที่ที่ทำได้ ประการที่สาม เปิดเผยสูตรการจัดสรรงบที่ link กับการจัดกลุ่ม ให้สาธารณะตรวจสอบได้ ประการที่สี่ ใส่กลไก promotion/relegation cycle 4 ปี ที่บังคับการเคลื่อนตัวของสมาคม และประการที่ห้า ใส่ athlete welfare และ dual career เป็น pillar แยก ไม่ใช่แค่นับโค้ช

หากเรายังจัดสรรเงินกองทุนตามเกณฑ์รุ่นนี้ต่อไปอีก 4 ปี เราจะนั่งมองเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แซงประเทศไทยในกีฬาที่เราเคยเป็นเจ้าภาพ และจะพบว่าเงินจำนวนมหาศาลถูกลงทุนไปกับการรักษาสถานะเดิมของสมาคมที่อาจไม่สามารถผลิตผลลัพธ์ตามที่ลงทุนได้

คำถามที่กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติต้องตอบอย่างซื่อสัตย์คือ เราต้องการระบบที่ลงทุนกับ อดีต หรือระบบที่ลงทุนกับ อนาคต? และเมื่อคำตอบชัดเจนแล้ว เกณฑ์ฉบับนี้ต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน หรือต้องกลับไปที่จุดตั้งต้นคือการรับฟังความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วม และเชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการกีฬา มาร่วมออกแบบ หรือท่านอาจจะบอกว่ากิจกรรมวันนี้คือแค่พิธีกรรมที่รับรองความชอบธรรมของกระบวนการของกองทุนก็เท่านั้น เพราะหลายคำถามที่สมาคมถามไปท่านไม่ตอบ และที่สำคัญคือ ท่าน ผอ.กองทุน ท่านก็ไม่ได้ให้เกียรติสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ในการรับฟังข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าของวงการกีฬาชาติเป็นอย่างมาก ออกเกณฑ์มาแต่เหมือนไม่ให้ความสำคัญ

sirichet.com

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน Google Scholar · About

Leave a Comment