เริ่มจากภาพธรรมดาๆ บนโต๊ะอาหาร
ลองนึกภาพตามนะครับ เย็นวันศุกร์ คุณนั่งอยู่ที่ร้านอาหารทะเลริมหาด ในมือมีหอยแมลงภู่อบเตาถ่าน หอมๆ มันๆ จานใหญ่ สั่งเพิ่มอีกจานเถอะ ราคาไม่แพง กินกันสนุกปาก แต่เคยคิดไหมครับว่า ขณะที่เรากินกันเพลินๆ นั้น
เปลือกหอยที่เรากินกันทิ้งทั้งประเทศในแต่ละวัน มีน้ำหนักเท่าไร?
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและบริโภคหอยแมลงภู่รายใหญ่ของเอเชีย ทั้งจากฟาร์มเพาะเลี้ยงในอ่าวไทย โรงงานแปรรูปอาหารทะเลทั่วภาคตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ไปจนถึงร้านอาหารรายย่อยอีกนับแสนร้านผลที่ตามมาคือ เปลือกหอยเหลือทิ้งมหาศาล ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำไปทำอะไรเลย นอกจากถูกกองไว้ข้างโรงงาน ถมที่ หรือไม่ก็ไปจบชีวิตในบ่อขยะทั่วไป กลายเป็นภาระทั้งด้านพื้นที่ กลิ่น และผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งแต่ถ้าผมบอกว่า “ในเปลือกหอยเหลือทิ้งพวกนั้น ซ่อนของมีค่าอยู่ถึง 3 อย่าง ที่เอาไปใช้ในวงการเครื่องสำอาง อาหารเสริม ยา และเกษตร มูลค่ารวมสูงกว่าเนื้อหอยเสียอีก…” คุณจะเชื่อไหมครับ
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าครับ แต่เป็นผลงานวิจัยจริงที่ทีมวิจัยไทยเพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ International Journal of Molecular Sciences (IJMS) ฉบับเดือนเมษายน 2026 โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU)

เปลือกหอยไม่ใช่แค่ “หินปูน” เฉยๆ
หลายคนคงคิดว่าเปลือกหอยก็คือแคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) เหมือนๆ กับเปลือกไข่ ทุบแตก บดเป็นผง จบ แต่จริงๆ แล้ว ในเปลือกหอยมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ ถ้าเราซูมเข้าไปดูในระดับโมเลกุล จะพบว่าเปลือกหอยคือ “วัสดุคอมโพสิตธรรมชาติ” ที่ประกอบด้วย:
- แคลเซียมคาร์บอเนต — ให้ความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง
- ไคติน (Chitin) — โครงข่ายเส้นใยธรรมชาติ คล้ายกับที่พบในเปลือกกุ้ง ปู และโครงภายนอกของแมลง ทำหน้าที่เป็น “โครงเหล็ก” ที่โอบอุ้มแคลเซียม
- โปรตีน — ตัวเชื่อมประสานโมเลกุล
- รงควัตถุสี — เมลานินและสารอินทรีย์อื่นๆ ที่ทำให้เปลือกหอยมีสีดำ สีน้ำตาล
หัวใจสำคัญคือ “ไคติน” และ “แคลเซียม” สองสิ่งนี้แหละครับ ที่ถ้าเราสกัดออกมาได้อย่างถูกวิธี จะกลายเป็นสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงมากมาย
เคมีเขียว Green Chemistry : การสกัดของมีค่าออกมา โดยไม่ทำร้ายโลก
ที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัยนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ได้อะไรออกมาบ้าง” แต่อยู่ที่ “เราเอามันออกมาได้อย่างไร” เพราะในอุตสาหกรรมทั่วไป การสกัดไคตินจากเปลือกกุ้งหรือเปลือกหอย นิยมใช้ กรดไฮโดรคลอริก (HCl) ซึ่งเป็นกรดแรงๆ ที่ละลายแคลเซียมออกมาได้รวดเร็ว… แต่ก็ทิ้งน้ำเสียที่มีความเป็นกรดสูง กัดกร่อน เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านระบบบำบัดที่มีต้นทุนสูง, และที่แย่กว่านั้น แคลเซียมที่ละลายออกมาในรูป แคลเซียมคลอไรด์ นั้น นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ยากมาก เพราะมีมูลค่าต่ำ และมักจะลงเอยในบ่อน้ำเสียอยู่ดี

ทีมวิจัยเลือกเดินอีกเส้นทาง ใช้ “กรดแลคติก (Lactic Acid)” แทน
กรดแลคติกคือกรดเดียวกับที่พบในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต และที่เกิดในกล้ามเนื้อของเราเวลาออกกำลังกายหนักๆ จนเกิดอาการ “ปวดเมื่อย” นั่นแหละครับ เป็นกรดอ่อน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่เป็นพิษ แต่การเลือกกรดแลคติก ไม่ได้เป็นเพราะ “เป็นมิตรกับโลก” อย่างเดียว
เหตุผลเชิงเคมีที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เมื่อกรดแลคติกทำปฏิกิริยากับแคลเซียมในเปลือกหอย มันจะให้ผลพลอยได้ที่ชื่อว่า “แคลเซียมแลคเตต (Calcium Lactate)” ซึ่งเป็นสารมูลค่าสูงในวงการอาหารและอาหารเสริม (ใช้เป็นแหล่งแคลเซียมที่ร่างกายมนุษย์ดูดซึมได้ดี ดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนตเสียอีก)
เท่ากับว่า จาก “น้ำเสีย” ที่เคยต้องทิ้ง กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์” ที่ขายได้! จากขยะเหลือทิ้ง กลายเป็นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และ วัสดุศาสตร์ชั้นเยี่ยม กับการทุ่มเท ศึกษาค้นคว้ามาเกือบทั้งชีวิต ของ รศ.ดร.บรรจง บุญชม ประธานศูนย์ วิจัย และจัดการน้ำเสียชุมชน ซึ่งปัจจุบัน ขยายขอบเขตงานจนกลายเป็น ศูนย์วิจัยวัสดุศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับทีมงานคณาจารย์ และนักวิจัย ที่บูรณาการเป็นแบบสหสาขา ทำให้ขยายขอบเขตในการวิจัย ได้ตั้งแต่ ต้นน้ำ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนและสังคม
นี่คือหลักการของ Green Chemistry ในระดับที่สวยงามที่สุด ไม่มีของเสีย มีแต่ของมีค่าคนละแบบของ 3 ชั้น จากเปลือกหอย 100 กรัม
สิ่งที่ทีมวิจัยแยกได้จากเปลือกหอยแมลงภู่ทุกๆ 100 กรัม มีดังนี้ครับ
ชั้นที่ 1: ไคตินบริสุทธิ์ (Purified Chitin) — 2.15 กรัม
ไคตินเป็นหนึ่งในพอลิเมอร์ธรรมชาติที่พบมากเป็นอันดับสองบนโลก (รองจากเซลลูโลสในพืช) คุณสมบัติเด่นคือ ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เข้ากับเนื้อเยื่อร่างกายได้ดี ไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ใช้ทำอะไรได้บ้าง? วัสดุปิดแผลสมานเนื้อเยื่อ ไหมเย็บแผลที่ละลายได้เอง เส้นใยสำหรับเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของ “ไคโตซาน”
ที่สำคัญคือ ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค FTIR (Fourier-Transform Infrared Spectroscopy) และ XRD (X-ray Diffraction) ยืนยันว่าเป็น α-chitin (อัลฟ่าไคติน) ซึ่งเป็นรูปแบบผลึกที่เสถียรที่สุดและใช้ในอุตสาหกรรมได้จริง
ชั้นที่ 2: ไคโตซาน (Chitosan)
เมื่อนำไคตินไปผ่านกระบวนการ “ดีอะเซทิลเลชัน” (Deacetylation) — พูดแบบบ้านๆ คือ “ดึงหมู่อะเซทิลออก” ไคตินจะเปลี่ยนสภาพเป็น ไคโตซาน ซึ่งเป็นสารยอดฮิตในหลากหลายอุตสาหกรรม:
- เครื่องสำอางและสกินแคร์ — สารให้ความชุ่มชื้น ฟิล์มปกป้องผิว
- อาหารเสริมลดน้ำหนัก — จับกับไขมันในระบบทางเดินอาหาร
- การเกษตรสมัยใหม่ — ฟิล์มชีวภาพเคลือบผลไม้ยืดอายุ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันพืช ทดแทนสารเคมี
- การแพทย์ — วัสดุสมานแผล ระบบนำส่งยาแบบควบคุม เนื้อเยื่อเทียม
- บำบัดน้ำเสีย — ดักจับโลหะหนักและสารมลพิษ
ชั้นที่ 3: แคลเซียมแลคเตตเพนตะไฮเดรต (Calcium Lactate Pentahydrate) — 275.87 กรัม!
ใช่ครับ อ่านไม่ผิด จากเปลือกหอย 100 กรัม ได้แคลเซียมแลคเตตถึง 275 กรัม! เพราะเป็นผลึกที่มีน้ำผลึก 5 โมเลกุลจับอยู่ในโครงสร้าง (pentahydrate = ห้าน้ำ) น้ำหนักโดยรวมจึงสูงมากเมื่อเทียบกับแคลเซียมบริสุทธิ์
สารนี้ใช้ประโยชน์ใน:
- อาหารเสริมแคลเซียม สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์
- เสริมในนมและผลิตภัณฑ์ทดแทนนม
- สารกันเสียธรรมชาติในอุตสาหกรรมอาหาร
- ยาและผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม
ผลการวิเคราะห์ด้วย TGA (Thermogravimetric Analysis) ยังยืนยันความเสถียรทางความร้อนที่สูง และมีความบริสุทธิ์ดีกว่างานวิจัยที่เคยทำมาก่อนหน้านี้
BCG Economy และ “เศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว” (Green Circular Economy)
ประเทศไทยขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจสามด้านที่เรียกว่า BCG Economy อยู่แล้ว — Bio-Circular-Green Economy — และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีการผลักดันแนวคิด Green Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว) อย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งในระดับนโยบายรัฐและระดับภาคอุตสาหกรรม
หลักคิดของ Green Circular Economy ง่ายมากครับ “ไม่มีของเสีย มีแต่ของมีค่าที่รอการค้นพบ”
ทุกอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็น “ขยะ” ต้องถูกมองใหม่ว่าเป็น “ทรัพยากรในรูปแบบที่ยังไม่ได้ถูกปลดล็อก” และกระบวนการปลดล็อกนั้นต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานต่ำ ไม่สร้างมลพิษใหม่ และวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการควรมาจากแหล่งหมุนเวียนได้
งานวิจัยชิ้นนี้ ตอบโจทย์ Green Circular Economy ได้แบบครบถ้วน:
- ✅ Green — ใช้กรดแลคติกจากกระบวนการหมักทางชีวภาพ แทนกรดแรงอันตราย ลดมลพิษจากน้ำเสีย
- ✅ Circular — เปลี่ยนของเหลือทิ้งกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจ แม้แต่ “น้ำล้าง” จากขั้นตอนแรกยังกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นที่สอง ไม่มีอะไรทิ้งเลย — ซึ่งคือนิยามที่สมบูรณ์ที่สุดของ Closed-Loop System
- ✅ Economy — สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของที่เคยไม่มีมูลค่า สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ สร้างอาชีพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า
และสำคัญที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้ติดอยู่ในห้องทดลอง มันถูกออกแบบมาให้สามารถ scale-up ขยายขนาดไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ หมายความว่า ฟาร์มหอยในอ่างศิลา โรงงานอาหารทะเลแช่แข็งในระยอง หรือวิสาหกิจชุมชนแปรรูปหอยในชุมพร สามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต
บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย: “รับใช้สังคม” ตามแนวทางของ รมว.อว.
ปัจจุบัน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในรัฐบาลปัจจุบัน และได้วาง MHESI Action Plan 2026–2030 ที่ครอบคลุมมิติหลักๆ รวมถึง “ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม” และ “สังคม” ไว้อย่างชัดเจน
แกนคิดสำคัญที่ท่านผลักดันคือ มหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่ “หอคอยงาช้าง” ที่ผลิตงานวิจัยขึ้นหิ้งอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม (University for Society)” ที่นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ออกไปแก้ปัญหาจริงของประชาชนและภาคเอกชน
งานวิจัยชิ้นนี้จึงสะท้อนบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยไทยได้อย่างชัดเจน:
- จากห้องแล็บ สู่ปัญหาจริงของชุมชน
ปัญหาเปลือกหอยเหลือทิ้งเป็นปัญหาที่ชุมชนชายฝั่งเผชิญจริงๆ ไม่ใช่โจทย์ที่นักวิจัยนั่งคิดเองในห้อง งานวิจัยที่เริ่มต้นจากปัญหาจริง จะกลับไปแก้ปัญหาจริงได้ — นี่คือหัวใจของ Research for Society
- เปลี่ยน “ต้นทุน” ของชุมชน ให้เป็น “รายได้”
เดิมทีฟาร์มหอยและโรงงานแปรรูปต้องเสียเงิน “กำจัดเปลือกหอย” แต่เทคโนโลยีนี้เปลี่ยนมันเป็น “รายได้เสริม” ที่อาจสูงกว่ารายได้หลักของผู้ประกอบการรายย่อยด้วยซ้ำ ถ้าจัดระบบถูกทาง
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่วิสาหกิจชุมชน
กระบวนการนี้ใช้สารเคมีที่ปลอดภัย (กรดแลคติกซื้อได้ทั่วไป) อุปกรณ์ไม่ซับซ้อนเกินไป จึงมีศักยภาพที่จะถูกปรับย่อส่วนลง ไปใช้ในระดับวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือ SMEs ได้ — ไม่ใช่แค่โรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น
- สร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่ “ติดดิน”
นิสิตและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีส่วนร่วมในงานแบบนี้ จะได้ซึมซับแนวคิดว่า “วิทยาศาสตร์ที่ดี” คือวิทยาศาสตร์ที่มีคนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่ตีพิมพ์เพื่อเพิ่ม citation ทั้งนี้ ในทีมวิจัยก็ประกอบด้วยอาจารย์จากหลายสถาบัน ทั้ง KMITL และ SWU แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยกำลังเรียนรู้ที่จะทำงานแบบ “ข้ามสถาบัน ข้ามศาสตร์” เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ร่วมกัน
มหาวิทยาลัย × ชุมชน: วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
สิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอย่างสวยงาม คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับเศรษฐกิจ ในอดีต เรามักคิดว่า “การรักษาสิ่งแวดล้อม” = “ค่าใช้จ่ายเพิ่ม” จึงทำให้ภาคเอกชนและชุมชนลังเลที่จะลงมือทำ
แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่แบบนี้พลิกตรรกะนั้น การรักษาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นธุรกิจในตัวเอง
ลองจินตนาการภาพนี้ดูครับ:
หมู่บ้านประมงแห่งหนึ่งในอ่าวไทย ที่เคยมีปัญหาเปลือกหอยกองสะสมข้างฟาร์ม กลิ่นเหม็น ฝนตกแล้วซึมลงทะเล ทำให้น้ำเป็นกรดเฉพาะจุด กระทบระบบนิเวศ วันหนึ่ง ทีมจากมหาวิทยาลัยพร้อมหน่วยงาน อว. เข้ามาร่วมมือกับผู้นำชุมชน จัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดตั้งเครื่องต้นแบบขนาดเล็ก สอนวิธีการสกัด 3 ผลิตภัณฑ์ สอนการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น 6 เดือนต่อมา เปลือกหอยไม่กองข้างฟาร์มอีกแล้ว กลายเป็นวัตถุดิบเข้าโรงแปรรูปของสหกรณ์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ส่งขายให้บริษัทเครื่องสำอาง บริษัทอาหารเสริม และสหกรณ์การเกษตร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบนิเวศฟื้นตัว คุณภาพน้ำทะเลดีขึ้น
นี่ไม่ใช่ยูโทเปีย นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้จริง ถ้ามีองค์ประกอบ 3 อย่างมาบรรจบกัน:
- งานวิจัยที่ทำได้จริง (อย่างที่งานชิ้นนี้แสดงให้เห็น)
- นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ (ผ่าน อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
- ชุมชนที่พร้อมเรียนรู้และลงมือทำ
และ มหาวิทยาลัยต้องเป็นสะพานเชื่อม ทั้งสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน
ผลกระทบที่มีต่อทุกคน
ลองมาสรุปกันอีกรอบว่างานวิจัยแบบนี้มีผลกระทบต่อใครบ้าง:
- 🐚 ชาวประมงและฟาร์มหอย — รายได้เสริมจากเปลือกหอยที่เคยทิ้ง ลดค่าใช้จ่ายการกำจัดขยะ
- 🌊 สิ่งแวดล้อมชายฝั่ง — ลดปริมาณขยะทะเล ลดปัญหากลิ่นและการปนเปื้อน
- 💊 ผู้บริโภค — ผลิตภัณฑ์แคลเซียมและไคโตซานในประเทศราคาเข้าถึงได้ ปลอดภัย
- 🏭 ภาคอุตสาหกรรม — วัตถุดิบทดแทนการนำเข้า ลดต้นทุน ลด Carbon Footprint
- 🎓 มหาวิทยาลัย — พิสูจน์ตัวเองในบทบาทใหม่ของการเป็นสถาบันเพื่อสังคม
- 🇹🇭 ประเทศไทย — ลดการนำเข้าสารเคมีมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเชิงนวัตกรรม และเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero
วิทยาศาสตร์ที่ดีและมีคุณค่า เริ่มจากการ “เปลี่ยนมุมมอง”
งานวิจัยที่ทรงพลัง ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือล้ำยุคอะไรเสมอไป
บางครั้ง แค่ “เปลี่ยนมุมมอง” จากการมองว่าเปลือกหอยเป็น “ขยะที่ต้องกำจัด” มาเป็น “แหล่งวัตถุดิบที่รอการปลดล็อก” ก็เปิดประตูให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนชีวิตคนได้แล้ว
และ บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ ก็ต้องเปลี่ยนตามเช่นกัน จากการเป็น “ผู้ผลิตบัณฑิต” และ “ผู้ผลิตงานวิจัย” เพียงอย่างเดียว มาเป็น “หุ้นส่วนของชุมชนและสังคม” ที่เอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกไปแก้ปัญหาจริง สร้างมูลค่าจริง และทิ้งผลกระทบที่จับต้องได้จริง
นี่คือทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเดินไป ภายใต้การนำของ กระทรวง อว. และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องการเห็นมหาวิทยาลัยไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆ กัน
ครั้งหน้าเวลาคุณกินหอยแมลงภู่ ลองมองเปลือกในจานด้วยสายตาใหม่นะครับ
มันไม่ใช่แค่ขยะ มันคือ ทองคำทะเลที่กำลังรอการค้นพบ และมันคือ คำเชิญชวน ให้พวกเราทุกคน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาครัฐ มาร่วมมือกัน สร้างอนาคตที่เศรษฐกิจเติบโต ชุมชนมีรายได้ และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล ไปพร้อมๆ กัน
อ้างอิงงานวิจัยต้นฉบับ:
Seangarun, C., Seesanong, S., Boonchom, B., Boonmee, W., Punthipayanon, S., Laohavisuti, N., & Rungrojchaipon, P. (2026). Valorization of Mussel Shell Waste to Chitin, Chitosan, and Calcium Lactate for Bio-Green-Circular Management. International Journal of Molecular Sciences, 27(8), 3627. https://doi.org/10.3390/ijms27083627
อ้างอิงนโยบาย: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.). MHESI Action Plan 2026–2030. ตามแนวทางของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ อว. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์.