ในสัปดาห์เดียวกันของเดือนพฤษภาคม 2569 มีสองเหตุการณ์ที่หากนำมาวางคู่กัน จะเปิดบทเรียนสำคัญให้วงการกีฬาไทย
เหตุการณ์แรก: ในวันที่ 5 พฤษภาคม วุฒิสภาแห่งนครเบอร์ลินลงมติ รับรองแผน “Berlin+” สำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2036, 2040 หรือ 2044 อย่างเป็นเอกฉันท์ โดยจุดขายของแผนนี้คือ การประเมินว่าสนามแข่งขันที่จำเป็นมีอยู่แล้วถึง 97 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะสร้างกำไรราว 420 ล้านยูโรเพื่อนำไปลงทุนในโรงเรียนและกีฬาระดับรากหญ้า
เหตุการณ์ที่สอง: เพียงสองวันต่อมา ในวันที่ 7 พฤษภาคม Kirsty Coventry ประธาน IOC คนใหม่ ประกาศ ระงับกระบวนการคัดเลือกเจ้าภาพ Youth Olympic Games 2030 ที่กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสามเมืองสุดท้ายร่วมกับอาซุนซิออน (ปารากวัย) และซานติอาโก (ชิลี) โดยการเลือกเจ้าภาพที่กำหนดไว้ในเดือนมิถุนายนถูกเลื่อนออกไป ด้วยเหตุผลที่ Coventry ระบุตรงไปตรงมาว่า “เราจำเป็นต้องหยุดและทบทวนอย่างจริงจังว่าทำไมเราจึงจัด Youth Olympic Games และพบว่าทั่วทั้ง Olympic Movement มันยังกระจัดกระจาย ไม่มี North Star ที่แท้จริงว่าทำไมเราจึงทำสิ่งนี้”
สองเหตุการณ์นี้สะท้อนสิ่งเดียวกัน: การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติไม่ใช่เรื่องของสนาม งบประมาณ หรือโลจิสติกส์เป็นหลัก แต่คือเรื่องของ “ฉันทามติ” (consensus) ที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายชั้น เมื่อชั้นใดชั้นหนึ่งสั่นคลอน แม้แต่ตัว IOC เองในฐานะเจ้าของงาน ทุกอย่างก็พังลงได้ในสัปดาห์เดียว บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า “ฉันทามติ” ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามคืออะไรบ้าง ทำไมจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดมากกว่างบประมาณ และประเทศไทยควรเก็บบทเรียนใดจาก YOG 2030 ครั้งนี้ ผมรู้จักคำว่า ฉันทามติ ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ ในสมัยเรียนที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาชั้นปีที่ 3 ในวิชาการจัดการทางการกีฬา ที่มีท่าน รศ.ทวีพงษ์ กลิ่นหอม เป็นผู้สอนอาจารย์ ทวีพงษ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการทางการกีฬา ในระดับชาติ และนานาชาติ ท่านได้สอนเกี่ยวกับสิ่งสำคัญ ของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ นั่นก็คือ การที่จะต้องมีฉันทามติ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเสนอตัว เป็นเจ้าภาพ นี่คือสิ่งสำคัญ มากที่ท่านอาจารย์ได้เน้นย้ำเสมอ
ทำไม “ฉันทามติ” จึงเป็นปัจจัยที่ถูกมองข้ามที่สุด
ในวงสนทนาเรื่องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ข้อถกเถียงสาธารณะมักเวียนอยู่ที่สี่ประเด็น คือ งบประมาณ สนามแข่งขันและโครงสร้างพื้นฐาน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งสี่ประเด็นนี้สำคัญ แต่ล้วนเป็นเพียง “ตัวแปรปลายทาง” ที่จะถูกตัดสินโดยตัวแปรต้นทางหนึ่งเดียว นั่นคือฉันทามติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ
หลักฐานเชิงประจักษ์ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาชัดเจนมาก IOC ระบุไว้ในงานวิเคราะห์ Olympic Agenda 2020+5 ว่าเหตุผลที่ต้องปฏิรูประบบการเสนอตัวทั้งหมดคือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนเมืองที่ยื่นเสนอตัว และการถอนตัวที่เพิ่มขึ้น อันมีรากมาจากการขาดการสนับสนุนของพลเมือง งานวิจัยตามมาพบว่า ในการลงประชามติเกี่ยวกับโอลิมปิก 8 ครั้งที่ผ่านมา 7 ครั้งจบลงด้วยการปฏิเสธไม่จัด
ตัวเลขนี้น่าตกใจ เพราะมันบอกว่าการเสนอตัวจัดโอลิมปิก ในประเทศประชาธิปไตยที่เปิดให้ประชาชนตัดสิน มีอัตราล้มเหลวเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เป็นเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง สนามแข่งขันพร้อม และผู้นำทางการเมืองสนับสนุน
คำถามคือ ทำไม?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่ “ฉันทามติ” ในความหมายที่ลึกและกว้างกว่าที่เราคุ้นเคย
ฉันทามติห้าชั้นที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
ผู้เขียนเสนอว่าฉันทามติของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมีอย่างน้อยห้าชั้น ที่ต้องเรียงตัวสอดคล้องกัน หากชั้นใดขาด เกมก็พลิกได้
ชั้นที่ 1 : ฉันทามติภายในของคณะกรรมการโอลิมปิกสากลรวมทั้ง กระบวนการโอลิมปิก Olympic Movement เอง (Owner’s North Star)
ชั้นที่คนภายนอกแทบไม่เคยพูดถึง คือฉันทามติของตัวเจ้าของงานเอง ว่าจัดงานนี้ไป “เพื่ออะไร”
กรณี YOG 2030 ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นตัวอย่างคลาสสิก IOC ภายใต้ประธาน Coventry ทำการสำรวจความคิดเห็นของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ (NOCs) และสหพันธ์กีฬาระหว่างประเทศ (IFs) ทั่วโลกว่ามองมหกรรมยุวชนนี้อย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่ Coventry เรียกว่า “ผลลัพธ์ที่ไม่สรุปได้” (inconclusive results) เกี่ยวกับว่ามองงานนี้อย่างไร และเห็นมันเป็นเส้นทางสู่ระดับสูงสุดหรือไม่
นี่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงอัตลักษณ์ของตัวงานเอง เมื่อ IOC ยอมรับว่าตัวเองยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ประเทศที่เสนอตัวจึงต้อง “เดา” ว่าจะนำเสนออะไร ในขณะที่ IOC เองก็ “เดา” ว่าจะประเมินผู้สมัครด้วยเกณฑ์ใด
บทเรียน: ก่อนทุ่มทรัพยากรเสนอตัว ต้องประเมินว่าเจ้าของงาน “รู้ตัวเอง” ดีพอหรือยัง ในเมื่อเป็นผลลัพธ์ที่ยังสรุปไม่ได้ แล้วทำไมประเทศไทย ถึงอยากจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ นี่ซิน่าคิด
ชั้นที่ 2: ฉันทามติทางการเมืองภายในประเทศ
ชั้นนี้คือสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “elite consensus” ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และพรรคการเมืองหลัก
กรณี Berlin+ เป็นบทเรียนสำคัญ การที่ วุฒิสภาเบอร์ลินรับรองแผนอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลของการเตรียมการที่ละเอียดอ่อน Berlin+ ออกแบบเป็นโครงการร่วม กับรัฐคู่ขนานสี่รัฐ ได้แก่ Schleswig-Holstein, Mecklenburg-Vorpommern, Brandenburg ผ่านการจัดแข่งเรือใบที่ Kiel เมืองทางตอนเหนือของเยอรมัน หรือ Warnemünde เรือพายที่ Beetzsee และยกน้ำหนัก ฟันดาบ ยิมนาสติกที่ Leipzig โดยมุขมนตรีหลายรัฐมายืนรับรองร่วมกัน เป็นการกระจายอำนาจตัดสินใจและประโยชน์ทางการเมืองอย่างจงใจ
ตรงข้ามกับกรณีไทย ที่การถกเถียงเรื่อง YOG 2030 อยู่ในวงแคบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย โดยที่ ครม. ยังไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาด เมื่อต้นทุนปรากฏชัด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยทิศทางว่ารัฐบาลเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อขอปฏิเสธการเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากคาดว่าต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท ก่อนที่ IOC จะออกประกาศระงับด้วยซ้ำ
นี่บ่งบอกว่าฉันทามติทางการเมืองภายในประเทศไทยไม่เคยถึงระดับที่ผูกพันจริง มีแต่การ “เสนอ” จากหน่วยงาน แต่ไม่มีการ “รับรอง” จากระบบการเมืองในวงกว้าง
ชั้นที่ 3: ฉันทามติของพลเมือง (Civic Consensus)
นี่คือชั้นที่ละเลยมากที่สุดในประเทศไทย แต่กลายเป็นจุดตายในประเทศอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- กรณี Hamburg 2024: แม้จะมีการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรี Olaf Scholz เกือบทุกพรรคการเมือง สื่อมวลชนใหญ่ และแม้แต่นักฟุตบอลทีมชาติ แต่ผลประชามติ 29 พฤศจิกายน 2015 ฝ่ายค้านได้ 51.6 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เมือง Kiel ที่จะร่วมจัดเรือใบ ลงคะแนนเห็นด้วยถึง 65.6 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ Hamburg ต้องถอนตัวทันที
- กรณี Munich 2013: ประชามติล้มเหลว ทำให้แผนเสนอตัวโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ถูกพับเก็บก่อนเริ่ม
- กรณี Munich 2025: ครั้งนี้ผู้นำเมืองทำงานหนักกว่าเดิม ด้วยการรณรงค์ที่เข้มข้นภายใต้สโลแกน “Games with Heart & Soul” และผลลัพธ์คือ 66.4 เปอร์เซ็นต์โหวต Yes ด้วย voter turnout 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของการลงประชามติในเมือง
- กรณี Cologne/Rhine-Ruhr: ผลประชามติเดือนเมษายน 2026 พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 1.4 ล้านคน หรือ 32 เปอร์เซ็นต์ของประชากร และ 16 จาก 17 เทศบาลโหวตสนับสนุน โดย Herten เป็นเทศบาลเดียวที่ผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ และจะถูกตัดออกจากการเป็นสนามจักรยานเสือภูเขา
จุดน่าสนใจคือ Berlin เลือกอีกเส้นทาง ไม่จัดประชามติ แต่สร้าง “กฎบัตรพลเมือง” (Citizens’ Charter) ที่ภาคประชาสังคมเสนอข้อแนะนำ 10 ข้อให้วุฒิสภา โดยตัวแทน Christian Krüger ของ Citizens’ Forum ระบุว่ากระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า “ทั้งเมืองได้ประโยชน์จากการจัดโอลิมปิก หากเราดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น”
ในทางตรงข้าม ประเทศไทยตลอดกระบวนการเสนอตัว YOG 2030 ไม่เคยมีกลไกที่จริงจังในการรับฟังความเห็นของประชาชนกรุงเทพฯ หรือชลบุรี ไม่มีการลงประชามติ ไม่มี citizens’ charter ไม่มีเวทีสาธารณะแบบโครงสร้างที่นับเป็นทางการ มีเพียงการแถลงข่าวว่าทุกภาคส่วน “พร้อมสนับสนุน”
ชั้นที่ 4: ฉันทามติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Alignment)
ชั้นนี้เกี่ยวข้องกับสหพันธ์กีฬาภายในประเทศ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน สื่อกีฬา และชุมชนกีฬาเฉพาะทาง
ที่น่าสนใจคือกรณีไทย แม้การเสนอตัวจะมีการระบุว่าจะใช้ หอพักนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหมู่บ้านนักกีฬา และ Urban Park at Chulalongkorn University Square เป็นพื้นที่กิจกรรม แต่กระบวนการเตรียมการกับสหพันธ์กีฬาต่างๆ ที่จะต้องลงแข่งใน 30 กว่าชนิดกีฬากลับไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นเอกสารสาธารณะ ทำให้สังคมไม่รู้ว่าใครคือผู้ที่จะต้องรับภาระจริง
ในมุมมองเชิงทฤษฎี Principal-Agent นี่คือปัญหาข้อมูลที่ไม่สมส่วนกัน information asymmetry ที่ร้ายแรง: ผู้ตัดสินใจหลัก (รัฐบาล) ขาดข้อมูลเชิงปฏิบัติการจากตัวแทน (สหพันธ์กีฬา) ขณะเดียวกันสหพันธ์กีฬาก็มีแรงจูงใจจะ “ขายดี” เกินจริงเพื่อให้งานมา และผลคือทุกฝ่ายเสี่ยงจะเซ็นข้อตกลงที่ตัวเองรับไม่ได้จริง
ชั้นที่ 5: ฉันทามติเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Coherence)
ชั้นสุดท้ายและลึกที่สุด คือคำถามว่า “เราเสนอตัวเพื่ออะไร” ในกรอบการพัฒนากีฬาของประเทศ
โมเดล SPLISS (Sport Policy factors Leading to International Sporting Success) ระบุว่าการลงทุนกีฬาที่ยั่งยืนต้องเชื่อมโยงเก้าเสาหลัก ตั้งแต่การเงิน กีฬานักเรียน ผู้ฝึกสอน ไปจนถึงเวทีแข่งขัน หากการเสนอตัวจัดงานไม่เชื่อมต่อกับเสาหลักอื่นๆ มันจะกลายเป็น “หมู่บ้านนักกีฬา” ที่ทิ้งร้างและสนามแข่งขันที่ไม่มีใครใช้ Berlin+ มีคำตอบเรื่องนี้ชัดเจน: กำไรประมาณ 420 ล้านยูโรจะถูกใช้สำหรับโรงเรียนและกีฬารากหญ้าของเบอร์ลิน นี่คือการ “ผูกขาด” งานเมกะอีเวนต์เข้ากับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว
ในขณะที่ฝั่งไทย บทบรรณาธิการ Bangkok Post วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 พยายามชี้ประเด็นนี้ โดยระบุว่าการถกเถียงเน้นอยู่ที่ป้ายราคา 5.7 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนความคิดระยะสั้น ทั้งที่งบประมาณก้อนนี้ควรถูกมองเป็นการลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนทางการเงินอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท และที่สำคัญกว่าคือศักยภาพในการฟื้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกีฬา
ปัญหาคือกรอบเชิงยุทธศาสตร์แบบนี้ ปรากฏใน opinion column ของหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ในเอกสารแม่บทของรัฐบาลที่ผูกพันต่อสาธารณะ
บทเรียนจาก YOG 2030: ฉันทามติที่ขาดทุกชั้น
เมื่อนำกรอบห้าชั้นมาวิเคราะห์กรณี YOG 2030 ของประเทศไทย ผลที่ได้น่าตกใจ
- ชั้นที่ 1 Olympic Movement เองยังไม่มี North Star (ยืนยันโดยประธาน IOC)
- ชั้นที่ 2 ฉันทามติทางการเมืองภายในประเทศไม่เคยลึกพอ จนรัฐมนตรียอมรับว่าจะเสนอ ครม. ปฏิเสธก่อนการระงับของ IOC
- ชั้นที่ 3 ไม่มีกระบวนการรับฟังพลเมืองที่จริงจัง ไม่มี citizens’ charter ไม่มีประชามติ
- ชั้นที่ 4 — การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกนำเสนอในเชิงพิธีกรรม
- ชั้นที่ 5 การเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์กับ SPLISS, การพัฒนากีฬาเยาวชน และโครงสร้างเมือง ไม่ปรากฏในเอกสารสาธารณะอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นรูปแบบที่คุ้นเคย: การประชุม การลงพื้นที่ตรวจสนาม การถ่ายภาพรวม การแถลงข่าว และวิสัยทัศน์ “Inspiring Youth, Connecting Southeast Asia and Asia” ซึ่งไพเราะแต่ไม่บอกว่าใครจะได้ประโยชน์ ใครจะต้องจ่าย และจะวัดความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดใด
นี่ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของวิธีที่ประเทศไทยจัดการกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ที่มักผูกอยู่กับเครือข่ายกีฬาวงในและการเมืองสายตรง โดยไม่มีการกระจายความรับผิดชอบให้กับสาธารณะอย่างแท้จริง
สิ่งที่ไทยต้องเรียนรู้ก่อนคิดเสนอตัวอีกครั้ง
จากนี้ไปประเทศไทยน่าจะยังมีโอกาสเสนอตัวจัดงานระดับต่างๆ ทั้ง Asian Games, FIFA World Cup ร่วมเจ้าภาพ หรือ Youth Olympic Games รอบใหม่หาก IOC สรุปยุทธศาสตร์ได้ ข้อเสนอเชิงนโยบายมีดังต่อไปนี้
- หนึ่ง ประเมินเป้าหมายหลัก North Star ของเจ้าของงานก่อน ก่อนทุ่มทรัพยากรเสนอตัวงานใด ต้องประเมินว่าเจ้าของงานมีฉันทามติภายในชัดเจนพอหรือไม่ การเสนอตัวงานที่ตัวงานเองยังหา identity ไม่ได้ คือการแบกต้นทุนแทนผู้อื่น
- สอง สถาปนากระบวนการ Citizens’ Charter เรียนรู้จากเบอร์ลิน ไม่จำเป็นต้องลงประชามติเสมอ แต่ต้องมีกระบวนการรับฟังที่เป็นทางการ มีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วม และมีข้อแนะนำที่ผูกพันรัฐในทางการเมือง
- สาม แยก decision rights ระหว่างผู้เสนอกับผู้ตัดสิน ปัจจุบันโครงสร้างของไทย ผู้เสนอตัว ผู้ตัดสินใจ และผู้รับผลประโยชน์ มักเป็นกลุ่มเดียวกันหรือเครือข่ายเดียวกัน ต้องสร้างกลไก check-and-balance ที่จริงจัง อาจรวมถึงคณะกรรมการอิสระประเมินความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์และสังคม
- สี่ เปลี่ยนกรอบเสนอจาก “เรามีพร้อม” เป็น “เราจะเปลี่ยนอะไร” การนำเสนอแบบเดิมที่เน้นว่า “เรามีสนาม เรามีโรงแรม เรามีประสบการณ์” สื่อสารกับ IOC ในยุคใหม่ได้น้อยลง เพราะทุกประเทศคู่แข่งก็พูดแบบเดียวกัน Olympic Agenda 2020+5 ให้น้ำหนักกับ ผลกระทบและประโยชน์ระยะยาวเป็นส่วนสำคัญของกรอบยุทธศาสตร์ Legacy ของ IOC ดังนั้นการเสนอตัวยุคใหม่ต้องตอบให้ได้ว่า “ก่อน-ระหว่าง-หลัง” งาน ประเทศจะเปลี่ยนอะไรอย่างเป็นรูปธรรม
- ห้า เปิดเผยงบประมาณและความเสี่ยงต่อสาธารณะตั้งแต่ต้น งบประมาณ 5.7 พันล้านบาทที่กลายเป็นชนวนถกเถียงในไทย ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง แต่เป็นปัญหาเพราะเปิดเผยล่าช้าและไม่มาพร้อมกับการวิเคราะห์ผลตอบแทนเชิงเปรียบเทียบ การเปิดเผยตั้งแต่ระยะแรกจะลดความรู้สึก “ถูกหลอก” ของพลเมืองและสร้างฉันทามติที่แท้จริงได้
- หก สร้างผู้รู้ที่เป็นกลางในวงสาธารณะ ปัจจุบันสังคมไทยขาดนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์กีฬา (sport economics) และการบริหารจัดการมหกรรมกีฬาที่เป็นอิสระจากระบบราชการกีฬาและภาคธุรกิจกีฬา การถกเถียงเรื่อง YOG 2030 จึงเหวี่ยงระหว่างเสียงสนับสนุนทางการกับเสียงคัดค้านบนโซเชียลมีเดีย โดยไม่มีพื้นที่ตรงกลางของการประเมินบนฐานข้อมูล
ฉันทามติคือต้นทุนที่จ่ายไม่ได้ด้วยเงิน
กลับมาที่จุดเริ่มต้น เบอร์ลินไม่ได้รับการรับรองเอกฉันท์เพราะมีสนามครบ 97 เปอร์เซ็นต์ แต่เพราะกระบวนการเตรียมการเป็นเวลาหลายปี ที่ผูกการเมือง พลเมือง รัฐคู่ขนาน และวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว ให้เข้ากันเป็นภาพเดียว สนาม 97 เปอร์เซ็นต์เป็นเพียงผลลัพธ์ของฉันทามตินั้น ไม่ใช่ต้นเหตุ
ในทางกลับกัน YOG 2030 ของไทยไม่ได้ล้มเพราะสนามไม่พร้อม งบไม่ถึง หรือคนไม่เก่ง แต่ล้มเพราะฉันทามติทั้งห้าชั้นไม่เคยเรียงตัวพร้อมกันในเวลาเดียวกัน บางชั้นล้มที่เจ้าของงาน บางชั้นล้มที่รัฐบาลของเราเอง บางชั้นล้มเพราะไม่เคยถูกสร้างเลย
นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามที่สุด เพราะมันมองเห็นได้ยาก วัดได้ยาก และไม่อยู่ในแผ่นพับเสนอตัว แต่มันคือสิ่งที่ตัดสินทุกอย่างจริงๆ
ถ้าวงการกีฬาไทยจะกลับมาเสนอตัวจัดมหกรรมระดับนานาชาติอีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกเยาวชน เอเชียนเกมส์ครั้งใหม่ หรือร่วมเจ้าภาพ FIFA World Cup สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การเขียน bid book ที่หรูหรา แต่คือการเริ่มสร้างฉันทามติทั้งห้าชั้นนั้นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีงานในมือ
เพราะ “ฉันทามติ” ไม่ใช่ผลของการเสนอตัว แต่มันคือเงื่อนไขล่วงหน้าของการเสนอตัวอย่างมีศักดิ์ศรี