จิตวิทยาเบื้องหลังการเสพติดโซเชียลมีเดีย

จิตวิทยาเบื้องหลังการเสพติดโซเชียลมีเดีย: เมื่อความกลัวการถูกทอดทิ้งผลักดันให้มนุษย์แสวงหาการยอมรับบนโลกออนไลน์

ทำไมบางคนจึงต้องตรวจสอบยอดไลก์อยู่ตลอดเวลา ทำไมบางคนจึงกังวลเมื่อไม่มีใครตอบข้อความ และทำไมคนที่ต้องการความรักและการยอมรับจากผู้อื่น จึงอาจกลายเป็นคนที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างควบคุมไม่ได้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรืออัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่อาจซ่อนอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ ความรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ และความต้องการการยอมรับที่ฝังอยู่ภายในจิตใจมนุษย์

งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ในวารสารวิชาการ PLOS ONE ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบความผูกพันทางอารมณ์ (Attachment Styles) ลักษณะบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Traits) และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่ก่อให้เกิดปัญหา (Problematic Social Media Use) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ต้องการความใกล้ชิดจากผู้อื่น แต่ขณะเดียวกันกลับกลัวการถูกปฏิเสธหรือทอดทิ้ง มีแนวโน้มรายงานพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาสูงกว่าผู้ที่มีความมั่นคงทางความสัมพันธ์

โซเชียลมีเดียอาจไม่ได้ตอบสนองเพียงความบันเทิง แต่กำลังตอบสนองความต้องการทางจิตใจ

ในโลกปัจจุบัน โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารหรือสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ใช้สร้างตัวตน แสดงความสำเร็จ และแสวงหาการยอมรับจากสังคม การได้รับยอดไลก์ ความคิดเห็น หรือการแชร์ อาจกลายเป็นสัญญาณของการได้รับความสนใจและการยอมรับจากผู้อื่น สำหรับบางคน การตอบสนองเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองอย่างมาก เมื่อโพสต์แล้วไม่มีใครตอบสนอง อาจเกิดความรู้สึกผิดหวัง กังวล หรือเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า

“ทำไมไม่มีใครสนใจเรา”

“เราไม่ดีพอหรือเปล่า”

“ทำไมคนอื่นจึงได้รับความสนใจมากกว่า”

ความรู้สึกดังกล่าวอาจกระตุ้นให้บุคคลกลับไปตรวจสอบโซเชียลมีเดียซ้ำ ๆ เพื่อค้นหาสัญญาณของการได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม การใช้งานบ่อยไม่ได้หมายความว่าเป็นการเสพติดเสมอไป สิ่งสำคัญคือบุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้งานได้หรือไม่ และการใช้งานนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาวะทางจิตใจมากน้อยเพียงใด

งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา: ความสัมพันธ์ระหว่าง Attachment Styles กับพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย

Chris A. Bjornsen และ Allen G. Harbaugh จาก Longwood University ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 555 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เพื่อประเมินความผูกพันทางอารมณ์ บุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหา

นักวิจัยใช้วิธีทางสถิติที่เรียกว่า Latent Profile Analysis (LPA) เพื่อจำแนกกลุ่มบุคคลตามรูปแบบทางจิตวิทยาที่มีลักษณะร่วมกัน ผลการวิเคราะห์พบรูปแบบความผูกพันทางอารมณ์ 4 กลุ่ม และพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของระดับ Problematic Social Media Use ระหว่างกลุ่มเหล่านี้

ระดับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหา

เรียงลำดับตามผลการศึกษาจากต่ำสุดไปสูงสุด ไม่ใช่ขนาดความแตกต่างเชิงปริมาณ

  1. ความผูกพันแบบมั่นคง Secure Attachment ต่ำที่สุด
  2. ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง Avoidant Attachment สูงขึ้น
  3. ความผูกพันแบบวิตกกังวล Anxious Attachment สูง
  4. ความผูกพันแบบหวาดกลัว Fearful Attachment สูงที่สุด

กลุ่มที่ 1: Secure Attachment — ผู้ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์

คนกลุ่มนี้มีความไว้วางใจในความสัมพันธ์ สามารถสร้างความใกล้ชิดกับผู้อื่น และไม่จำเป็นต้องได้รับการยืนยันคุณค่าของตนเองจากคนรอบข้างตลอดเวลา บุคคลที่มีความผูกพันแบบมั่นคงอาจใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายอดไลก์หรือความคิดเห็นเพื่อรักษาความมั่นใจในตนเอง

งานวิจัยพบว่ากลุ่มนี้มีระดับการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาต่ำที่สุด

กลุ่มที่ 2: Avoidant Attachment — ผู้ที่หลีกเลี่ยงความใกล้ชิด

คนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง และอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องเปิดเผยความรู้สึกหรือพึ่งพาผู้อื่นทางอารมณ์ โซเชียลมีเดียอาจกลายเป็นช่องทางที่ช่วยให้พวกเขาสามารถติดต่อกับบุคคลอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญกับความใกล้ชิดทางอารมณ์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ระดับการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่ากลุ่มวิตกกังวลและกลุ่มหวาดกลัว

กลุ่มที่ 3: Anxious Attachment — ผู้ที่วิตกกังวลกับความสัมพันธ์

คนกลุ่มนี้ต้องการความรัก ความสนใจ และความมั่นใจจากผู้อื่นค่อนข้างมาก พวกเขาอาจกังวลเมื่อไม่ได้รับการตอบกลับข้อความ หรือรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อบุคคลสำคัญไม่ได้แสดงความสนใจตามที่คาดหวัง

ในบริบทของโซเชียลมีเดีย พฤติกรรมดังกล่าวอาจแสดงออกมาในรูปแบบของการตรวจสอบการตอบสนองจากผู้อื่นบ่อยครั้ง และความต้องการได้รับการยืนยันว่าตนเองยังมีความสำคัญ

กลุ่มที่ 4: Fearful Attachment — ต้องการความรัก แต่กลัวการถูกปฏิเสธ

กลุ่มนี้มีลักษณะที่ซับซ้อน เนื่องจากต้องการความใกล้ชิดทางอารมณ์ แต่ในเวลาเดียวกันกลับกลัวการพึ่งพาและการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น

ความขัดแย้งภายในลักษณะนี้อาจทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่สำหรับแสวงหาความสัมพันธ์ โดยมีความรู้สึกว่าสามารถควบคุมระยะห่างและการเปิดเผยตัวตนได้มากกว่าการเผชิญหน้าจริง

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่ม Fearful Attachment มีระดับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาสูงที่สุด

นักวิจัยเสนอความเป็นไปได้ว่า แม้การสื่อสารออนไลน์จะช่วยตอบสนองความต้องการความใกล้ชิดได้บางส่วน แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของบุคคลกลุ่มนี้

Narcissism: คนที่ต้องการความสนใจ ไม่ได้มีลักษณะทางจิตวิทยาเหมือนกันทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของงานวิจัย คือความแตกต่างระหว่างบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองสองรูปแบบ ได้แก่ Grandiose Narcissism และ Vulnerable Narcissism

Grandiose Narcissism — การหลงตัวเองแบบยิ่งใหญ่

บุคคลที่มีลักษณะนี้สูงมักต้องการการชื่นชม แสดงความมั่นใจในตนเองสูง และอาจให้ความสำคัญกับสถานะหรือการได้รับการยอมรับเหนือผู้อื่น ในโลกออนไลน์ บุคคลบางกลุ่มอาจใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงความสำเร็จ ภาพลักษณ์ หรือสถานะทางสังคม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยครั้งนี้ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่าง Grandiose Narcissism กับ Problematic Social Media Use

นั่นหมายความว่า การชอบแสดงความสำเร็จหรือการต้องการเป็นที่สนใจ ไม่ได้จำเป็นต้องสัมพันธ์กับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างควบคุมไม่ได้เสมอไป

Vulnerable Narcissism  การหลงตัวเองแบบเปราะบาง

ลักษณะนี้แตกต่างออกไป เพราะแม้บุคคลจะต้องการการยอมรับจากผู้อื่น แต่ภายในอาจมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ความอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ ความรู้สึกอับอาย หรือความกลัวการถูกปฏิเสธร่วมอยู่ด้วย

บุคคลที่มีลักษณะ Vulnerable Narcissism สูงอาจให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นพิเศษ และรู้สึกได้รับผลกระทบทางอารมณ์เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวัง

งานวิจัยพบว่าลักษณะบุคลิกภาพประเภทนี้มีความสัมพันธ์กับ Problematic Social Media Use มากกว่า Grandiose Narcissism

ข้อค้นพบดังกล่าวทำให้เราเข้าใจว่า พฤติกรรมการแสวงหาความสนใจในโลกออนไลน์อาจไม่ได้เกิดจากความมั่นใจในตนเองที่สูงเกินไปเท่านั้น แต่อาจสัมพันธ์กับความรู้สึกเปราะบางและความต้องการการยอมรับที่อยู่ภายในด้วย

ทั้งนี้ การมีลักษณะบุคลิกภาพเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีภาวะผิดปกติทางบุคลิกภาพ และไม่สามารถใช้พฤติกรรมการโพสต์หรือการใช้โซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยทางจิตวิทยาได้

ทำไมโลกออนไลน์จึงอาจกลายเป็นพื้นที่ชดเชยความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

หากพิจารณาผลการวิจัยผ่านมุมมองของจิตวิทยาสังคม เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า โลกออนไลน์มีคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างจากการสร้างความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า บุคคลสามารถเลือกนำเสนอตัวตน เลือกช่วงเวลาที่จะตอบสนอง และกำหนดระดับของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้

สำหรับผู้ที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ คุณสมบัติเหล่านี้อาจทำให้การสื่อสารออนไลน์รู้สึกปลอดภัยหรือควบคุมได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสะดวกในการเข้าถึงการตอบสนองจากผู้อื่น อาจไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ในระยะยาวได้เสมอไป

ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งอาจรู้สึกดีเมื่อได้รับความคิดเห็นเชิงบวกจากการโพสต์ข้อความ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่มั่นคงทางอารมณ์เดิมอาจกลับมา ทำให้ต้องแสวงหาการตอบสนองเพิ่มเติมอีกครั้ง

วงจรที่เป็นไปได้นี้อาจอธิบายได้ดังนี้

  • ความไม่มั่นคงทางอารมณ์
  • กลัวการถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับความสนใจ
  • แสวงหาการยอมรับบนโซเชียลมีเดีย
  • โพสต์ ตรวจสอบข้อความ และติดตามปฏิกิริยา
  • ได้รับการตอบสนอง
  • รู้สึกได้รับความสนใจหรือมั่นใจขึ้นชั่วคราว
  • กลับมารู้สึกไม่มั่นคง
  • อาจกลับไปตรวจสอบหรือแสวงหาการยอมรับซ้ำ
  • อาจเกิดเป็นวงจรซ้ำ

วงจรดังกล่าวเป็นการอธิบายเชิงแนวคิดที่อาจใช้พัฒนาสมมติฐานสำหรับการศึกษาต่อไป ไม่ใช่กระบวนการเชิงเหตุและผลที่งานวิจัยนี้พิสูจน์แล้ว

เราควรตีความงานวิจัยนี้อย่างไร?

แม้งานวิจัยจะมีข้อค้นพบที่น่าสนใจ แต่มีข้อจำกัดสำคัญทางระเบียบวิธีวิจัย

ประการแรก การวิจัยเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Study) ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่ง จึงสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าความไม่มั่นคงทางอารมณ์เป็นสาเหตุโดยตรงของการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหา

ประการที่สอง ข้อมูลมาจากการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนในการจดจำและการรับรู้พฤติกรรมของผู้ตอบ

ประการที่สาม ผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความสัมพันธ์เดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในทุกสังคม โดยเฉพาะสังคมเอเชียที่มีบริบทด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและค่านิยมทางสังคมแตกต่างกัน

นอกจากนี้ การวิจัยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าการปรับรูปแบบความผูกพันทางอารมณ์จะช่วยลดพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาได้โดยตรง

ดังนั้น การนำผลการศึกษาไปใช้จึงควรเน้นการทำความเข้าใจพฤติกรรม มากกว่าการจัดประเภทหรือตีตราบุคคล

บทเรียนสำคัญสำหรับสังคมยุคดิจิทัล

งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียอาจต้องพิจารณามากกว่าเพียงจำนวนชั่วโมงที่อยู่หน้าจอ เพราะการใช้โซเชียลมีเดียสองชั่วโมงของคนสองคน อาจมีแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งอาจใช้เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ติดต่อเพื่อน หรือทำงาน ขณะที่อีกคนอาจใช้เพื่อลดความวิตกกังวลและค้นหาการยืนยันคุณค่าของตนเอง

ในมุมมองของการส่งเสริมสุขภาวะทางดิจิทัล (Digital Well-being) เราจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการกำกับอารมณ์ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการสร้างความมั่นคงในคุณค่าของตนเอง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการจำกัดระยะเวลาการใช้หน้าจอ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา และบุคคลที่กำลังเผชิญกับความกดดันจากการเปรียบเทียบทางสังคม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพในชีวิตจริง อาจเป็นแนวทางสำคัญที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยต่อไป

บทสรุป: บางครั้งสิ่งที่มนุษย์ค้นหาบนโซเชียลมีเดีย อาจไม่ใช่ยอดไลก์ แต่คือความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

ข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียบ่อยทุกคนเป็นคนหลงตัวเองหรือมีปัญหาทางความสัมพันธ์ แต่สะท้อนว่า ความต้องการความรัก ความมั่นคงทางอารมณ์ และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น อาจเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งานโลกออนไลน์

การเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังพฤติกรรมจึงอาจมีคุณค่ามากกว่าการตัดสินคนจากสิ่งที่เขาโพสต์หรือจำนวนครั้งที่เขาเข้าใช้งาน ท้ายที่สุด เทคโนโลยีอาจช่วยให้มนุษย์เชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น แต่จำนวนการเชื่อมต่อไม่ได้รับประกันความมั่นคงทางอารมณ์หรือคุณภาพของความสัมพันธ์

เพราะการได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับการรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

Bjornsen, C. A., & Harbaugh, A. G. (2026). Attachment, grandiose and vulnerable narcissism, interpersonal competence, and problematic social media use: A latent profile analysis. PLOS ONE, 21(10), e0359569. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0359569

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน

Leave a Comment