เส้นว่างระหว่างบรรทัด: กีฬากับการพัฒนาเยาวชน

ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปฟัง Workshop  ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร “จิตแกร่งเหนือเกม Ep.2 ตอน The Resilience ล้มแล้วลุก” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สมาคมกีฬามิกซ์มาเชี่ยลอาร์ตแห่งประเทศไทย (TAMMA) ONE Championship และคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับเกียรติจาก อ.ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มศว เป็นวิทยากรหลัก

หัวข้อที่บรรยายไม่ใช่เรื่องเทคนิคการต่อสู้ ไม่ใช่เรื่องโภชนาการนักกีฬา และไม่ใช่เรื่องการเตรียมร่างกายเพื่อชัยชนะ  แต่เป็นเรื่องที่อาจสำคัญกว่าทั้งหมดที่กล่าวมา คือ “การเปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นพลังบวก” ผ่านการปรับ mindset การประยุกต์หลักจิตวิทยาการกีฬา และที่ทำให้ Workshop ครั้งนี้แตกต่าง คือการผสมผสานปรัชญาโอลิมปิก (Olympism) เข้าไปในกระบวนการสร้างนักสู้ที่แท้จริง

ระหว่างที่ฟังบรรยาย ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเรื่องเหล่านี้ถึงไม่เคยถูกสอนในระบบกีฬาเยาวชนของเรา ทำไมเราจึงต้องรอจนนักกีฬาโตขึ้นมา ก้าวขาเข้าสู่เวทีระดับอาชีพ ถึงจะมาเรียนรู้สิ่งที่ควรเป็น “พื้นฐาน” ตั้งแต่วันแรกที่จับนวม วันแรกที่ก้าวเท้าขึ้นเสื่อ หรือวันแรกที่ลงสนาม

นี่คือจุดเริ่มต้นของบทความนี้  บทความว่าด้วย “เส้นว่างระหว่างบรรทัด” ของวงการกีฬาไทย สิ่งที่หายไประหว่างคำว่า “ชนะ” กับ “แพ้” สิ่งที่ควรถูกเขียนไว้ แต่กลับถูกปล่อยให้ว่างเปล่ามาตลอดหลายทศวรรษ

Workshop ที่ไม่ได้สอนแค่เรื่องการชนะ

Workshop “จิตแกร่งเหนือเกม” มีโครงสร้างที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ คือไม่ได้นำเสนอเพียงทฤษฎี แต่ใช้กรณีศึกษาจากนักกีฬาตัวจริง ทั้งนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ และนักกีฬา รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬา ที่เคยล้มลงในเส้นทางอาชีพ  ทั้งจากการบาดเจ็บ ความพ่ายแพ้ที่สาธารณชนเห็น แรงกดดันจากสปอนเซอร์ สื่อสังคมออนไลน์ น้ำหนักของความคาดหวังจากครอบครัว และความเงียบที่ตามมาเมื่อทุกคนหันหน้าหนี

อีกทั้งยังได้ฝึกปฏิบัติทักษะทางจิตวิทยาในหลายมิติ ทั้งการพูดกับตัวเอง (self-talk) การจัดการอารมณ์หลังพ่ายแพ้ การให้ความหมายใหม่กับความล้มเหลว (cognitive reappraisal) และการสร้างกรอบคิดแบบเติบโต (growth mindset) ตามแนวคิดของ Carol Dweck ที่ชี้ว่า ความสามารถของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่พัฒนาได้ผ่านความพยายามและการเรียนรู้จากความผิดพลาด

แต่สิ่งที่ทำให้ Workshop นี้แตกต่างจากการอบรมจิตวิทยาการกีฬาทั่วไป คือการที่ อ.ดร.พิชิต ได้สานเอาปรัชญาโอลิมปิกเข้ามาเป็นแกนกลาง ไม่ใช่แค่พูดถึง “เทคนิคการคิดบวก” แบบที่หลายคอร์สนิยมขายกัน แต่พูดถึงรากฐานทางคุณค่า ว่าทำไมการล้มแล้วลุกถึงสำคัญ และเหตุใดมันถึงเป็นหัวใจของกีฬามาตั้งแต่ยุคโบราณ

ที่สำคัญ ONE Championship ในฐานะองค์กรกีฬาต่อสู้ระดับโลก เลือกที่จะลงทุนกับโครงการแบบนี้  โครงการที่ “ไม่ขายตั๋ว” ไม่ใช่ event ที่ปรากฏในไฟสปอตไลต์ แต่เป็นพื้นที่เงียบของการสร้างคน นี่คือเรื่องที่หายากในวงการกีฬาอาชีพปัจจุบัน ที่มักถูกครอบงำด้วยตรรกะของ spectacle และการตลาด การที่ ONE มาร่วมมือกับสมาคมกีฬาและสถาบันการศึกษา จึงเป็นสัญญาณที่น่าจะถูกขีดเส้นใต้ไว้ในประวัติศาสตร์กีฬาต่อสู้ของไทย

ปรัชญาโอลิมปิก: คุณค่าที่หายไปจากตำราเรียนพลศึกษา

ปิแอร์ เดอ คูแบร์แตง (Pierre de Coubertin) ผู้ฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่ในปี ค.ศ. 1896 เคยกล่าวประโยคที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดประโยคหนึ่งในประวัติศาสตร์กีฬาว่า

“สิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขันโอลิมปิกไม่ใช่การได้ชัยชนะ แต่คือการได้เข้าร่วมการแข่งขัน เช่นเดียวกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี”

ประโยคนี้ฟังดูคล้ายคำปลอบใจทั่วไปสำหรับคนที่ไม่ได้เหรียญ แต่หากอ่านอย่างจริงจัง มันคือคำประกาศปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก คูแบร์แตงต้องการบอกว่า กีฬาไม่ใช่เครื่องมือผลิตผู้ชนะ แต่เป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์  สิ่งที่เราเรียกในภาษาวิชาการว่า “Olympism” ซึ่งประกอบด้วยสามคุณค่าหลัก ได้แก่ ความเป็นเลิศ (Excellence) มิตรภาพ (Friendship) และ ความเคารพ (Respect)

ความเป็นเลิศ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเป็นที่หนึ่งของรายการ การเป็นแชมป์ หรือการได้รับการยอมรับ แต่คือการเป็นเลิศในเส้นทางของตน คือการพยายามอย่างซื่อตรงต่อกระบวนการ ไม่ใช่ต่อรางวัล

มิตรภาพ หมายถึงการเห็นคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมเส้นทาง ไม่ใช่ศัตรู และเห็นกีฬาเป็นภาษากลางที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามวัฒนธรรม ซึ่งอะคิลลิส อุปนายกของสมาคมได้เล่าให้ฟังในช่วงที่มีการสัมภาษณ์ ว่า ในเกมกีฬา มันต้องมีคนหนึ่งที่ชนะ และคนหนึ่งที่แพ้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การได้เรียนรู้จากเพื่อนใหม่ ในเกมการแข่งขัน ซึ่งทุกวันนี้ เขาก็มีเพื่อนมากมาย ที่เกิดจากวงการกีฬานั่นเอง

ความเคารพ ครอบคลุมทั้งความเคารพต่อตนเอง ต่อคู่แข่ง ต่อกฎกติกา ต่อกรรมการ และต่อร่างกายของเรา ไม่เอาตัวเองไปแลกกับชัยชนะที่จะทำให้เราเสียความเคารพในตนเอง ไม่เทคนิค กลโกงที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เป็นต้น

แต่เมื่อเรามองกลับมาที่ระบบกีฬาเยาวชนไทย คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ: เด็กไทยที่เริ่มจับกีฬาตั้งแต่ระดับประถม เคยได้ยินชื่อปิแอร์ เดอ คูแบร์แตงไหม เคยถูกบอกเล่าถึงสามคุณค่าของ Olympism หรือเปล่า หรือสิ่งที่พวกเขาได้รับ คือการถูกเตือนซ้ำๆ ว่า “ห้ามแพ้” “ต้องเหรียญทอง” “พลาดไม่ได้” จนกระทั่งกีฬากลายเป็นภาระ มากกว่าเป็นพื้นที่แห่งการเติบโต

“Fairplay” บทประพันธ์ที่ควรกลับมาอยู่ในแบบเรียนพลศึกษา

ในประเทศไทย เรามีบทประพันธ์อันทรงคุณค่าชิ้นหนึ่งที่ผมเชื่อว่าควรกลับมาอยู่ในแบบเรียนพลศึกษาทุกชั้น คือบทกลอน “Fairplay” โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) บิดาแห่งการพลศึกษาไทย

โปรดหัดให้ฉันรู้จัก รักษากติกาการเล่น เพื่อฉันจักได้ไม่เป็น คนเห็นแก่ตัวชั่วช้า

อนึ่งให้ฉันพ้นจาก อยากได้ดาวเดือนเหมือนบ้า หรือเฝ้าแต่บีบน้ำตา

เรียกหาลูกปี๊บแตกแล้ว อนึ่งรักกับหลงต่างกัน ให้ฉันอยากได้คล่องแคล่ว

รักคือแสงสว่างพรายแพรว หลงแล้วมืดมนอนนธกาล

ให้ฉันเปี่ยมด้วยความรัก หักห้ามความหลงเห่อร่าน

ถ้าฉันต้องจักทนทาน ให้ฉันชื่นบานอดทน นิดชมหน่อยชมสมเป็น

บ้ายอบ่เห็นเป็นผล ผิดกับสรรเสริญคุณคน โปรดฝนฝึกฉันช่ำชอง

อนึ่งโปรดหัดให้ฉันเชี่ยว ในเชิงชิงชัยทั้งผอง

แต่ครั้นถึงคราวฉันต้อง พ่ายแพ้ให้ฉันแพ้เป็น

ลองอ่านอีกครั้งช้าๆ และสังเกตว่าทุกวรรคของบทประพันธ์นี้ ไม่ได้พูดถึง “การเอาชนะคู่แข่ง” เลยแม้แต่บรรทัดเดียว สิ่งที่บทประพันธ์ขอ คือ “การชนะใจตนเอง”

  • ขอให้ “ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว” คือการไม่ทำลายจุดยืนของตนเองเพื่อแลกกับชัยชนะ
  • ขอให้ “พ้นจากการอยากได้ดาวเดือนเหมือนบ้า”  คือการไม่ตกเป็นทาสของความหลงในเกียรติยศ
  • ขอให้ “แยกแยะระหว่างรักกับหลง”  คือการรักกีฬาในฐานะกระบวนการพัฒนา ไม่ใช่หลงในผลตอบแทน
  • ขอให้ “ทนทานและชื่นบาน”  คือ resilience ที่ไม่ทำให้เราแข็งกระด้าง แต่ยังเปี่ยมด้วยความเบิกบานในใจ
  • ขอให้ “ไม่บ้ายอ”  คือไม่หวั่นไหวกับคำชม และเข้าใจว่าคำสรรเสริญที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนคุณงามความดี
  • และที่สำคัญที่สุด: “ครั้นถึงคราวฉันต้องพ่ายแพ้ ให้ฉันแพ้เป็น”

ประโยคสุดท้ายนี้ คือหัวใจของบทประพันธ์ทั้งบท  เป็นคำขอที่ลึกซึ้งที่สุดที่นักกีฬาคนหนึ่งจะกล่าวได้

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีไม่ได้บอกให้ตนเอง “ชนะตลอดไป” ไม่ได้ขอให้ตนเอง “เก่งที่สุด” และไม่ได้ขอให้ตนเอง “หลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้”  ท่านเข้าใจดีว่าความพ่ายแพ้คือสิ่งที่ไม่อาจหลีกพ้น สิ่งที่ขอได้คือ “เมื่อต้องแพ้ ขอให้แพ้เป็น” นี่คือสาระของกีฬาที่บิดาแห่งพลศึกษาไทยพยายามฝากไว้ และเป็นสิ่งที่เราหลงลืมไปนานแล้ว

“แพ้ให้เป็น”  ทักษะที่หายไปของนักกีฬาไทย

สังคมไทยฝึกเด็กให้ “ชนะเป็น” แต่ไม่เคยฝึกให้ “แพ้ให้เป็น”

เราอวยเด็กที่ได้เหรียญ เราโพสต์ภาพเด็กที่ขึ้นโพเดียม เราจัดงานเฉลิมฉลองเด็กที่กลับมาพร้อมรางวัล แต่เราไม่เคยมีพื้นที่ให้กับเด็กที่กลับมาพร้อมความผิดหวัง เด็กเหล่านั้นมักถูกบ่นจากผู้ใหญ่ ถูกเปรียบเทียบกับเพื่อน ถูกตำหนิว่า “ทำไมไม่พยายามมากกว่านี้” และถูกปล่อยให้แบกความผิดอย่างเงียบๆ จนหลายคนเลือกออกจากเส้นทางกีฬาไปอย่างเจ็บปวด  โดยที่ผู้ใหญ่ในบ้าน ในโรงเรียน หรือในสมาคม ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจของเด็กคนนั้น

แต่ในความเป็นจริง ความพ่ายแพ้คือ ครู ที่ดีที่สุดของกีฬา และไม่ใช่ครูที่หาที่ไหนก็ได้  มันคือครูที่มีลักษณะเฉพาะที่ไม่มีในห้องเรียนทั่วไป

ในมิติของจิตวิทยาพัฒนาการ การฝึก “แพ้เป็น” คือการฝึกทักษะหลายอย่างพร้อมกัน ทั้ง

  • การควบคุมอารมณ์ (emotion regulation)  เรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวัง โกรธ ไม่กดทับมัน แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันครอบงำ
  • การมองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง (cognitive reappraisal)  เรียนรู้ที่จะถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” แทนที่จะถามว่า “ทำไมเป็นฉัน”
  • ความอ่อนน้อมต่อกระบวนการเรียนรู้ (intellectual humility) ยอมรับว่าตนเองยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก
  • ความสามารถในการกลับมาเริ่มใหม่ (resilience)  ไม่ใช่ความสามารถในการ “ไม่เจ็บ” แต่คือการที่เจ็บแล้วยังเดินต่อได้

ทักษะทั้งหมดนี้ ไม่สามารถสอนได้ผ่านการบรรยาย แต่ต้องผ่านประสบการณ์ตรง  และกีฬาคือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการให้เด็กได้พบกับความล้มเหลวภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ที่เข้าใจ ไม่มีพื้นที่ใดในชีวิตที่ให้เด็ก “ฝึกแพ้” ได้ดีเท่าสนามกีฬา เพราะมันเป็นความล้มเหลวที่ไม่ลามไปทำลายอนาคตการศึกษา ไม่ลามไปกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว และไม่ลามไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ — เป็นความล้มเหลวที่อยู่ในวงเล็บ ที่ออกแบบมาเพื่อสอน

แต่ปัญหาคือ ผู้ใหญ่ไทยจำนวนมาก รวมถึงโค้ช ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหารกีฬา  ไม่เคยถูกสอนเรื่องนี้เช่นกัน เราจึงตกอยู่ในวงจรปิดที่ส่งต่อความไม่เข้าใจจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยถูกสอนให้ “แพ้เป็น” จึงสอนเด็กไม่ได้ และเด็กที่โตขึ้นมาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สอนไม่เป็นต่อไป

IMG 9950

วงจรของแรงจูงใจภายนอก: เมื่อรางวัลกลายเป็นเป้าหมาย

จุดที่ผมรู้สึกว่าเป็นวิกฤตเงียบในวงการกีฬาเยาวชนไทย คือการพึ่งพา “แรงจูงใจภายนอก” (extrinsic motivation) มากจนเกินไป จนสร้างเด็กที่ไม่รู้ว่าตนเองเล่นกีฬาเพื่ออะไร

เงินอัดฉีดจากภาครัฐ เงินรางวัลจากเอกชน ทุนการศึกษาที่ผูกกับเหรียญ การเป็นข่าวพาดหัว การได้รับการยอมรับจากครอบครัวต่อเมื่อชนะเท่านั้น  ทั้งหมดนี้กลายเป็นโครงสร้างที่บีบให้เด็กมองเห็นกีฬาเป็นเพียง “เครื่องมือ” สู่บางสิ่งภายนอก ไม่ใช่ “เป้าหมาย” ในตัวมันเอง

ในทฤษฎีการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory) ของ Deci และ Ryan การเล่นกีฬาที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจภายนอกเพียงอย่างเดียว มีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่ภาวะ burnout การเลิกเล่นก่อนวัยอันควร และความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกิจกรรมทางกายในระยะยาว ในขณะที่การเล่นที่มีแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) คือเล่นเพราะรัก เพราะอยากพัฒนา เพราะเห็นคุณค่าในตัวกระบวนการ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางจิตใจที่ยั่งยืนกว่ามาก ไม่ว่าจะวัดด้วย well-being การคงอยู่ในกีฬา หรือการกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีกิจกรรมทางกายตลอดชีวิต

แต่ในประเทศไทย เราออกแบบระบบเพื่อให้รางวัลเป็นใหญ่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนเด็กหลายคนไม่เคยรู้จักความรู้สึกของการ “เล่นเพราะรัก” เลยตลอดเส้นทาง  และเมื่อเขาเลิกได้รางวัล หรือเมื่อร่างกายไม่อำนวยให้แข่งขันต่อ เขาก็จะเลิกกีฬาไปด้วย เพราะกีฬาในความหมายของเขาเหลือเพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่แลกมาด้วยเหรียญรางวัล

นี่คือต้นทุนที่ระบบไม่เคยพูดถึง  ต้นทุนของเด็กนับหมื่นที่ครั้งหนึ่งเคยรักกีฬา แต่กลับเดินออกจากสนามไปอย่างเงียบๆ พร้อมความเชื่อที่ว่า “ฉันไม่เก่งพอ”

สิ่งที่ Workshop “จิตแกร่งเหนือเกม” กำลังพยายามแก้

นี่คือเหตุผลที่ผมรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ONE Championship ที่ริเริ่มโครงการนี้ และต่อ อ.ดร.พิชิต ที่ใช้ความเชี่ยวชาญของตนพากลับมาสู่รากฐานของปรัชญาโอลิมปิก

Workshop ครั้งนี้ไม่ได้สอนเทคนิคการชนะ ไม่ได้สอนวิธี “เพิ่มประสิทธิภาพ” หรือ “ลดสภาวะโช๊คภายใต้ความกดดัน choke under pressure” แบบที่นักจิตวิทยาหลากหลายคนทำกัน แต่กำลังพยายามเติม “เส้นว่างระหว่างบรรทัด” ที่หายไปจากการศึกษากีฬาของเรา  คือการสอนให้เข้าใจคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขัน

นี่คือวิธีคิดที่ตรงกับสิ่งที่ Olympic Movement พยายามผลักดันมาตลอดศตวรรษ คือการมองว่า กีฬาเป็น “ครู” ของชีวิต ไม่ใช่ “เวที” สำหรับการแสดงผลงาน

และมันยังตรงกับสิ่งที่กีฬาต่อสู้สอนมาตั้งแต่โบราณ  ทั้งมวยไทย มวยปล้ำ ยูโด ยูยิตสู และ MMA  คือการที่ผู้เล่นต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้บนเสื่อ ในกรง บนสังเวียน ครั้งแล้วครั้งเล่า การล้มลงไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่คือธรรมชาติของกระบวนการ และคนที่จะเดินบนเส้นทางนี้ได้ ต้องเป็นคนที่ “แพ้เป็น” ก่อนจะเป็นคนที่ “ชนะเป็น”

ในกีฬาต่อสู้ ไม่มีนักสู้ระดับโลกคนใดที่ไม่เคยแพ้  และคนที่ขึ้นถึงระดับสูงสุด ล้วนเป็นคนที่ใช้ความพ่ายแพ้เป็นวัตถุดิบในการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ นี่คือบทเรียนที่กีฬาต่อสู้สามารถถ่ายทอดให้กับเยาวชนไทยได้ดีกว่ากีฬาประเภทอื่นใด หากเราสามารถออกแบบกระบวนการพัฒนาที่จับเอาคุณค่านี้มาเป็นแกนกลาง

IMG 9967

เส้นว่างที่ต้องเติมในระบบกีฬาเยาวชนไทย

หากเราเชื่อจริงว่า กีฬาคือเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเก็บเหรียญ มีหลายเรื่องที่ระบบกีฬาเยาวชนไทยจำเป็นต้องทบทวน

ประการแรก หลักสูตรพลศึกษาในโรงเรียน ควรกลับมาให้น้ำหนักกับปรัชญาโอลิมปิกอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงสอนพิธีกรรม การเชิญธง หรือชื่อเหรียญ แต่ต้องสอนแก่นของ Olympism คือ Excellence-Friendship-Respect รวมถึงนำบทประพันธ์ Fairplay ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กลับมาเป็นเนื้อหาหลัก ไม่ใช่ของประดับ

ประการที่สอง การพัฒนาบุคลากรกีฬา  ทั้งโค้ช ครู และผู้ปกครอง  ต้องครอบคลุมเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกและการสร้างวัฒนธรรมการแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่เทคนิคการฝึก เพราะเด็กจะ “แพ้เป็น” ได้ ก็ต่อเมื่อมีผู้ใหญ่ที่ “อยู่กับเขาตอนแพ้” อย่างเข้าใจ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่หายไปทุกครั้งที่เด็กไม่ได้เหรียญ

ประการที่สาม โครงสร้างการให้รางวัลและทุนสนับสนุน ควรมีพื้นที่สำหรับ “กระบวนการพัฒนา” ไม่ใช่เพียง “ผลลัพธ์ปลายทาง” สมาคมกีฬาในประเทศที่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การกีฬา เริ่มหันมาให้ทุนแบบที่พิจารณา learning trajectory ของนักกีฬา ไม่ใช่เพียงเหรียญรางวัลที่เพิ่งคว้ามา

ประการที่สี่ วงการกีฬาอาชีพและสื่อ ควรร่วมรับผิดชอบในการเล่าเรื่อง “การแพ้อย่างสง่างาม” ให้กลายเป็น narrative หลัก ไม่ใช่เพียงเสริม การที่ ONE Championship ซึ่งเป็นเวทีการต่อสู้ระดับโลก เลือกลงทุนกับ Workshop เรื่องการล้มแล้วลุก คือตัวอย่างที่ดีของการใช้พลังของแบรนด์เพื่อพัฒนาวงการ และขอขอบคุณมวยสยาม และสยามกีฬาที่ช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ ไปยังผู้ที่สนใจ แม้มันอาจจะยากที่จะเข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง ถ้าเราไม่หยุดความพยายาม เรื่องเหล่านี้ จะกลับมาเบ่งบานในสังคมไทยอย่างแน่นอน

ประการสุดท้าย สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะคณะพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬา ต้องไม่จำกัดบทบาทของตนอยู่เพียงการผลิตงานวิจัยใน Q1 หรือฝึกครูพลศึกษา แต่ต้องเป็นพื้นที่ทางปัญญาในการตั้งคำถามต่อระบบกีฬาของชาติ Workshop ครั้งนี้ที่จัดร่วมกับ มศว คือตัวอย่างของบทบาทที่สถาบันการศึกษาควรเล่นมากขึ้น

 

คุณค่าที่ไม่ได้อยู่บนโพเดียม

ระหว่างเดินกลับจาก Workshop วันนั้น ผมหวนกลับมาคิดถึงสาระที่ได้รับฟัง  ความล้มเหลวไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ลึกที่สุด

ประโยคนี้อาจฟังเป็นวลีคุ้นหู แต่ในบริบทของการต่อสู้ที่ใช้ทั้งร่างกายและจิตใจอย่าง MMA มันมีน้ำหนักที่แตกต่างออกไป

เพราะในกรงต่อสู้ ความล้มเหลวคือสิ่งที่มองเห็นชัดเจนต่อหน้าผู้คนนับล้าน ไม่มีที่ซ่อน ไม่มีข้อแก้ตัว และคนที่ผ่านความล้มเหลวเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังลุกขึ้นมาได้ คือคนที่เข้าใจกีฬาในระดับที่ลึกกว่าคำว่า “ชัยชนะ”

  • นี่คือสิ่งที่กีฬาต่อสู้สอนเราได้ และเป็นสิ่งที่เราควรส่งต่อให้กับเยาวชนไทย ไม่ใช่ในฐานะนักกีฬา แต่ในฐานะมนุษย์
  • ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเลิกถามคำถามว่า “ลูกเราคว้าเหรียญอะไรมา” และเริ่มถามว่า “ลูกเราเรียนรู้อะไรจากการแข่งขันครั้งนี้”
  • ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเลิกตัดสินคุณค่าของเด็กจากผลแพ้ชนะ และเริ่มเห็นคุณค่าที่อยู่ใน “ระยะทาง” ที่เขาเดินผ่าน
  • ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะเลิกซื้อชัยชนะของเด็กด้วยเงินอัดฉีด และเริ่มลงทุนกับการสอนให้เขา “แพ้เป็น”

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะกลับไปอ่านบทประพันธ์ Fairplay ของบิดาแห่งพลศึกษาไทยอย่างจริงจัง และยอมรับว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้เมื่อเกือบศตวรรษก่อน ยังเป็นบทเรียนที่เราคนรุ่นนี้ยังไม่ได้เรียน

เส้นว่างระหว่างบรรทัดของวงการกีฬาไทย ไม่ได้ว่างเพราะไม่มีอะไรจะเขียน แต่ว่างเพราะเราเลือกที่จะไม่เขียน เราเลือกที่จะเก็บเฉพาะบรรทัดที่พูดถึง “เหรียญ” “ชัยชนะ” และ “อันดับโลก” ในขณะที่บรรทัดอื่นๆ ที่ควรอยู่เคียงคู่กัน  เรื่องของการแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี การเคารพคู่แข่ง การชนะใจตนเอง  ถูกปล่อยให้เป็นช่องว่างที่ไม่มีใครรับผิดชอบเขียน

วันนี้ ผมหวังว่า Workshop “จิตแกร่งเหนือเกม” จะเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำหมึกหยดแรก ที่จะค่อยๆ เติมเต็มเส้นว่างเหล่านั้นและหวังว่าวันหนึ่ง เด็กไทยทุกคนที่จับนวม จับลูกบอล หรือก้าวขึ้นบนเสื่อ จะได้รับการสอนตั้งแต่วันแรกว่า  กีฬาไม่ใช่เครื่องมือไล่ล่าเหรียญ แต่คือพื้นที่ที่ทำให้เราได้พบกับมนุษย์ที่ดีที่สุดในตัวเอง ทั้งในวันที่เราชนะ และในวันที่เราแพ้

บทความโดย ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์
นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาเชี่ยลอาร์ตแห่งประเทศไทย (TAMMA)
คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ขอขอบคุณ

  • อ.ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะวิทยากร
  • ONE Championship สำหรับวิสัยทัศน์และการสนับสนุนโครงการพัฒนาเยาวชนผ่านกีฬาต่อสู้
  • คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สำหรับการเป็นเจ้าภาพและร่วมจัด Workshop
  • เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) บิดาแห่งพลศึกษาไทย ผู้ฝากบทประพันธ์ “Fairplay” ไว้ให้คนรุ่นหลัง  แม้เกือบศตวรรษผ่านไป สาระที่ท่านเขียนไว้ยังคงเป็นเข็มทิศที่วงการกีฬาไทยจำเป็นต้องกลับมามอง

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment