กิเลนปีกหัก เมืองทอง ยูไนเต็ด ตกชั้น กับฟองสบู่ไทยลีก Canary in the Coal Mine

บทเรียนเศรษฐศาสตร์ฟุตบอลที่โลกเคยสอน แต่ประเทศไทยยังไม่ยอมเรียนรู้

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่สนามทะเลหลวง สเตเดียม จังหวัดสุโขทัย ในเกมที่ดูไม่น่าจะมีอะไรพิเศษกว่านัดอื่นในตารางการแข่งขัน “กิเลนผยอง” เมืองทอง ยูไนเต็ด บุกแพ้ “ค้างคาวไฟ” สุโขทัย เอฟซี 0-3 ในนัดสุดท้ายของ BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง ฤดูกาล 2025/26 สกอร์ดูเรียบง่าย แต่ผลของมันสะเทือนกว่านั้นมาก SIAMSPORT

นี่คือวันแรกในรอบ 18 ปี ที่ “กิเลน” จะไม่ได้บินอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศ

เพื่อให้เห็นภาพว่าวันนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน ต้องย้อนกลับไปดูสถิติของสโมสรกันหน่อย เมืองทองไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในปี 2551 เป็นเจ้าของแชมป์ไทยลีก 4 สมัย เคยคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายในฤดูกาล 2555 และในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2560 เคยผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของทวีปได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร นี่คือทีมที่เคยอยู่บนสุดของลีก เป็นแบรนด์เรือธง เป็นตัวแทนของ “ฟุตบอลไทยยุคทอง” และในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ทีมนี้ก็ถูกบันทึกเข้าสู่ประวัติศาสตร์อีกครั้ง  แต่คราวนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากจดจำ Wikipedia

แต่หากเรากวาดสายตาออกจากเมืองทองสักครู่ และมองภาพรวมของฤดูกาล จะเห็นว่ามีอีก 2 สโมสรที่ตกชั้นในวันเดียวกัน คือ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี และพลังกาญจน์ เอฟซี ที่ต้องหล่นไปเล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาลหน้า และทั้งสามทีมนี้รวมกันคือบทเรียนที่สมบูรณ์ของฟุตบอลไทย  เพราะแต่ละทีมเป็นตัวแทนของ “อาการ” คนละแบบที่ผมจะใช้พาท่านเข้าใจฟองสบู่ไทยลีกในบทความนี้ SIAMSPORT

  • เมืองทองคืออาการของ ผู้ป่วยระยะปลายของยุคทอง สโมสรที่ครั้งหนึ่งเคยทำได้ทุกอย่าง แต่ใช้ชีวิตเกินตัวจนระบบล่ม
  • นครราชสีมา มาสด้า คืออาการของ สโมสรการเมือง ที่ดำรงอยู่เพื่อทุนสัญลักษณ์มากกว่าจะดำรงอยู่เพื่อฟุตบอล
  • พลังกาญจน์ คืออาการของ สโมสรที่ไม่พร้อมแต่ขึ้นมาเล่นเพราะระบบคัดกรองล้มเหลว ทีมน้องใหม่ที่ขึ้นมาในลีกสูงสุดเพียงปีเดียวแล้วก็ร่วงทันที พร้อมสถิติเอกลักษณ์คือสะสมใบเหลือง 24 ใบและใบแดง 5 ใบในเพียง 10 นัดแรก และเคยพ่ายให้การท่าเรือถึง 0-8 น้องใหม่ที่มาเร็วเกินไป

สามสโมสร สามอาการ ปัญหาเดียว: ฟองสบู่ ท่านจะโกรธ หรือจะด่า บทความนี้ก็ได้ แต่ถ้าหากท่านเปิดใจสักนิด และคิดตามสักหน่อย ผมเชื่อว่า เรากำลังจะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากทั้งสามกรณีศึกษานี้

ฟองสบู่ในวงการกีฬาคืออะไร  และมันต่างจากฟองสบู่ปกติยังไง

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขอวางทฤษฎีไว้สักนิดเพื่อไม่ให้บทความนี้กลายเป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์ ในเศรษฐศาสตร์การกีฬา “ฟองสบู่” ไม่ใช่อุปมาที่ใช้สำหรับเรียกสภาพ “เงินสะพัด-คนดูเยอะ-ลีกตื่นเต้น” อย่างที่หลายคนเข้าใจ มันมีนิยามที่จับต้องได้ และมีอาการที่เห็นได้ชัด 4 อย่าง

อย่างแรกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างค่าจ้างกับรายได้ (wage–revenue decoupling) ค่าเหนื่อยนักเตะวิ่งขึ้นไปในอัตราที่รายได้ของสโมสรตามไม่ทัน ส่วนต่างถูกอุดด้วยเงินจากเจ้าของหรือสปอนเซอร์รายใหญ่ พอเงินอุดหายไป โครงสร้างก็พังในชั่วข้ามคืน นี่คือเรื่องจริงในไทยลีก ผมเชื่อว่าทุกสโมสร อยากได้ผลงานที่ดี นักเตะที่ดี เข้ามาในสโมสร แต่ว่า ของดี ก็ย่อมมีราคาที่สูง ดังนั้น ปัญหานี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ของทีมในไทยลีก อ.ทองสุข สัมปหังสิต ปรมาจารย์ทางด้านฟุตบอลของประเทศไทย บอกว่า การจะทำทีมให้ประสบความสำเร็จในไทยลีก สายป่านต้องยาว นั่นคือ ต้องมีสถานะทางการเงิน ที่จะทำให้ทีมยืนระยะอยู่ได้ทั้งฤดูกาล นั่นก็คือ 1 ปี อ.ทองสุข บอกว่า เงินเป็นปัจจัยหลัก เงินออกตรงเวลา อัดฉีดสม่ำเสมอ นักเตะก็มีกำลังใจ เพราะนี่คือกีฬาอาชีพ

อย่างที่สองคือ ข้อจำกัดงบประมาณ (soft budget constraint) แนวคิดของยานอช คอร์ไน (János Kornai) นักเศรษฐศาสตร์ที่วิเคราะห์เศรษฐกิจสังคมนิยมไว้ในปี 1986 หลักการง่ายมาก: หากสโมสรรู้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ก็มีคนอุ้ม การตัดสินใจทางการเงินก็ไม่ต้องอิงหลักบัญชี ใช้เงินซื้อนักเตะจนเกินทุนได้เพราะ “ปลายปี” จะมีใครคนหนึ่งจ่ายให้อยู่แล้ว  ฟังคุ้นๆ ไหม? ใช่ครับ นี่คือไทยลีกในรูปแบบที่กระชับที่สุดเท่าที่นักวิชาการรัสเซีย ฮังการีจะเขียนได้

อย่างที่สามคือ การพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์รายเดียว (patron dependency) ที่จะอธิบายในกรณีของปาร์ม่าและจีนในไม่กี่หัวข้อข้างหน้า แต่ขอบอกล่วงหน้าว่าโมเดลนี้คือคำสาปของวงการฟุตบอลทั่วโลก

และอย่างสุดท้ายคือ การทิ้งทุนระยะยาว (long-term capital neglect) เพราะการลงทุนในเยาวชน ในศูนย์ฝึก ในแฟนคลับ ในชุมชน เป็นสิ่งที่ให้ผลในอีก 10-15 ปี แต่การซื้อกองหน้าคนใหม่ให้ผลทันทีในนัดหน้า ผู้บริหารทุกคนจึงเลือกอย่างหลัง  และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลไทยทุ่มเงินมหาศาลแต่ทีมชาติยังไม่ได้ไปฟุตบอลโลกสักครั้ง

เมื่อทั้ง 4 อาการนี้รวมกัน ฟองสบู่จะพองตัว แล้ววันหนึ่งก็แตก คำถามไม่ใช่ “ฟองสบู่จะแตกหรือไม่” แต่คือ “ใครจะเป็นรายต่อไป”

ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดในไทย ประเทศที่เคยพังจากฟองสบู่ฟุตบอลในประวัติศาสตร์โลกมีอยู่หลายราย และเราจะได้เรียนรู้จากพวกเขา

จีน: บทเรียนที่ใหญ่ที่สุด แพงที่สุด

หากต้องเลือกกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของฟองสบู่ฟุตบอล ผมขอเสนอประเทศจีน

ระหว่างปี 2556-2560 จีนเดินเครื่องโครงการฟุตบอลที่อาจเรียกได้ว่าทะเยอทะยานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ภายใต้วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ต้องการให้จีนเป็น “มหาอำนาจฟุตบอลโลก” ภายในปี 2050 รัฐบาลออกมาตรการ 50 ข้อ สร้างสนามฟุตบอลหลายร้อยแห่ง บังคับให้ฟุตบอลเป็นวิชาในโรงเรียน และชักจูงให้บริษัทยักษ์อย่างเอเวอร์แกรนด์และว่านต๋าลงทุนในสโมสร Athlete Network

ทุกอย่างดูเข้าท่า แต่ก็แค่ดูเท่านั้น

ในปี 2556 เดวิด เบ็คแฮม กลายเป็นทูตคนแรกของลีก ตามมาด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ทยอยย้ายไปจีน เช่น อเล็กซานเดร พาโต ราชาเมีย ปาวลิญโญ ออสคาร์ คาร์ลอส เตเวซ ฮัลค์ และจอห์น โอบี้ มิเกล โค้ชระดับฟาบิโอ กันนาวาโร่ และลุยซ์ เฟลิเป้ สโกลารี ก็ตบเท้าเข้ามา เฉพาะปี 2559 ปีเดียว สโมสรไชนีสซูเปอร์ลีกใช้เงินซื้อนักเตะต่างชาติเกินกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ายอดใช้จ่ายของอังกฤษพรีเมียร์ลีกในตลาดเดือนมกราคมของปีเดียวกัน ESPNAthlete Network

ภาพมันสวยมาก เปิดจอทีวีมาเห็นเตเวซวิ่งในเซี่ยงไฮ้ ภายใต้คำบรรยายของผู้ประกาศที่ตื่นเต้นจนเสียงสั่น แต่ความสวยงามนี้ตั้งอยู่บนรากที่บอบบางอย่างน่าตกใจ เพราะสโมสรส่วนใหญ่พึ่งพิงเงินจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทแม่

แล้ววันหนึ่งฟองสบู่อสังหาก็แตก

เอเวอร์แกรนด์ บริษัทแม่ของกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ มีหนี้สินสะสมกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2% ของจีดีพีจีน เมื่อบริษัทแม่ใกล้ล่ม สโมสรก็พังตามไปด้วย ระบบนิเวศฟุตบอลทั้งระบบร้าวลึก ในปี 2560 รัฐบาลออกมาตรการเพดานเงินเดือนและคุมเข้มการซื้อขาย แต่นั่นก็เป็นเพียงการแก้ปลายเหตุ เพราะสโมสรพึ่งพิงเงินจากภายนอกมากเกินไป The ConversationVietnam

และนี่คือบรรทัดที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้  จีนยังไม่ได้ไปฟุตบอลโลก ทั้งในรอบที่ทุ่มเงินสูงสุด และทั้งหลังจากเลิกทุ่ม ลีกระดับชาติของจีนวันนี้กลายเป็นเงาของอดีต ส่วนทีมชาติก็ยังคงเป็นทีมชาติเดิมที่เก่งกว่าไทยเล็กน้อย ไม่ใช่ทีมระดับเอเชียอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นอย่างที่ตั้งใจไว้

บทเรียนที่ชัดเจนมาก: เงินซื้อความสำเร็จได้ในช่วงสั้น แต่ไม่สามารถซื้อความเก่งของผู้เล่นในประเทศ และเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปนั้นไม่ได้ถูก “ถ่ายโอน” (transfer) ให้กลายเป็นทักษะของคนชาตินั้นๆ มันแค่ไหลผ่านเข้ามาแล้วก็ไหลออกไป

หากท่านอ่านมาถึงตรงนี้ ฟุตบอลไทยกำลังเดินอยู่บนทางเดียวกัน เพียงแต่ใช้งบประมาณที่เล็กกว่าและภาษาที่ต่างกันเท่านั้น

ปาร์ม่า: เมื่อบริษัทแม่ล่ม สโมสรก็ตายตาม

หากจีนคือบทเรียนระดับชาติ ปาร์ม่า (Parma) ของอิตาลีคือบทเรียนระดับสโมสร และเป็นกรณีที่ผมขอบอกตรงๆ ว่าใกล้เคียงกับโครงสร้างของหลายสโมสรในไทยจนน่าขนลุก

ในช่วงทศวรรษ 1990 ปาร์ม่าคือหนึ่งใน “เซเว่นซิสเตอร์ส” ของกัลโช่ เซเรียอา โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากปาร์มาแลต บริษัทผลิตภัณฑ์นมและอาหารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นถึง 98% ของสโมสร และทุ่มเงินมหาศาลให้ทีมแข่งขันได้ในระดับสูงสุด Breaking The Lines

นักเตะที่เคยผ่านสโมสรนี้ในยุครุ่งโรจน์อ่านแล้วน้ำตาคลอ เช่น ฟาบิโอ คันนาวาโร่, จานลุยจี้ บุฟฟอน, เอร์นาน เครสโป, ลิเลียน ตูราม, ฆวน เซบาสเตียน เวรอน, ฟาอุสติโน อัสปริย่า, จานฟรังโก้ โซล่า ปาร์ม่าคว้าแชมป์โกปปา อิตาเลีย 3 สมัย ยูฟ่าคัพ 2 สมัย และคัพวินเนอร์สคัพอีกใบ

แล้วในปี 2546 ปาร์มาแลตล่มสลายจากการฉ้อโกงทางบัญชี ก่อหนี้กว่า 14,000 ล้านยูโร ซึ่งยังคงเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป กาลิสโต ตันซี เจ้าของบริษัทถูกตัดสินจำคุกหลายกระทง และสโมสรซึ่งเป็นแขนซ้ายของบริษัทก็พังตามไปด้วย VICE

ในปี 2558 ปาร์ม่าถูกประกาศล้มละลายอย่างเป็นทางการ ตกชั้นจากเซเรียอา และต้องเริ่มต้นใหม่ในเซเรียดี ลีกระดับที่ 4 ของอิตาลี CreebHills

นี่คือความหมายแท้จริงของ “ฟองสบู่แตก” — สโมสรที่เคยมีบุฟฟอนเฝ้าเสา มีคันนาวาโร่ในแนวรับ ต้องไปเริ่มเตะใหม่กับทีมสมัครเล่นในเมืองรอบนอก

บทเรียนของปาร์ม่ามีเพียงประโยคเดียว แต่หนักหน่วงมาก: โมเดลสโมสรที่พึ่งพิงผู้อุปถัมภ์รายเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแม่ นักธุรกิจ หรือนักการเมือง คือโครงสร้างที่เปราะบางที่สุดที่ฟุตบอลรู้จัก เพราะสุขภาพของสโมสรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารของสโมสรเอง แต่ขึ้นอยู่กับสุขภาพของผู้อุปถัมภ์  ปัจจัยที่สโมสรไม่มีทางควบคุมได้แม้แต่นิดเดียว

และโมเดลนี้ ขอเตือนล่วงหน้าว่า คือโมเดลที่สโมสรไทยส่วนใหญ่ใช้อยู่ในขณะนี้

นครราชสีมา มาสด้า กับทุนสัญลักษณ์ของตระกูลการเมือง

ตอนนี้เราขยับกลับมาบ้านเราบ้าง นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือที่แฟนบอลรู้จักในชื่อ “สวาทแคท” ตกชั้นพร้อมเมืองทองและพลังกาญจน์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 แต่ที่น่าสนใจกว่าผลของฤดูกาลนี้คือชื่อของผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะบริหารของสโมสร

เทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารทีมนครราชสีมา มาสด้า SIAMSPORT ตระกูลลิปตพัลลภ คือหนึ่งในตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา หากใครติดตามการเมืองท้องถิ่นในภาคอีสานพอประมาณ จะรู้ว่าตระกูลนี้ผ่านสภามาแล้วหลายชั่วอายุ และมีบทบาทในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

คำถามคือ ทำไมตระกูลการเมืองหนึ่งจึงสนใจถือสโมสรฟุตบอลที่ขาดทุนสุทธิเกือบทุกปี

คำตอบไม่ได้อยู่ในสมุดบัญชี แต่อยู่ในกรอบคิดของปิแอร์ บูร์ดิเยอ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งเสนอแนวคิด “ทุนสัญลักษณ์” (symbolic capital) ไว้ว่า ในสนามของอำนาจทางสังคม ทุนไม่ได้มีแค่ทุนทางเศรษฐกิจ (เงิน) เท่านั้น แต่ยังมีทุนทางสังคม (เครือข่าย) ทุนทางวัฒนธรรม (รสนิยม การศึกษา) และที่สำคัญที่สุดคือ ทุนสัญลักษณ์  เกียรติยศ การยอมรับ ความเชื่อมั่นที่สังคมมอบให้

สโมสรฟุตบอลในไทยคือเครื่องผลิตทุนสัญลักษณ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องหนึ่ง การเป็น “ประธานสโมสร” คือสิทธิ์ในการปรากฏตัวบนสนาม กับโลโก้สโมสรบนเสื้อ ในวันแข่งทุกสัปดาห์ พร้อมการรายงานข่าวฟรีบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกหน้า ความนิยมที่ทีมได้รับจะแปลเป็นความเชื่อมั่นในตัวประธาน เครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์จะแปลเป็นการตอกย้ำว่าประธานคือ “ผู้ที่ทำได้” ส่วนแฟนบอลในจังหวัดก็จะเป็นฐานเสียง  ทั้งทางอ้อมและทางตรง

งานวิจัยในวารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนาปี 2563 สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า โดยส่วนใหญ่สโมสรฟุตบอลที่มีนักการเมืองและเครือญาตินักการเมืองเป็นประธาน มีสถานะความเสี่ยงทางการเงินและมีภาวะผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ แต่มีนัยสะท้อนถึงอรรถประโยชน์ในด้านอื่นที่มากกว่าการมุ่งหวังเพียงผลสัมฤทธิ์ทางด้านธุรกิจ Tci-thaijo

แปลให้ตรงไปตรงมาก็คือ  สโมสรไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อทำกำไรหรือเพื่อพัฒนากีฬา แต่ดำรงอยู่เพื่อให้เจ้าของได้ปรากฏตัวบนพื้นที่สื่อ การเมืองท้องถิ่น เมื่อเป้าหมายไม่ใช่ฟุตบอล วิธีตัดสินใจของผู้บริหารก็ไม่ใช่วิธีของคนทำธุรกิจฟุตบอล แต่เป็นวิธีของคนสะสมทุนสัญลักษณ์ ซึ่งคุ้มหรือไม่คุ้มก็แล้วแต่จะวัด แต่แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีที่จะสร้างสโมสรยั่งยืน  นครราชสีมา มาสด้า ตกชั้นในฤดูกาลนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยตกชั้นไปแล้วครั้งหนึ่ง รีเทิร์นกลับมาเล่นลีกสูงสุดได้ และตอนนี้ก็ต้องลงไปอีก วงจรนี้จะหมุนต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เหตุผลในการดำรงอยู่ของสโมสรยังไม่เปลี่ยน

พลังกาญจน์ กับการที่ระบบคัดกรองล้มเหลว

ส่วนพลังกาญจน์ เอฟซี  ทีมตกชั้นรายแรกของฤดูกาล  มอบบทเรียนคนละแบบให้เรา

สโมสรนี้ เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 ในฤดูกาล 2567-68 หลังเอาชนะแพร่ ยูไนเต็ดในรอบเพลย์ออฟ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่ได้เล่นในลีกสูงสุด ภายใต้การบริหารของนายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ในฐานะประธานสโมสร Wikipedia

ฤดูกาลเดียวที่อยู่ในไทยลีก 1 จบลงด้วยสถิติที่บอกอะไรหลายอย่าง ผ่าน 10 เกมแรก สโมสรโดนใบเหลือง 24 ใบ และใบแดง 5 ใบ ผู้เล่นหลักหลายคนเสี่ยงโดนแบนสะสม ในเกมเยือนการท่าเรือ พ่าย 0-8 และ ตกชั้นเป็นทีมแรกของฤดูกาล หลังเปิดบ้านเสมอชลบุรี เอฟซี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 SIAMSPORT

ที่น่าสังเกตคือ ชื่อของสโมสรนี้  “พลังกาญจน์”  ฟังคุ้นๆ ไหม? ใช่ครับ เดิมสโมสรชื่อ “กาญจนบุรี เอฟซี” ก่อนเปลี่ยนเป็น “พลังกาญจน์ เอฟซี” การเปลี่ยนชื่อแบบนี้ ในเชิงสังคมวิทยา คือการสร้างแบรนด์ที่สื่อถึงพลังทางการเมืองในจังหวัด  เป็นการแสดงทุนสัญลักษณ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มเตะนัดแรกด้วยซ้ำ Wikipedia

แต่ปัญหาของพลังกาญจน์ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ ปัญหาอยู่ที่ระบบ

คำถามใหญ่ที่กรณีนี้ตั้งคำถามต่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยและบริษัทไทยลีก คือ  ทำไมสโมสรที่ระดับฝีเท้าและโครงสร้างไม่พร้อมขนาดนี้ จึงได้รับใบอนุญาต (license) ให้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุด ซึ่งจะต้องใช้ในการพิจารณาประกอบกับผลงานด้วยเช่นกัน

ลองเปรียบเทียบกับเยอรมนีและญี่ปุ่นที่จะกล่าวถึงในไม่กี่หัวข้อข้างหน้า สโมสรที่จะเล่นในลีกอาชีพต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้น ทั้งฐานะการเงิน คุณภาพสนาม คุณภาพศูนย์ฝึก คุณภาพบุคลากร และความสามารถในการแข่งขัน ในไทย ระบบใบอนุญาตของเรามีอยู่ในรูปแบบของเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติ การเลื่อนชั้นยังคงตัดสินด้วยผลในสนามและการลงทะเบียนนิติบุคคลเป็นหลัก โดยที่ภาวะความพร้อมทางสถาบันแทบไม่ได้เป็นเงื่อนไขจริงจัง

ผลคือ  สโมสรที่ขึ้นมาแล้วโดนถล่ม 0-8 ในเกมเยือน จบฤดูกาลด้วยใบเหลืองและใบแดงรวมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และตกชั้นเป็นทีมแรก เกือบจะเป็นบทเรียนที่ระบบใบอนุญาตของลีกต้องอ่านซ้ำหลายๆ รอบ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้น่าจะทำให้ทีมผู้บริหารสโมสร ได้ฉุกคิด ถึงสไตลล์ การทำทีม และความพร้อมของทีม รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในอีกหลายมิติ มากขึ้น ก่อนที่จะขึ้นสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง

แต่สิ่งที่ได้แน่นอนสำหรับพลังกาญจน์ คือ พื้นที่สื่อ ทื่ทำให้คนรู้จักจังหวัดกาญจนบุรี มากขึ้น การได้เป็นเจ้าภาพในการจัดฟุตบอลคิงส์คัพ รวมทั้งคอนเนคชั่นต่างๆ ที่ได้รับจากการที่สมโสรขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุด ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี และ เชียร์พลังกาญจน์อยู่ ก็ขอให้เอาใจช่วยนะครับ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฟองสบู่ไทยลีกเป็นฟองสบู่ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก

แล้วประเทศที่ทำได้ดี เขาทำยังไง เยอรมนีและกฎ 50+1

อ่านมาถึงตรงนี้คงเริ่มถามกันแล้วว่า ถ้าจีนพัง อิตาลีพัง ไทยพัง แล้วประเทศไหนทำได้ดีบ้าง

เริ่มที่เยอรมนี

บุนเดสลีกาเป็นลีกที่ไม่หวือหวาเท่าพรีเมียร์ลีก ไม่มีนักเตะค่าตัวสูงสุดของโลก ไม่มีดราม่าตลาดซื้อขายแบบลาลีก้า แต่เป็นลีกที่อดีตประธานยูฟ่า มิเชล ปลาตินี เคยกล่าวในงาน DFB Congress ครั้งที่ 41 ในปี 2556 ว่า “ขณะที่ลีกอื่นในยุโรปน่าเบื่อ มีอัฒจันทร์ว่างเปล่าครึ่งสนาม และสโมสรหลายแห่งใกล้ล้มละลาย ฟุตบอลเยอรมันกลับมีระบบนิเวศน์ที่ดีอย่างน่าทึ่ง” Bundesliga

หัวใจของระบบนี้คือ กฎ 50+1 ซึ่งนำมาใช้ในปี 2541 กำหนดว่าในการขอใบอนุญาตเล่นในบุนเดสลีกาและบุนเดสลีกา 2 สโมสรต้องเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลของตน หรือหากเปิดให้นักลงทุนถือหุ้นได้ สมาชิกของสโมสร (นั่นคือแฟนบอล) จะต้องถือคะแนนเสียง 50% + 1 เสียงเป็นอย่างน้อย Bundesliga

แปลเป็นภาษาที่ตรงกว่านั้น: ในเยอรมนี เจ้าของจริงของสโมสรคือแฟนบอล ไม่ใช่นักธุรกิจหรือนักการเมือง เจ้าของรายใหญ่จะมีอิทธิพลได้แต่จะไม่สามารถ “ครอบงำ” หรือ “พา” สโมสรไปยังเส้นทางที่ขัดกับเจตนารมณ์ของชุมชนได้

ผลในทางปฏิบัติ และนี่คือส่วนที่ผมอยากให้ทุกคนใส่ใจ  ระบบใบอนุญาตของ DFL กำหนดให้ทุกสโมสรต้องผ่านการตรวจสอบฐานะการเงินก่อนแต่ละฤดูกาล ต้องพิสูจน์ว่ามีความสามารถจะปฏิบัติตามภาระทางการเงินตลอดทั้งฤดูกาล ต้องลงทุนในศูนย์ฝึกเยาวชน และต้องรักษามาตรฐานสนาม หากไม่ผ่าน อาจถูกตัดแต้ม ถูกปรับ หรือถูกปฏิเสธใบอนุญาตเลย การตกชั้นเพราะการเงินล่มสลายจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากในเยอรมนี Sportslawandtaxation

หากนำมาตรฐานนี้มาใช้ในไทยตรงๆ ใครจะรอด นี่คือคำถามที่ผมไม่อยากให้ใครต้องตอบในที่สาธารณะ แต่อยากให้แต่ละสโมสรนั่งคิดเอง

ญี่ปุ่น: ความอดทนแบบ 100 ปี

หากกรณีเยอรมนีฟังดูเป็นเรื่องของยุโรปที่ไกลตัวเกินไป ลองมองข้ามฟากไปที่ญี่ปุ่น

เจลีกของญี่ปุ่นเริ่มต้นในปี 2536 ใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของฟุตบอลอาชีพในไทย แต่ทางเดินที่ทั้งสองประเทศเลือกกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

ในปี 2542 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่คุกคามการเติบโตของลีกอย่างหนัก ญี่ปุ่นทำสิ่งที่ฟังดูเหมือนเรื่องตลก  ประกาศแผน 100 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะมี 100 สโมสรอาชีพทั่วประเทศภายในปี 2092 ซึ่งจะตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของลีก Grokipedia

ลองหยุดคิดสักนาที ในปี 2542 ที่ญี่ปุ่นกำลังจะล่มสลายจากวิกฤตการเงิน ลีกฟุตบอลของเขาประกาศแผนสำหรับ 93 ปีข้างหน้า ในขณะที่ลีกของไทยยังคงประชุมกันว่าฤดูกาลหน้าจะแข่งแบบไหน

ในปี 2555 เจลีกนำระบบ Club Licensing มาใช้ ตามแนวทางของเอเอฟซีและของบุนเดสลีกาเยอรมัน โดยเป็นเงื่อนไขที่สโมสรต้องผ่านก่อนได้รับสิทธิ์ลงเล่นในแต่ละลีก ครอบคลุมตั้งแต่การเงิน สนาม โครงสร้างองค์กร การปฏิบัติตามกฎหมาย ไปจนถึงการพัฒนาเยาวชน  ทุกอย่างที่ฟุตบอลไทยยังอ่อนแอในทุกข้อ jleague

และผลที่ออกมาเป็นรูปธรรมจนปฏิเสธไม่ได้ ทีมชาติญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงฟุตบอลโลก 2026 ที่ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกของเอเชีย (นอกเหนือจากเจ้าภาพ) ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เจลีกผลิตนักเตะให้ยุโรปต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเทเงินมหาศาลซื้อซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

คำถามที่ต้องตั้งให้ฟุตบอลไทยคือ  เราพร้อมจะมีแผน 100 ปีของเราหรือยัง? หรือเรายังจะวางแผนฤดูกาลต่อฤดูกาลแบบนี้ไปอีกหลายทศวรรษ

ปริศนาเศรษฐศาสตร์ของไทยลีก: เงินมีแต่ผลงานไม่มา

มาถึงตรงนี้ ภาพรวมของไทยลีกเริ่มชัดเจนแล้ว แต่ขอจัดตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้นอีกหน่อย

จากข้อมูลงบการเงินปี 2565 ของ 16 สโมสรในไทยลีก 1 มีถึง 10 สโมสรที่มีรายได้ไม่ถึงหลักร้อยล้านบาท มีเพียง 6 สโมสรที่ทำรายได้หลักร้อยล้าน และในจำนวนนั้นมีเพียง 2 สโมสรเท่านั้นที่มีรายได้ถึง 400 ล้านบาท ที่สำคัญที่สุดคือ มีเพียง 4 สโมสรจาก 16 สโมสรเท่านั้นที่ทำกำไรได้ ได้แก่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, พีที ประจวบ และเชียงราย ยูไนเต็ด โดยกำไรอยู่ระหว่าง 6-48 ล้านบาท เทียบกับสโมสรที่ขาดทุนอีก 12 ทีม ซึ่งขาดทุนระหว่าง 1.7-280 ล้านบาท Prachatai

ตัวเลขนี้บอกอะไร บอกว่าธุรกิจฟุตบอลในประเทศไทยโดยปกติแล้ว คือธุรกิจที่ขาดทุน สโมสรเกือบทุกแห่งดำรงอยู่ได้เพราะมีคนอุ้ม ไม่ใช่เพราะตัวธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ ภาพนี้สอดคล้องกับโครงสร้างของปาร์ม่าก่อนล่มสลาย และสอดคล้องกับโครงสร้างของกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ก่อนล่มสลาย เพียงแต่ในไทยเรายังโชคดีที่ผู้อุปถัมภ์ส่วนใหญ่ยังไม่ล้มในเวลาเดียวกัน

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่ล้ม

ในระหว่างปีที่ผ่านมา เราเห็นกรณี โปลิศ เทโร เอฟซี ที่ค้างค่าเหนื่อยนักเตะ จนกระทั่งสินทวีชัย หทัยรัตนกุล นายกสมาคมนักฟุตบอลอาชีพต้องนำนักเตะรุ่นน้องไปยื่นร้องเรียนต่อสมาคมฯ และก่อนหน้านี้ทีโอที เอสซี ก็เคยล้มและยุบทีมในปี 2559 จากปัญหาค่าเหนื่อยและสปอนเซอร์ถอนตัว เช่นเดียวกับบีบีซียู เอฟซี Prachachat

ในขณะเดียวกัน มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฟุตบอลฯ คนปัจจุบัน ก็เข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ต้องชำระหนี้ที่ผู้บริหารชุดเก่าก่อไว้ต่อบริษัทสยามสปอร์ตจำนวน 120 ล้านบาท แม้จะสามารถขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไทยลีกให้ AIS-GULF-JAS ได้ในมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านบาท ในระยะสัญญา 4 ปี ปีละ 500 ล้านบาท SIAMSPORT

แต่เงิน 500 ล้านต่อปีไม่ใช่เงินมหาศาลเมื่อต้องกระจายให้ทั้ง 3 ลีกและภาระอื่นของสมาคมฯ และ 10 สโมสรในลีกสูงสุดเคยมีมติเห็นด้วยที่ต้องการแยกบริษัทออกจากไทยลีกเพื่อบริหารจัดการเอง ในสภาวะที่สมาคมขาดสภาพคล่อง ความขัดแย้งระหว่างสมาคมฯ กับสโมสร การต่อรองเรื่องลิขสิทธิ์ การจัดสรรเงินอุดหนุน ตลอดจนความพยายามแยกลีก ทั้งหมดนี้สะท้อนความไม่เสถียรเชิงสถาบันที่อยู่เบื้องหลังภาพภายนอกของลีกที่ดูเฟื่องฟู Thai PBS

แล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่อะไรในระดับทีมชาติ

ทีมชาติไทยตกรอบฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกโซนเอเชียรอบ 2 (รอบ 36 ทีม) หลังเก็บได้ 8 คะแนน เท่ากับจีนทุกประการ แต่แพ้เฮด-ทู-เฮด นี่คือการตกรอบในรอบที่ทีมระดับเอเชียกลาง-ล่างสามารถผ่านได้ และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ไทยยังไม่เคยไปฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียว ผลงานในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกก็เกือบทั้งหมดจบในรอบแบ่งกลุ่ม SIAMSPORT

ระบบลีกที่ใช้เงินหมุนเวียนหลักพันล้าน กับทีมชาติที่ตกรอบที่ทีมกลางๆ ของเอเชียควรผ่าน นี่คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ความล้มเหลวในการแปลงทุนเป็นผลสัมฤทธิ์” (conversion failure)  เงินมหาศาลไม่ได้ถูกแปลงเป็นความสามารถระดับชาติ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบมีอย่างน้อย 3 ข้อ และทุกข้อนำกลับไปสู่ทุนสัญลักษณ์

ข้อแรก เงินไหลออกนอกประเทศในรูปค่าเหนื่อยนักเตะต่างชาติ เพราะการเซ็นต่างชาติเก่งๆ คุ้มกว่าทั้งในแง่ผลงานและในแง่ภาพข่าว นักเตะต่างชาติคือสินทรัพย์ระยะสั้นที่จับต้องได้ ส่วนการลงทุนในอะคาเดมีต้องรอ 10 ปีจึงเห็นผล และในระหว่างนั้นไม่มีภาพให้ลงข่าวให้เจ้าของได้ใช้ทุนสัญลักษณ์

ข้อสอง โครงสร้างแรงจูงใจของผู้บริหารถูกผูกกับผลในฤดูกาลปัจจุบัน ไม่ใช่ในอีก 10 ปี ผู้บริหารที่ลงทุนในเยาวชนวันนี้ แต่ทีมตกลงไปอันดับล่างในฤดูกาลนี้ ไม่มีโอกาสได้นั่งต่อให้เห็นผลของการลงทุน ในเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “incentive misalignment”

ข้อสาม โควต้านักเตะต่างชาติเบียดโอกาสนักเตะไทย เมื่อกองหน้า เพลย์เมกเกอร์ และเซ็นเตอร์แบ็กถูกครองโดยต่างชาติ นักเตะไทยรุ่นใหม่ไม่ได้ลงสนามในจังหวะที่สำคัญที่สุดของเกม โอกาสในการสร้างประสบการณ์ภายใต้แรงกดดันจึงน้อยลง ทักษะที่หาไม่ได้ในลีก ก็จะหาไม่ได้ในทีมชาติเช่นกัน

สรุปง่ายๆ คือ  ทั้งจีนและไทยซึ่งเลือกเส้นทาง “ซื้อความสำเร็จ” ได้ผลลัพธ์ตรงกัน: ลีกที่ดูยิ่งใหญ่ในช่วงหนึ่ง แต่ทีมชาติยังไปไม่ถึงเวทีโลก ในขณะที่ญี่ปุ่นและเยอรมนีซึ่งเลือกเส้นทาง “สร้างระบบ” แม้ลีกอาจไม่ตื่นเต้นเท่า กลับสร้างทีมชาติที่สม่ำเสมอเป็นกำลังของฟุตบอลโลกหลายทศวรรษ ไม่มีเส้นทางลัด มีแต่เส้นทางจริงและเส้นทางหลอกตัวเอง

จากบทเรียนทั้งหมด หากต้องการให้กรณีเมืองทอง นครราชสีมา และพลังกาญจน์เป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวิกฤตที่ลุกลาม เราลองมาดูแนวทางที่เสนอเพื่อพัฒนาลีก ทีมชาติ สโมสร กัน

  • แนวทางแรกคือการบังคับใช้ระบบ Club Licensing ที่เข้มงวดจริงจัง สอดคล้องกับมาตรฐานเอเอฟซีและนำเอามาตรฐานของเจลีกและบุนเดสลีกามาประยุกต์ใช้ สโมสรต้องผ่านการตรวจสอบฐานะการเงินก่อนได้รับสิทธิ์เล่น หากค้างค่าเหนื่อยหรือหนี้สินเกินเกณฑ์ ต้องถูกตัดแต้มหรือปฏิเสธใบอนุญาตทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ลากยาวจนสโมสรล้มทั้งระบบ และไม่ใช่ปล่อยให้สโมสรที่ไม่พร้อมขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดเพียงเพราะชนะเพลย์ออฟในรอบสุดท้าย
  • แนวทางที่สองคือการกำหนดเพดานค่าเหนื่อยสัมพัทธ์กับรายได้ คล้ายกฎ Financial Fair Play ของยูฟ่า สโมสรไม่สามารถใช้จ่ายเกินสัดส่วนที่กำหนดของรายได้จริง (ไม่นับเงินอัดฉีดจากเจ้าของ) เพื่อตัดวงจรการแข่งกันใช้เงินที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
  • แนวทางที่สามคือการกำหนดโควต้านักเตะเยาวชนในประเทศที่บังคับใช้จริง โดยกำหนดให้แต่ละทีมต้องมีนักเตะเยาวชนจากอะคาเดมีตัวเอง (homegrown player) อย่างน้อย 5-7 คนในรายชื่อ และต้องได้ลงสนามจริงเป็นจำนวนนาทีที่กำหนด
  • แนวทางที่สี่คือการแยกผลประโยชน์ของสถาบันให้ชัดเจน ผู้ดำเนินการแข่งขัน ผู้ถือสิทธิ์สื่อ และเจ้าของสโมสรไม่ควรมีบุคคลทับซ้อน เปิดเผยงบการเงินของบริษัทไทยลีกและสมาคมฯ ต่อสาธารณะ และให้สโมสรสมาชิกมีอำนาจตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • แนวทางที่ห้าคือการประกาศแผนระยะยาว 20-50 ปี เรียนรู้จากเจลีกที่กล้าวางแผน 100 ปี สมาคมฯ ควรประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าฟุตบอลไทยจะอยู่ในจุดใดของแผนที่โลกในปี 2593 และ 2620 พร้อมเป้าหมายเชิงปริมาณที่วัดได้ในแต่ละช่วง 5 ปี ไม่ใช่ตั้งเป้าฟุตบอลโลกแบบลอยๆ ทุกครั้งที่มีนายกสมาคมฯ คนใหม่
  • แนวทางที่หกคือการส่งเสริมความเป็นเจ้าของแบบผสม โดยเปิดให้แฟนบอลและชุมชนถือหุ้นบางส่วน ไม่จำเป็นต้องเป็น 50+1 เต็มรูปแบบ แต่อย่างน้อยให้มี “ส่วนของชุมชน” เป็นกลไกถ่วงดุลและสร้างความผูกพันที่ไม่ขึ้นกับเจ้าของรายเดียว เมื่อเจ้าของเปลี่ยนหรือเลิกสนับสนุน สโมสรจะไม่หายไปจากเมือง

ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นข้อเสนอที่ยาก และแน่นอนว่ามันยาก แต่ไม่มีทางลัดที่จะข้ามไปสู่ฟุตบอลโลกได้ ทุกชาติที่ไปฟุตบอลโลกต่อเนื่อง 30 ปี ล้วนผ่านงานนี้มาก่อน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ฟุตบอลไทยได้บทเรียน 3 ก้อนพร้อมกัน

  • เมืองทองสอนเราว่า แม้แต่แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในยุคทอง ก็ไม่ปลอดภัยจากกฎของเศรษฐศาสตร์
  • นครราชสีมา มาสด้า สอนเราว่า สโมสรที่ดำรงอยู่เพื่อทุนสัญลักษณ์ จะวนเวียนระหว่างลีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะระบบไม่ได้สร้างให้ยั่งยืนตั้งแต่ต้น
  • ส่วนพลังกาญจน์สอนเราว่า ระบบใบอนุญาตของเราอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องลีกสูงสุดจากสโมสรที่ไม่พร้อม

และเมื่อรวมบทเรียน 3 ก้อนนี้กับบทเรียนของโลก  จีนที่ทุ่มเงินไปเปล่าๆ ปาร์ม่าที่ล่มเพราะบริษัทแม่ เยอรมนีที่อดทนสร้างระบบ ญี่ปุ่นที่กล้าวางแผน 100 ปี  สิ่งที่เหลืออยู่คือคำถามเดียวที่ทุกคนในวงการต้องตอบให้ตัวเอง

เราจะเลือกฟังเสียงไหน?

หากยังคงปล่อยให้ระบบเดิมดำเนินไปโดยไม่ปฏิรูป กรณีปีนี้จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย เพียงแต่จะเป็นกรณีที่หลายคนจดจำได้ดีที่สุด เพราะมีคำว่า “กิเลนผยอง” อยู่ในนั้น แต่นกขมิ้นในเหมืองถ่านหินไม่ได้ตายเพื่อสูญเปล่า มันตายเพื่อให้คนงานทุกคนได้รู้ว่าควรรีบขึ้นจากเหมืองก่อนที่อากาศจะเป็นพิษเกินกว่าจะหายใจ วันนี้ นกขมิ้นบินไม่ขึ้นแล้ว และคำถามที่เหลือไม่ได้เป็นของผม หรือของแฟนบอลที่ใส่เสื้อทีมในเช้าวันอาทิตย์ คำถามนี้เป็นของคนที่ถือ “ใบอนุญาต” ของลีก ของสมาคม และของผู้กำกับนโยบายกีฬาของประเทศ

“นกขมิ้นในเหมืองถ่านหิน” (Canary in the coal mine) คือสำนวนที่อ้างอิงจากเรื่องจริงในอดีต ซึ่งคนงานเหมืองใช้ นกคีรีบูน (Canary) ตรวจจับแก๊สพิษ เนื่องจากนกเหล่านี้ไวต่อแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์มากกว่ามนุษย์ หากนกตายหรือแสดงอาการป่วย จะเป็นสัญญาณเตือนให้คนงานรีบหนีออกจากเหมืองก่อนที่จะเกิดอันตรายร้ายแรง ว่าพร้อมจะขึ้นจากหลุมดำ และเริ่มสร้างฟุตบอลไทยบนรากฐานที่แท้จริง หรือยัง

ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ sirichet.com พฤษภาคม 2569

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment