ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ประชานิยมทางการกีฬา และศิลปะของการ “ไม่เจ็บตัว”

บทเรียนจากนานาประเทศ ในยุคที่ไทยกำลังออก พ.ร.บ. เงินกู้ และเพิ่งจะยกเลิก Youth Olympics 2030 จากปัญหางบประมาณ

“กฎหมายที่ออกแบบโดยไม่เข้าใจตลาด มักจบลงด้วยการให้รัฐต้องอุ้มภาคเอกชน”

ความย้อนแย้งของประเทศที่อยากดูฟุตบอลฟรี ในขณะที่ต้องกู้เงินมาใช้

เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับนักข่าวของโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ถึงกรณีของลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ที่สามประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพน ในขณะที่ ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง รัฐบาลกำลังเตรียมออกกฎหมายเพื่อกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่งจะยกเลิกการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬา ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ด้วยปัญหาข้อกังวลเรื่องการเงินในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ขณะเดียวกันแฟนบอลก็ลุ้นกันว่าฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ที่จะขยายเป็น 48 ทีม 104 นัด จะมีให้ดูฟรีหรือไม่

คำถามที่ดูเหมือนจะเป็นคำถามทางวัฒนธรรม-กีฬา จริง ๆ แล้วเป็นคำถามทางเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น: เมื่อรัฐอยู่ในสภาวะที่ต้องเตรียมกู้เงิน ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกหลักพันล้านบาท ที่จะส่งผลต่อหนี้สาธารณะของประเทศนั้น ควรจัดเป็น “สวัสดิการทางวัฒนธรรม” หรือ “ประชานิยมทางการกีฬา”

ผมลองหาข้อมูลของประเทศต่างๆ ที่เรามักอ้างอิง จัดการเรื่องนี้อย่างไร พวกเขาเจ็บตัวกันมากแค่ไหน และที่สำคัญ มีโมเดล Win-Win อะไรบ้างที่ไทยพอจะเรียนรู้ ได้บ้างหรือเปล่า ถ้าหากย้อนกลับไปดูการสัมภาษณ์ของผู้บริหาร MONO ก็บอกว่ารอรัฐบาลไฟเขียว แต่ฝั่งของทรูกลับเงียบมาก คงจะเจ็บมาเยอะ จากรอบที่แล้ว

ส่วนที่ 1: ประชานิยมทางการกีฬา  เมื่อ “ฟรี” ไม่ได้แปลว่าฟรี

ขอเริ่มต้นด้วยแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy) ที่อาจไม่คุ้นหู แต่จำเป็นต่อการเข้าใจปัญหานี้ คำว่า “Sports Populism” หรือ “ประชานิยมทางการกีฬา” หมายถึงปรากฏการณ์ที่นักการเมืองหรือหน่วยงานรัฐใช้กีฬายอดนิยม  โดยเฉพาะการเข้าถึงการรับชม เช่นฟุตบอล มวยไทย กอล์ฟ แข่งรถมอเตอร์ไซค์ แม้กระทั่งการจัดแข่งวิ่ง เป็นต้น เป็นเครื่องมือสร้างความนิยมทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางการคลังที่แท้จริงและประโยชน์ทางสาธารณะที่วัดผลได้

ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะเด่นสามประการ:

หนึ่ง การกระจายต้นทุนแบบไม่สมดุล ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือผู้ชม (consumer surplus) แต่ต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ตกอยู่กับผู้เสียภาษีทั้งหมด รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ดูฟุตบอลด้วย

สอง การหลีกเลี่ยงการประเมินทางเลือก (opportunity cost) งบประมาณ 600 ล้านบาทที่ใช้ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก 2022 จากกองทุน กทปส. หากนำไปใช้พัฒนาสนามกีฬาชุมชน ระบบโค้ชระดับเยาวชน หรือทุนนักกีฬาระดับชาติ จะสร้างผลกระทบต่อระบบกีฬาไทยในระยะยาวมากกว่า

สาม การสร้างความคาดหวังที่ไม่ยั่งยืน เมื่อประชาชนคุ้นเคยกับการดูฟรี ครั้งหน้าก็จะเรียกร้องให้ดูฟรีอีก กลายเป็น path dependency ที่ทำให้รัฐต้องอุ้มต่อเนื่องไม่รู้จบ

ในบริบทที่ประเทศกำลังจะออก พ.ร.บ. กู้เงิน คำถามทางจริยธรรมการคลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ: เราจะใช้เงินกู้ของลูกหลานเพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันดูบอลฟรีหรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซ่อนไว้ใต้คำว่า “สิทธิทางวัฒนธรรม”

Must Have ไม่ใช่ Must Carry

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดเรื่องนี้ในไทยคือ การพูดคำว่า “Must Have” และ “Must Carry” ราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในเชิงกฎระเบียบสากลแล้วเป็นคนละกลไก และการที่ไทยผูกสองกลไกนี้เข้าด้วยกันอย่างทื่อ ๆ คือต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

Must Have (หรือที่ระดับสากลเรียกว่า Listed Events Regime / Anti-siphoning Rules / Crown Jewels) คือกฎหมายที่กำหนดว่ากีฬา/เหตุการณ์ใดมีความสำคัญต่อสังคมมากพอที่จะต้องเข้าถึงได้ฟรีผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน หลักการของมันคือ “การปกป้องสิทธิทางวัฒนธรรมของพลเมืองที่ไม่สามารถจ่ายค่าทีวีระบบบอกรับสมาชิก”

Must Carry ในความหมายดั้งเดิมของอเมริกาเหนือและสหภาพยุโรป คือกฎที่บังคับให้ผู้ให้บริการเคเบิลต้องส่งต่อสัญญาณฟรีทีวีท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเคเบิลรายใหญ่ตัดสัญญาณฟรีทีวีออกจากบ้านผู้บริโภคและบีบให้ผู้บริโภคต้องเลือก

แต่ Must Carry ฉบับไทย (ประกาศ กสทช. ปี 2556) ไปไกลกว่านั้นมาก บังคับให้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งดาวเทียม เคเบิล IPTV และสตรีมมิ่ง ต้องส่งต่อสัญญาณฟรีทีวีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม “ห้ามจอดำ ห้ามตัด”

เมื่อนำ Must Have มาคู่กับ Must Carry ฉบับไทย ผลลัพธ์คือ ใครก็ตามที่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกมาแล้วจะออกอากาศทางฟรีทีวีตามกฎ Must Have สัญญาณนั้นจะถูกบังคับให้ออกทุกแพลตฟอร์มฟรีโดยอัตโนมัติ  เอกชนจึงไม่สามารถแยกขาย mobile right, IPTV right, หรือ OTT right แบบที่ FIFA ออกแบบโมเดลธุรกิจระดับโลกไว้ได้

นี่คือเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อันแท้จริงว่าทำไมไม่มีเอกชนไทยกล้าซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก 2022 จนรัฐต้องเข้ามาอุ้มในนาทีสุดท้ายด้วยเงิน 600 ล้านบาทจากกองทุน กทปส. ของ กสทช. และทรู คอร์ปอเรชั่นสนับสนุนเพิ่มอีก 300 ล้านบาท ก่อนเกิดข้อพิพาทตามมา (TDRI, 2022)

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “Must Have เข้มเกินไป” หรือ “Must Carry หย่อนเกินไป” แต่อยู่ที่การที่ทั้งสองกฎถูกออกแบบโดยไม่เข้าใจว่ามันจะทำงานประสานกันอย่างไรในตลาดสิทธิ์กีฬาระดับโลก ซึ่งขายแบบแยกแพลตฟอร์มเป็นมาตรฐาน นี่คือ regulatory design failure มากกว่าจะเป็นปัญหาเชิงปรัชญา

ประกาศ กสทช. ฉบับใหม่เมื่อ 16 พฤษภาคม 2568 ได้ถอดฟุตบอลโลกออกจาก Must Have แล้ว (ราชกิจจานุเบกษา, 2568) แต่ที่น่าสังเกตคือ การปฏิรูปนี้เป็นการ “ยกฟุตบอลโลกออก” ไม่ใช่ “แก้ไขความสัมพันธ์ระหว่าง Must Have กับ Must Carry” รายการที่ยังเหลืออยู่ใน Must Have อีก 6 รายการ (ซีเกมส์ อาเซียนพาราเกมส์ เอเชียนเกมส์ เอเชียนพาราเกมส์ โอลิมปิก พาราลิมปิก) จะเผชิญปัญหาเดียวกันเมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์เริ่มแยกขายแบบ platform-specific มากขึ้น

นานาประเทศจัดการอย่างไร เปรียบเทียบจากสี่โมเดล

โมเดลอังกฤษ: ระบบสองชั้น (Tiered System)

สหราชอาณาจักรน่าจะเป็นต้นแบบที่ผู้กำหนดนโยบายไทยอ้างถึงบ่อยที่สุด แต่ไทยกลับนำมาใช้ผิดวิธีที่สุดเช่นกัน

ระบบ “Crown Jewels” ของอังกฤษ ภายใต้ Broadcasting Act 1996 และดูแลโดย Ofcom แบ่งรายการคุ้มครองออกเป็นสองกลุ่ม:

Group A (เช่น โอลิมปิก ฟุตบอลโลกชายและหญิง FA Cup Final) ต้องถ่ายทอดสดเต็มรายการทาง free-to-air

Group B (เช่น Six Nations Rugby, Commonwealth Games) อนุญาตให้ pay TV ถือสิทธิ์เอ็กซ์คลูซีฟได้ แต่ต้องมี secondary coverage (ไฮไลต์ หรือถ่ายทอดดีเลย์) ทาง free-to-air

ที่สำคัญคือ Ofcom สามารถอนุญาตให้ pay TV ถ่ายทอด Group A แบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ หาก Ofcom เห็นว่า “broadcasters มีโอกาสจริงในการซื้อสิทธิ์ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม” (Squire Patton Boggs, 2022) กฎจึงทำงานเป็น process safeguard ไม่ใช่ absolute mandate

ภายใต้ Media Act 2024 ที่ Ofcom กำลังดำเนินการอยู่ในปี 2026 ระบบนี้จะขยายไปครอบคลุมบริการ on-demand ของ PSB, แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก และอินเทอร์เน็ตทุกประเภท (Ofcom, 2026) นี่คือการอัปเดตระบบให้ทันยุคดิจิทัล โดยไม่ทำลายแรงจูงใจของตลาด

โมเดลออสเตรเลีย: First-Refusal Right

ออสเตรเลียเลือกอีกแนวทางหนึ่งภายใต้ Broadcasting Services Act 1992 กลไก anti-siphoning ที่ห้าม pay TV ซื้อสิทธิ์ก่อนที่ free-to-air จะมีโอกาสซื้อ และรายการจะถูกถอดออกจากบัญชีโดยอัตโนมัติ 26 สัปดาห์ก่อนเริ่มแข่งขัน หาก free-to-air ไม่ซื้อ (Department of Infrastructure, Transport, Regional Development, Communications, Sport and the Arts, 2024)

กลไกนี้สำคัญมาก: มันบังคับให้ free-to-air มีสิทธิเลือกก่อน แต่ไม่บังคับให้ต้องซื้อ หาก free-to-air ตัดสินใจว่าราคาแพงเกินไป pay TV ก็เข้ามาแข่งขันได้ตามปกติ  ระบบจึงไม่ทำลายตลาดเหมือนกรณีไทย

ออสเตรเลียไปไกลกว่านั้นในปี 2024 ด้วยกฎหมาย Communications Legislation Amendment (Prominence and Anti-siphoning) Act 2024 ที่ขยายกลไกไปครอบคลุมบริการสตรีมมิ่ง (Department of Infrastructure et al., 2024)

ฟุตบอลโลกในรายการของออสเตรเลีย คุ้มครองเฉพาะ “นัดที่ทีมชาติออสเตรเลียลงแข่ง บวกกับนัดชิงชนะเลิศ” — ไม่ใช่ทุกนัด นี่คือการคุ้มครองที่สมเหตุสมผลกับความสนใจของชาติ

โมเดลเยอรมนี: คุ้มครองขั้นต่ำ

เยอรมนีน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะเป็นชาติฟุตบอลที่จริงจัง แต่กลับคุ้มครองรายการบอลโลกในขอบเขตที่จำกัดมาก ภายใต้ State Treaty for Modernization of the Media Order (2020) เยอรมนีปกป้องเฉพาะ “เกมเปิด เซมิไฟนัล และไฟนัลของฟุตบอลโลกและ Euro” โดยไม่คำนึงว่าเยอรมนีจะเข้าร่วมหรือไม่ (Anti-siphoning law, Wikipedia, 2026)

นี่คือบทเรียนสำคัญ: แม้แต่ประเทศที่ผูกพันกับฟุตบอลมากที่สุดในยุโรป ก็ยังไม่ทำตัวเป็นเด็กที่ไม่รู้จักประมาณตน เยอรมนีให้สังคมเข้าถึงนัดสำคัญทางวัฒนธรรม แต่ปล่อยให้ตลาดทำงานได้เกือบทั้งหมด

โมเดล EU AVMSD Article 14: ความยืดหยุ่นเชิงระบบ

Audiovisual Media Services Directive (AVMSD) ของ EU มาตรา 14 อนุญาตให้รัฐสมาชิกแต่ละประเทศกำหนด “events of major importance” ของตนเอง ผลคือบัญชีของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามวัฒนธรรมกีฬาท้องถิ่น

อิตาลีคุ้มครองบอลโลกครอบคลุมในขอบเขตที่ค่อนข้างกว้าง ออสเตรียคุ้มครองเฉพาะนัดที่ทีมชาติเล่นบวกนัดสำคัญ ไอร์แลนด์มีระบบ “qualifying broadcaster” ที่ผู้ถือสิทธิ์ต้องขายสิทธิ์ให้ broadcaster ที่ผ่านเกณฑ์ หรือไม่ก็งดถ่ายทอดเอง

หลักการร่วมที่สำคัญที่สุดคือ: ไม่มีประเทศใดในกลุ่มนี้บังคับว่าทั้ง 64 หรือ 104 นัดของฟุตบอลโลกต้องเป็นรายการคุ้มครอง ระดับการคุ้มครองสะท้อนระดับ cultural significance ที่แท้จริง

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การกีฬาในประเด็นนี้ ค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ในข้อสรุปหลายข้อ ที่ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่ค่อยหยิบมาอ่าน

ข้อค้นพบที่หนึ่ง: ค่าลิขสิทธิ์กีฬาเพิ่มขึ้นเพราะการแข่งขันระหว่าง pay TV และ free TV Solberg (2002) และ Gratton & Solberg (2007) ได้แสดงให้เห็นว่าหลังการ deregulation ของวงการ broadcasting ในยุโรปกลางทศวรรษ 1980 สิทธิ์กีฬาในยุโรปกลายเป็นตลาดผู้ขาย (sellers’ market) อย่างชัดเจน เมื่อสมาคมกีฬารวมตัวขายสิทธิ์แบบ collective selling

ข้อค้นพบที่สอง: การย้ายจาก free TV ไป pay TV ไม่ได้ทำให้รายได้เจ้าของกีฬาเพิ่มขึ้นเสมอไป งานวิจัยการย้ายการถ่ายทอดสด Handball-Bundesliga ของเยอรมนีจาก free TV ไป pay TV ในช่วงปี 2015-2018 แสดงให้เห็นว่า ผู้ชมรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่จำนวนการถ่ายทอดเพิ่มขึ้น (Meier, Konjer, & Leinwather, 2020) นี่คือ trade-off ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องชั่งระหว่าง maximizing exposure กับ maximizing media income

ข้อค้นพบที่สาม: ในตลาดที่ free TV ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบ ราคาสิทธิ์กีฬาถูกกดต่ำลง Hoehn & Kastrinaki (2012) พบว่าในประเทศที่ Public Service Broadcasting ถูกจำกัดความสามารถในการขายโฆษณา ราคาสิทธิ์กีฬาในตลาดนั้นจะต่ำกว่าตลาดที่ free TV เชิงพาณิชย์แข่งขันอย่างเสรี

ข้อค้นพบที่สี่: กรอบ welfare economics ดั้งเดิมของ Spence-Owen (1977) ชี้ว่า การเก็บเงินจากผู้ชมทีวีสร้าง welfare loss เพราะกีฬามีลักษณะเป็นสินค้าสาธารณะ public good (non-rivalrous) แต่งานต่อมาของ Holden (1993) ชี้ว่าหากไม่มีการเก็บเงินเลย ก็จะไม่มีแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเนื้อหาลงทุน ทำให้คุณภาพและปริมาณเนื้อหาลดลงในระยะยาว ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะกีฬาสมัยใหม่ การลงทุนเรื่องคุณภาพในการถ่ายทอดสดสูงมาก เพื่อสร้างมูลค่าให้กับกีฬา การส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ มีต้นทุนแทบทั้งสิ้น

ข้อสรุปทางวิชาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ: ระบบที่ดีต้องสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึง (access) กับแรงจูงใจตลาด (market incentives) ไม่ใช่เลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบสุดโต่ง

ทำไมไทยจึง “เจ็บตัว” ทุกครั้ง?

หากเราใช้กรอบที่กล่าวมาวิเคราะห์ไทย จะเห็นจุดบกพร่องเชิงระบบสามจุด ในกระบวนการ

จุดบกพร่องที่หนึ่ง: ขาด tiered system

ไทยใช้ระบบมี หรือ ไม่มี ไปเลย ระบบที่ต้องเลือกข้าง “all-or-nothing”  รายการอยู่ใน Must Have หรือไม่อยู่ ไม่มีพื้นที่กลางสำหรับ “บอลนัดสำคัญถ่ายทอดฟรี ส่วนนัดอื่นอยู่ pay TV” หรือ “ถ่ายทอดสดไม่ฟรี แต่ไฮไลต์ฟรี” ผลคือเอกชนต้องเลือก all-in (รับภาระทั้งหมด) หรือ stay-out (ไม่ลงทุน) ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า binary choice problem

จุดบกพร่องที่สอง: ผูก Must Have กับ Must Carry แบบบังคับ

ดังที่อธิบายแล้ว การที่สัญญาณ Must Have ต้องไหลผ่าน Must Carry ไปทุกแพลตฟอร์ม ทำลายโมเดลธุรกิจสมัยใหม่ที่แยกขาย platform rights  เอกชนจึงไม่กล้าเข้าตลาด

จุดบกพร่องที่สาม: ขาด first-refusal mechanism

ไทยไม่มีกลไกแบบออสเตรเลียที่ free-to-air ต้องตัดสินใจซื้อ/ไม่ซื้อภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ซื้อ pay TV ก็เข้ามาแทนได้ ไทยใช้แนวคิด “ถ้าใครซื้อมา ต้องเอาออกฟรี” ซึ่งทำให้ไม่มีใครยอมซื้อ ผลคือทุกครั้งที่ใกล้ฟุตบอลโลก รัฐต้องเป็นผู้รับซื้อในนาทีสุดท้ายด้วยราคาที่บีบไม่ได้ และต้องใช้กองทุนสาธารณะมาอุ้ม นี่ไม่ใช่ “นโยบายกีฬา” แต่คือ “นโยบายช่วยเหลือผู้ชมกีฬาด้วยภาษีของผู้ที่ไม่ได้ชม”

ส่วนที่ 6: ออกแบบ Win-Win ข้อเสนอเชิงนโยบายเชิงระบบ

ผมขอเสนอกรอบนโยบายที่อิงงานวิจัยและกรณีศึกษาสากล โดยแยกเป็นข้อเสนอตามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder-differentiated proposals) ซึ่งเป็นแนวทางที่งานวิจัย sport governance ในปัจจุบันยอมรับ

สำหรับ กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแล

หนึ่ง ปฏิรูประบบ Must Have ให้เป็น tiered system แบบอังกฤษ โดยแบ่งกลุ่ม A (ถ่ายทอดสดเต็ม) และกลุ่ม B (ไฮไลต์/ดีเลย์เพียงพอ) สำหรับกีฬาที่เหลือใน Must Have ฉบับใหม่

สอง decouple Must Have ออกจาก Must Carry โดยกำหนดว่ารายการ Must Have ต้องถ่ายทอดผ่านฟรีทีวีหลัก แต่ไม่จำเป็นต้องผ่านทุกแพลตฟอร์ม รายการอื่นในผังของฟรีทีวีก็ยังคงอยู่ใน Must Carry ตามปกติ

สาม เพิ่มกลไก first-refusal สำหรับรายการที่อาจยกระดับเข้า Must Have ในอนาคต เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง free-to-air และ pay TV

สำหรับ กกท. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายกีฬา

หนึ่ง อย่าทำตัวเป็นผู้ซื้อ default ของลิขสิทธิ์กีฬาที่รัฐไม่จำเป็นต้องอุ้ม กกท. ควรใช้งบประมาณกับการพัฒนาระบบกีฬาในประเทศ ไม่ใช่ค่าลิขสิทธิ์รายการที่คนไทยไม่ได้ลงแข่ง

สอง ผลักดันให้ฟุตบอลโลกหญิงและกีฬาที่ทีมชาติไทยมีโอกาสเข้ารอบ เป็น crown jewel แทน เช่น วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก ฟุตซอลชิงแชมป์โลก หรือมวยสากลโอลิมปิก ที่ไทยมีนักกีฬาคุณภาพและสร้างแรงบันดาลใจในระดับชาติ

สาม ใช้กรอบ SPLISS (Sports Policy factors Leading to International Sporting Success) ในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ โดย Pillar ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนนักกีฬาควรอยู่เหนือกว่า Pillar ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของผู้ชม

สำหรับเอกชนผู้สนใจลิขสิทธิ์

  • หนึ่ง ใช้โมเดล hybrid distribution ที่แยกระหว่าง premium pay package (ทุกนัด ทุกมุมกล้อง สถิติเชิงลึก) กับ free-to-air essentials (นัดสำคัญ ทีมยอดนิยม ไฮไลต์)
  • สอง เจรจา sub-licensing กับฟรีทีวี เพื่อกระจายความเสี่ยงและขยายฐานผู้ชม ซึ่งเป็นโมเดลที่ Discovery ทำกับ BBC ในกรณีโอลิมปิก แม้จะมีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง
  • สาม ลงทุนเชิงระยะยาว ในการสร้าง brand affiliation กับฟุตบอลระดับชาติ ไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกครั้งเดียวแล้วจบ

สำหรับรัฐบาลในยุค พ.ร.บ. กู้เงิน

นี่คือข้อเสนอที่อาจไม่เป็นที่ชื่นชอบในเชิงการเมือง แต่จำเป็นในเชิงการคลัง: ในสภาวะที่ต้องกู้เงิน รัฐควรงดเว้นการอุ้มลิขสิทธิ์กีฬาที่ไทยไม่ได้ลงแข่ง โดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือทางการคลัง และเพื่อไม่สร้างความคาดหวังที่ไม่ยั่งยืน หากจำเป็นต้องสนับสนุนจริง ๆ ให้ใช้กลไก matching fund ที่รัฐสนับสนุนไม่เกิน 30% ของค่าลิขสิทธิ์ และต้องมีเอกชนนำ ไม่ใช่รัฐนำเอกชนตาม

สิทธิทางวัฒนธรรมไม่ใช่สิทธิที่จะดูฟรีทุกอย่าง

ในตอนท้ายผมอยากตั้งคำถามทางปรัชญาเชิงนโยบาย: เราเข้าใจ “สิทธิทางวัฒนธรรม” ผิดหรือไม่?

สิทธิทางวัฒนธรรมในความหมายของ UNESCO และ ICCPR คือสิทธิในการเข้าถึงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชนและชาติของตน ไม่ใช่สิทธิในการดูทุกการแข่งขันระดับโลกฟรี ฟุตบอลโลกในมุมนี้คือ “วัฒนธรรมที่นำเข้า” ซึ่งการเข้าถึงเป็นเรื่องของ market access ไม่ใช่ cultural right ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาวงการกีฬาในประเทศ การสนับสนุนนักกีฬาท้องถิ่น การจัดการแข่งขันระดับชุมชน  สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็น “สิทธิทางวัฒนธรรม” ที่แท้จริง เพราะมันสร้างการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมกีฬาของไทย

หากเราหมกมุ่นกับการให้ประชาชน “ดู” กีฬาฟรี โดยไม่ได้ให้พวกเขา “เล่น” หรือ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของกีฬา เราก็ผลิตซ้ำสังคมที่ผู้ชมจำนวนมากแต่ผู้เล่นน้อย ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายของระบบกีฬาที่ยั่งยืน

ศิลปะของการ “ไม่เจ็บตัว” คือการเข้าใจตลาดและออกแบบกฎอย่างชาญฉลาด

ในยุคที่ประเทศกำลังจะกู้เงิน คำถามไม่ใช่ “เราจะดูบอลโลกฟรีได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบที่ทำให้คนไทยเข้าถึงกีฬาที่สำคัญต่อพวกเขาได้ โดยไม่ทำลายตลาดและไม่ผลาญเงินภาษี” นานาประเทศได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำได้  ผ่านระบบ tiered ของอังกฤษ first-refusal ของออสเตรเลีย และความระมัดระวังของเยอรมนี ทุกประเทศเหล่านี้คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของพลเมือง โดยไม่ทำตัวเป็นผู้อุ้มสุดท้ายแบบที่ไทยเคยเป็น

การถอดฟุตบอลโลกออกจาก Must Have เมื่อพฤษภาคม 2568 เป็นก้าวแรกที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอ เราต้องปฏิรูปทั้งระบบเพื่อให้รายการที่เหลือใน Must Have ไม่ตกอยู่ในกับดักเดียวกันอีก เมื่อโอลิมปิก 2028 หรือเอเชียนเกมส์ 2030 มาถึง

ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นบทพิสูจน์ หากตลาดทำงานได้ เอกชนจะเข้ามาประมูลในเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล และคนไทยจะได้ดูในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยไม่ต้องให้รัฐบาลอุ้ม หากตลาดไม่ทำงาน ก็จะเป็นบทเรียนว่าการปฏิรูปที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์ และต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงระบบต่อไป

แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ขอให้คนไทยอย่ามองการดูบอลโลกฟรีเป็น “สิทธิที่รัฐต้องจัดให้” เพราะรัฐที่ต้องอุ้มทุกอย่าง คือรัฐที่จะไม่มีปัญญาอุ้มสิ่งที่สำคัญกว่าในวันที่จำเป็น เหมือนดั่งตอนฟุตบอลโลกครั้งก่อน ที่รัฐต้องเอาเงินจากกองทุนไปอุ้ม จนทำให้นักกีฬาและสมาคมกีฬาต่างๆได้รับผลกระทบไปตามๆกัน จนถึงทุกวันนี้ เงินที่ควรจะใช้ในการพัฒนานักกีฬากลับไปลงกับ ค่าสิขสิทธิ์ในการชมฟุตบอลโลก คนที่ต้องรับกรรมก็คือ นักกีฬา สมาคมกีฬา ซึ่งผลนั้นก็ยังตามมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น ก่อนจะประชานิยม อะไรอาจจะต้องคิดให้รอบคอบสักนิด นึงนะครับ ไม่งั้น ดิจิทัลฟุตปริ้นท์ ตอนที่ท่านยกเลิกการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ จะตามมาหลอกหลอนพวกท่านอีกหลายปีเลยนะครับ แต่ถ้าท่านยังไม่เข็ด ท่านก็ทำต่อไปครับ เพราะอำนาจอยู่ในมือท่านแล้ว

เอกสารอ้างอิง

  • Department of Infrastructure, Transport, Regional Development, Communications, Sport and the Arts. (2024). Anti-siphoning scheme review. Australian Government. https://www.infrastructure.gov.au/media-communications-arts/television/anti-siphoning
  • Gratton, C., & Solberg, H. A. (2007). The economics of sports broadcasting. Routledge.
  • Hoehn, T., & Kastrinaki, Z. (2012). Broadcasting and sport: Value drivers of TV right deals in European football. City St George’s, University of London.
  • Holden, S. (1993). Network or pay-per-view? — A welfare analysis. Economics Letters, 42(2-3), 59-64.
  • Meier, H. E., Konjer, M., & Leinwather, M. (2020). German handball TV demand: Did it pay for the Handball-Bundesliga to move from free- to pay-TV? European Sport Management Quarterly.
  • Ofcom. (2026, January). Statement: Listed events – Implementing the Media Act 2024. Office of Communications.
  • ราชกิจจานุเบกษา. (2568, 16 พฤษภาคม). ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (ฉบับที่ 2).
  • Solberg, H. A. (2002). The economics of television sports rights: Europe and the US — A comparative analysis. Norsk Medietidsskrift, 9(2), 57-79.
  • Spence, M., & Owen, B. (1977). Television programming, monopolistic competition, and welfare. Quarterly Journal of Economics, 91(1), 103-126.
  • Squire Patton Boggs. (2022). Changes to the “crown jewel” sports events amid UK broadcasting review: An updated analysis of the UK’s Listed Events Regime. Sports Shorts.
  • ทองมีนสุข, ส. (2565, พฤศจิกายน). ถอดบทเรียนลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022: ปัญหาจาก must have, must carry และการจัดสรรสิทธิของรัฐที่ขาดการแข่งขัน. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI).

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดงานเขียนเชิงนโยบายกีฬาบน sirichet.com ที่มุ่งวิเคราะห์ประเด็นโครงสร้างของวงการกีฬาไทยด้วยมุมมองวิชาการ

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment