เด็กไทยเก่งตอนเล็ก หายไปไหนตอนโต: คำตอบจากกรอบ LTAD และ SPLISS

ภาคต่อจาก “เมื่อชีวกลศาสตร์เดินกลับเข้าห้องเรียนพลศึกษา

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ผมตอบคำถามเรื่อง พลศึกษา กับ การเคลื่อนไหว ไปแล้ว และผมได้รับคำถามจากผู้ปกครองเด็ก ท่านหนึ่งที่ตรงประเด็นและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน คำถามนั้นมีใจความว่า “เด็กไทยวัยเด็กมีผลงานดี สามารถสู้กับต่างชาติได้เกือบทุกประเภทกีฬา แต่พอโตขึ้นเป็นวัยรุ่น จนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ การแข่งขันแทบจะอยู่กันคนละระดับ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่มาจากการขาดทักษะพื้นฐานในการเคลื่อนไหวใช่ไหมครับ”

คำถามนี้สรุปปรากฏการณ์ที่คนทำงานวงการกีฬาไทยทุกคนเห็นมาหลายทศวรรษ เด็กไทยอายุ 8-12 ปี คว้าแชมป์เอเชีย แชมป์โลกเยาวชน ได้บ่อยครั้งจนกลายเป็นข่าวประจำ  แต่เมื่อเด็กเหล่านั้นโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ชื่อก็เริ่มหายไปจากเวทีนานาชาติ และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ช่องว่างกับนักกีฬาประเทศอื่นกลายเป็นเหวลึกที่หลายคนยอมรับว่ายากเกินจะข้าม

คำตอบสั้นๆ ของผมต่อคำถามนี้คือ  ใช่ คุณเข้าใจถูก แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว บทความนี้จะอธิบายอีกครึ่งหนึ่งที่หายไป โดยใช้กรอบเชิงทฤษฎีสองกรอบที่เป็นมาตรฐานสากล คือกรอบ Long-Term Athletic Development (LTAD) สำหรับวิเคราะห์ระดับจุลภาคของพัฒนาการนักกีฬารายบุคคล และกรอบ SPLISS (Sports Policy Factors Leading to International Sporting Success) สำหรับวิเคราะห์ระดับมหภาคของระบบนโยบายชาติ เมื่อนำสองกรอบมาวางทับกันบนสถานการณ์ของไทย ภาพที่ปรากฏจะชัดเจนขึ้น และที่สำคัญ จะชี้ให้เห็นว่าจุดไหนคือจุดที่เราสามารถลงมือแก้ไขได้จริงในวันพรุ่งนี้

ltad poster

ปรากฏการณ์ที่มีชื่อเรียก: สมรรถนะติดดอย Performance Plateau และ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของวัยรุ่นลดลง Adolescent Performance Decay

ก่อนที่จะวิเคราะห์สาเหตุ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าปรากฏการณ์ที่เราเห็นในไทยไม่ได้เกิดเฉพาะที่นี่ ในการศึกษาที่ผ่านมาหลายงานวิจัยและพัฒนานักกีฬา เราเรียกปรากฏการณ์นี้ด้วยหลายชื่อ บ้างก็เรียก “Performance Plateau Phenomenon” คือการที่นักกีฬาเข้าสู่ช่วงคงที่ทางผลงานก่อนถึงระดับสูงสุด บ้างก็เรียก “Adolescent Performance Decay” คือการที่ผลงานลดลงในช่วงวัยรุ่น และในการศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนานักกีฬาระยะยาว LTAD ของแคนาดา Higgs, Balyi และ Way ใช้คำว่า “Skill Hungry Children” เพื่ออธิบายเด็กที่เข้าสู่ช่วงพัฒนาขั้นสูงโดยไม่มีทักษะพื้นฐานเพียงพอ

กลไกของปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้เป็นสามขั้น

ขั้นแรก ในช่วงปฐมวัยถึงประถมต้น เด็กไทยทุกคนได้รับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “growth advantage” คือร่างกายที่ยังเล็ก ความเร็วในการเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่สูงตามธรรมชาติของช่วงวัย และระบบประสาทที่ยังยืดหยุ่นมาก ในช่วงนี้ความสำเร็จในกีฬามาจาก “ความสามารถดิบ” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด บวกกับการฝึกซ้อมพื้นฐานเพียงเล็กน้อย เด็กที่มีพรสวรรค์ในช่วงนี้จึงสามารถเอาชนะคู่แข่งจากประเทศอื่นที่มีอายุเท่ากันได้ไม่ยาก ผลคือชัยชนะระดับนานาชาติของเด็กไทยอายุ 8-12 ปี

ขั้นที่สอง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ปัจจัยสามอย่างเปลี่ยนพร้อมกัน สิ่งแรกคือ growth advantage หายไปเพราะคู่แข่งโตทันแล้ว ปัจจัยที่สองคือกีฬาที่เล่นเริ่มต้องการความซับซ้อนทางเทคนิคและยุทธวิธีที่สูงขึ้นมาก ปัจจัยาสุดท้ายคือ สิ่งที่ Balyi และ Hamilton เรียกว่า “Window of accelerated motor coordination” ในช่วงอายุ 8-12 ปี ปิดไปแล้ว สิ่งที่ไม่ได้ฝังรากในช่วงนั้นจะฝังภายหลังได้ยากกว่ามาก แม้ว่างานวิจัยล่าสุดของ Lloyd และ Oliver ในการศึกษาเกี่ยวกับ Youth Physical Development Model จะแสดงให้เห็นว่าทักษะส่วนใหญ่ “ฝึกได้ตลอดวัย” แต่ก็ยอมรับว่าประสิทธิภาพและขนาดของการพัฒนาในแต่ละช่วงวัยต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ขั้นที่สาม เด็กที่ผ่านระบบ FUNdamentals และ Learn to Train อย่างเป็นระบบในแคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลี เริ่มแซงหน้าเด็กไทยไปอย่างเงียบๆ พวกเขามาด้วยรากฐานทักษะที่กว้างกว่าจึงสามารถ “ต่อยอด” ความซับซ้อนได้รวดเร็ว ขณะที่เด็กไทยต้องไปแก้พื้นฐานในขณะเดียวกับที่ต้องฝึกเทคนิคขั้นสูงพร้อมกัน ผลคือพัฒนาการช้าลง บาดเจ็บเพิ่มขึ้น และเกิด burnout ก่อนถึงจุดที่ควรจะ peak เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ช่องว่างนี้กลายเป็นเหวลึก

นี่คือกลไกที่อธิบายว่า “ทำไมเด็กไทยเก่งตอนเล็ก แล้วหายไปตอนโต” แต่ถ้าเราหยุดอธิบายแค่นี้ เราจะตกหลุมพรางของการมองปัญหาแบบมิติเดียว ความจริงคือกลไกนี้คือเพียง “หนึ่งในสี่ปัจจัยพื้นฐานที่ทำงานร่วมกัน” แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานที่เกิดขึ้น มักจะมีสาเหตุมาจากระดับนโยบาย ดังนั้น ผมก็ขอดึงโมเดล ในการพัฒนานักกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มาอธิบายต่อเลยแล้วกันนะครับ

เราก็ลองมาวิเคราะห์ต่อด้วย SPLISS Framework เพื่อให้เห็นภาพทั้งระบบที่เกิดขึ้น ผ่านนโยบายทางการกีฬาของประเทศ

ในวงวิชาการนโยบายกีฬา กรอบ SPLISS ที่พัฒนาโดย Veerle De Bosscher และคณะที่ Vrije Universiteit Brussel เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการวิเคราะห์ว่าทำไมบางประเทศจึงประสบความสำเร็จในกีฬาระดับนานาชาติขณะที่บางประเทศไม่ประสบความสำเร็จ กรอบนี้ระบุ “9 เสาหลัก” (Nine Pillars) ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของชาติในกีฬา ตั้งแต่ระดับงบประมาณ การจัดการเชิงโครงสร้าง การพัฒนาเด็กและเยาวชน การพัฒนาโค้ช การจัดการแข่งขัน ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา

สิ่งที่กรอบ SPLISS สอนเราคือ ความสำเร็จในกีฬาไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แม้ว่าประเทศหนึ่งจะมีงบประมาณมาก แต่ถ้าระบบพัฒนาเด็กและเยาวชนอ่อนแอ ก็ไม่สามารถแปลงงบประมาณนั้นเป็นนักกีฬาระดับโลกได้ ตรงกันข้าม แม้ว่าประเทศหนึ่งจะมีเด็กที่มีพรสวรรค์มาก แต่ถ้าไม่มีระบบการศึกษาที่รองรับ dual career หรือไม่มีโค้ชคุณภาพในระดับเยาวชน เด็กเหล่านั้นก็จะ “หล่น” จากระบบไปก่อนถึงวัยผู้ใหญ่

ผมขอใช้กรอบนี้วิเคราะห์ปัญหาของเราเป็นสี่ปัจจัยหลักที่เกี่ยวเนื่องกัน

ปัจจัยแรก : Motor Skill Foundation Gap คือสิ่งที่เพื่อนผมตั้งคำถาม นี่คือปัญหาที่เด็กไทยขาดทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานเพราะระบบพลศึกษาในโรงเรียนไม่ได้สอนอย่างเป็นระบบ เด็กที่ไม่มีพื้นฐานการขว้าง การกระโดด การวิ่ง การเปลี่ยนทิศทางที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว จะเจอ “เพดาน” เมื่อกีฬาเริ่มต้องการเทคนิคที่ซับซ้อน ปัจจัยนี้สอดคล้องกับ Pillar 4 ของ SPLISS ในเรื่อง Foundation and Participation ซึ่งหมายถึงระบบการเข้าถึงกีฬาในระดับฐาน

ปัจจัยที่สอง: Early Specialization Trap เด็กไทยที่มีพรสวรรค์มักถูกผลักเข้าสู่กีฬาเฉพาะทางตั้งแต่อายุน้อยเกินไป งานวิจัยของ McLellan, Allahabadi และ Pandya ที่ตีพิมพ์ใน Orthopaedic Journal of Sports Medicine ปี 2022 แสดงให้เห็นว่าเด็กที่ specialize ในกีฬาเดียวก่อนอายุ 12 ปีมีความเสี่ยงต่อ overuse injuries สูงกว่าเด็กที่เล่นหลายกีฬาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังพบความเสี่ยง burnout ทางจิตใจสูงกว่า ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในงานวิจัยที่ติดตามนักกีฬาระดับอาชีพ Olympic และ NCAA นักกีฬาส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่กลับเป็นนักกีฬาที่เล่นกีฬาหลายชนิดในวัยเด็ก ไม่ใช่นักกีฬาที่ specialize ตั้งแต่เล็ก

ในไทย เราเห็นเด็กอายุ 7-8 ขวบที่เก่งเทควันโดถูกฝึกเทควันโดอย่างเดียว ไม่ได้ว่ายน้ำ ไม่ได้เล่นยิมนาสติก ไม่ได้ขว้างปา ผลคือ athletic foundation แคบลง เมื่อร่างกายเปลี่ยนในวัย puberty เขาก็ไม่มีทักษะอื่นมา compensate ขณะที่ระบบ LTAD ของแคนาดาและสแกนดิเนเวียบังคับให้เด็กก่อน 12 ปีต้องเล่นกีฬาหลายชนิดเป็นนโยบายระดับชาติ ตำแหน่งของ American Orthopaedic Society for Sports Medicine ในปี 2016 ก็แนะนำชัดเจนว่าเด็กควรเลื่อนการ specialize ออกไปจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย

ปัจจัยที่สาม: Developmental Pathway Collapse ระบบเส้นทางพัฒนานักกีฬาไทยมีรอยแยกใหญ่ระหว่าง “เด็กเก่ง” กับ “ระบบที่จะรองรับเด็กเก่งให้เก่งต่อไป” เด็กแชมป์ระดับเยาวชนในไทย เมื่ออายุ 16-17 ปี มักไม่มีระบบ NCAA แบบสหรัฐอเมริกา ไม่มีระบบ Centre of Excellence แบบอังกฤษ ไม่มี dual career pathway แบบ Holistic Athletic Career Model ของ Wylleman และคณะ ที่จะให้เขาฝึกซ้อมระดับสูงควบคู่กับการเรียนได้อย่างไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

EU Guidelines on Dual Careers of Athletes ที่ออกในปี 2012 ได้กำหนดมาตรฐานชัดเจนว่าระบบการศึกษาต้องปรับให้ยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับนักกีฬาระดับสูง รวมทั้งต้องมีระบบ “career planning” ที่เตรียมนักกีฬาสำหรับอาชีพหลังกีฬาด้วย ในไทย เด็กนักกีฬาที่อายุ 18 ปีต้องเลือกระหว่าง “เรียนต่อมหาวิทยาลัยและละทิ้งการฝึกซ้อมระดับสูง” หรือ “ฝึกซ้อมระดับสูงและเสียโอกาสทางการศึกษา” ส่วนใหญ่จึงหายไปจากวงการเมื่ออายุ 18-19 ปี ปัจจัยนี้สอดคล้องกับ Pillar 5 ของ SPLISS ในเรื่อง Talent Identification and Development System

ปัจจัยที่สี่: Coaching Quality Discontinuity โค้ชระดับเยาวชนของไทยมักมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอกับโค้ชระดับสูง บางครั้งโค้ชเยาวชนเน้น “ผลการแข่งขันตอนนี้” มากกว่า “การพัฒนาในระยะยาว” ทำให้เด็กถูกฝึกเข้มเกินวัย เกิด overuse injuries และ burnout ก่อนถึงจุดที่ควรจะ peak ปัจจัยนี้สอดคล้องกับ Pillar 7 ของ SPLISS ในเรื่อง Coach Development การพัฒนาโค้ชระดับเยาวชนให้เข้าใจหลักการ LTAD เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากร ซึ่งระบบในไทยยังขาดอยู่มาก

ภาพลวงตาของสถิติ Statistical Illusion: ความเข้าใจผิดที่ต้องแก้สิ่งอื่นใด

ก่อนจะเสนอทางออก ผมต้องชี้ให้เห็นมิติหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ ภาพที่เราเห็นบางส่วนเป็น ภาพลวงตาทางสถิติ statistical illusion ที่ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ผิดพลาด

การแข่งขันระดับเยาวชนทั่วโลกไม่ได้ส่งนักกีฬาที่ดีที่สุดมาแข่งเสมอไป ประเทศชั้นนำเช่นเยอรมัน นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ มีนโยบายชัดเจนที่จะ “เก็บ” นักกีฬาเยาวชนที่มีพรสวรรค์ไว้พัฒนาในระบบของตน ไม่ส่งไปแข่งระดับนานาชาติเพราะกังวลเรื่อง burnout การบาดเจ็บจากการเดินทาง และการเสีย long-term development perspective ที่ดี เพื่อแลกกับ medal ระยะสั้น

ขณะที่ไทย ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมและการเมืองภายในวงการกีฬา ความต้องการผลงานของบรรดาผู้บริหารสมาคมกีฬา เราส่งเด็กที่เก่งที่สุดไปแข่งทุกรายการที่ส่งได้ เพราะมีทั้งแรงกดดันจากผู้ปกครองที่ต้องการเห็นลูกได้รางวัล จากสมาคมที่ต้องการผลงานเสนอของบประมาณ และจากกระทรวงที่ต้องการ “เหรียญ” เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบาย ผลคือเรากำลัง **เปรียบเทียบจุดสูงสุดของไทยกับจุดกึ่งกลางของประเทศอื่น** ภาพของ gap จึงดูใหญ่เกินจริงในวัยเด็ก และดูใหญ่เกินจริงในทิศทางตรงข้ามในวัยผู้ใหญ่

แต่ gap จริงๆ ก็มีอยู่ และเราต้องไม่ใช้ ข้อมูลทางสถิติ statistical illusion มาปฏิเสธว่าปัญหาไม่มีจริง ประเด็นคือเราต้องเข้าใจให้ถูกว่า gap ที่แท้จริงมีขนาดเล็กกว่าที่เราเห็น แต่ก็ยังมีอยู่จริง และต้องการการแก้ไขที่เป็นระบบ

ทำไมพลศึกษาคือคำตอบที่ใกล้ที่สุดและทำได้เร็วที่สุด

หากเราดูจากสี่ปัจจัยที่ผมระบุไว้ข้างต้น จะเห็นได้ว่าสามปัจจัยหลัง early specialization, developmental pathway collapse, และ coaching quality discontinuity  ล้วนต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ใหญ่และใช้เวลานาน ปัจจัยที่สองต้องการให้ผู้ปกครอง สโมสร และสมาคมเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นงานทางวัฒนธรรมที่ใช้เวลาเป็นทศวรรษ ปัจจัยที่สามต้องการให้กระทรวงศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยร่วมมือกันสร้างระบบ dual career ที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระดับนโยบาย ปัจจัยที่สี่ต้องการการลงทุนระยะยาวในระบบการอบรมและรับรองมาตรฐานโค้ช

แต่ ปัจจัยที่หนึ่ง  Motor Skill Foundation Gap  สามารถเริ่มแก้ไขได้ในวันพรุ่งนี้ ในชั่วโมงพลศึกษาของโรงเรียนทุกแห่ง โดยอำนาจที่อยู่ในมือของครูพลศึกษาเอง ไม่ต้องรอกระทรวงปฏิรูป ไม่ต้องรอ กกท. ปรับโครงสร้าง ไม่ต้องรอสมาคมเปลี่ยนระบบโค้ช และนี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่าพลศึกษาในโรงเรียนคือ จุดแทรกแซงที่มี leverage สูงที่สุด ของระบบทั้งหมด

ในบทความ Part 1 ที่ผมเคยเขียน ผมได้แสดงให้เห็นว่าครูพลศึกษาที่นำหลักการชีวกลศาสตร์มาประยุกต์  ทั้งเรื่อง landing mechanics, sprint mechanics, kinetic chain ของการขว้าง และ squat pattern  สามารถสร้างเด็กที่มี movement vocabulary กว้างขวางและถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ในบทความนี้ผมขอเน้นว่า movement vocabulary ที่ครูพลศึกษาสร้างขึ้นในชั่วโมงพละไม่ได้เป็นแค่ “การออกกำลังกาย” หรือ “การเรียนรู้กีฬา” แต่คือ วัตถุดิบเชิงโครงสร้างของระบบกีฬาทั้งระบบ

หากเด็กไทยทุกคนตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ได้รับการสอนทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 12 ทักษะตามมาตรฐาน Fundamental Movement Skills ของ Australian Sports Commission อย่างเป็นระบบและถูกต้อง — คือ catching, throwing, kicking, striking, dribbling, bouncing, running, jumping, hopping, leaping, dodging, balancing  เราจะมี “ฐาน” ที่กว้างพอที่ปัจจัยอื่นๆ จะค่อยๆ พัฒนาตามมา แม้ว่าระบบ dual career จะยังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าโค้ชเยาวชนจะยังคุณภาพไม่สม่ำเสมอ แม้ว่าวัฒนธรรม early specialization จะยังไม่เปลี่ยน เด็กที่มีฐานทักษะกว้างจะรอดผ่านความไม่สมบูรณ์ของระบบเหล่านั้นได้ เพราะเขามีต้นทุนที่จะ adapt และ recover

ภาพในอุดมคติ: เด็กไทยอายุ 12 ปีที่พลศึกษาควรสร้าง

ผมอยากชวนผู้อ่านจินตนาการภาพในอุดมคติของเด็กไทยอายุ 12 ปีที่ผ่านระบบพลศึกษาที่ใช้องค์ความรู้ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย Physical Literacy ที่ทำงานร่วมกับ วิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว อย่างถูกต้อง เขาสามารถ Deep Squat ได้โดยไม่ยกส้นเท้า ลำตัวไม่ล้มไปข้างหน้า และไม่มี knee valgus เขาวิ่ง 50 เมตรด้วย posture ที่ลำตัวเอนไปข้างหน้าจากข้อเท้า ไม่ใช่จากเอว มี swing แขนแบบ counter-rotation และลงพื้นด้วย mid-foot ไม่ใช่ส้นเท้า เขาขว้างลูกบอลด้วย kinetic chain ที่สมบูรณ์ คือก้าวขาตรงข้ามกับแขนที่ขว้าง หมุนสะโพกก่อนลำตัว หมุนลำตัวก่อนแขน เขาลงพื้นจากการกระโดดด้วยการงอเข่าและสะโพก ไม่ใช่ขาตึง ไม่มี knee valgus

เขายังเล่นกีฬามาแล้วอย่างน้อย 4-5 ชนิดอย่างจริงจังในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ specialize ในกีฬาเดียว เขามีแรงจูงใจในการเคลื่อนไหวและสนุกกับการพัฒนาตัวเอง เขาเข้าใจว่าทำไมการเคลื่อนไหวเช่นนั้นจึงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เขาตอบโจทย์ทั้ง Cognitive, Psychomotor, และ Affective Domain ของพลศึกษาสมัยใหม่อย่างครบถ้วน

เด็กแบบนี้  ไม่ใช่เด็กแชมป์อายุ 8 ขวบที่ถูกเร่งฝึก  คือ “วัตถุดิบ” ที่จะกลายเป็นนักกีฬาระดับโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า แม้ว่าระบบโค้ช ระบบสโมสร ระบบ dual career ของไทยจะไม่สมบูรณ์ที่สุด เด็กที่มีฐานเช่นนี้จะก้าวต่อไปได้ และเมื่อเราสร้างเด็กแบบนี้ได้เป็นล้านคน เราจะไม่ต้องตามหา “เด็กพิเศษ” หนึ่งในแสน เพราะเรามีฐานที่กว้างพอที่ไม่ว่าจะเลือกใครก็มีโอกาสสำเร็จ

คำตอบที่ยาวกว่าคำถาม

กลับมาที่คำถามที่เพื่อนในเฟสบุ๊คผมถาม คำตอบของผมคือใช่ ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ขาดหายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ  แต่อยากให้มองว่ามันเป็นหนึ่งในสี่ปัจจัยที่ทำงานร่วมกันในกรอบ SPLISS ทั้ง กับดักของความสามารถจำเพาะบุคคล Early Specialization trap, เส้นทางการพัฒนานักกีฬาที่ถึงทางแยก Developmental pathway collapse, และ กระบวนการในการพัฒนาผู้ฝึกสอนคุณภาพ ไม่ต่อเนื่อง Coaching quality discontinuity ก็ส่งผลในระดับที่ใกล้เคียงกัน

แต่ในความฉิบหายนั้น เราก็ยังเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ ปัจจัยแรกคือปัจจัยเดียวที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของครูพลศึกษาในโรงเรียนทุกคน และเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถลงมือแก้ไขได้ในวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องรอใคร นี่คือเหตุผลที่ผมเขียนบทความ Part 1 เรื่องชีวกลศาสตร์กับการเรียนการสอนพลศึกษา และเป็นเหตุผลที่ผมเขียน Part 2 บทความนี้

ภารกิจของพลศึกษาในโรงเรียนไทยไม่ใช่แค่การให้เด็กออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่การคัดนักกีฬา แต่คือการสร้างฐานทักษะการเคลื่อนไหวของประชากรไทยทั้งรุ่น ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบให้กับทุกอย่างต่อจากนั้น ทั้งระบบกีฬาเลิศ ทั้งสุขภาพประชาชน ทั้งคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ และทั้งศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูพลศึกษาเอง

ภารกิจนี้ใหญ่เกินกว่าครูพลศึกษาคนใดคนหนึ่งจะแบกได้ลำพัง แต่ก็เล็กพอที่ครูพลศึกษาทุกคนจะเริ่มทำได้ในชั่วโมงต่อไปของตน นี่คือพื้นที่ที่ผมเชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาและพลศึกษาต้องบรรจบกัน ไม่ใช่ในห้องประชุมวิชาการ ไม่ใช่ในหลักสูตรที่เปลี่ยนยาก แต่ในสนามโรงเรียนของวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่มีเด็กไทยคนหนึ่งกำลังหัดวิ่ง หัดกระโดด หัดขว้าง

เพราะที่นี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง

เกี่ยวกับผู้เขียน Sirichet Punthipayanon

ข้อมูลเกี่ยวกับ Long Term Athletes Development : https://athletics.ca/wp-content/uploads/2015/01/LTAD_EN.pdf

เอกสารอ้างอิง ที่ต้องไปดูเพิ่มเติม
  1. American Orthopaedic Society for Sports Medicine. Early sport specialization: AOSSM consensus statement. *Orthop J Sports Med*. 2016;4(4):2325967116644241. doi:10.1177/2325967116644241
  2. Balyi I, Hamilton A. *Long-term athlete development: trainability in childhood and adolescence — windows of opportunity, optimal trainability*. Victoria, BC: National Coaching Institute British Columbia & Advanced Training and Performance Ltd.; 2004.
  3. Balyi I, Way R, Higgs C. *Long-Term Athlete Development*. Champaign, IL: Human Kinetics; 2013.
  4. De Bosscher V, De Knop P, van Bottenburg M, Shibli S. A conceptual framework for analysing sports policy factors leading to international sporting success. *Eur Sport Manag Q*. 2006;6(2):185-215. doi:10.1080/16184740600955087
  5. De Bosscher V, De Knop P, van Bottenburg M, Shibli S, Bingham J. Explaining international sporting success: an international comparison of elite sport systems and policies in six countries. *Sport Manag Rev*. 2009;12(3):113-36. doi:10.1016/j.smr.2009.01.001
  6. De Bosscher V, Shibli S, Westerbeek H, van Bottenburg M. *Successful Elite Sport Policies: An International Comparison of the Sports Policy Factors Leading to International Sporting Success (SPLISS 2.0) in 15 Nations*. Aachen: Meyer & Meyer Sport; 2015.
  7. European Commission. *EU Guidelines on Dual Careers of Athletes: Recommended Policy Actions in Support of Dual Careers in High-Performance Sport*. Brussels: European Commission; 2012.=
  8. Lloyd RS, Oliver JL. The youth physical development model: a new approach to long-term athletic development. *Strength Cond J*. 2012;34(3):61-72. doi:10.1519/SSC.0b013e31825760ea
  9. Lloyd RS, Cronin JB, Faigenbaum AD, Haff GG, Howard R, Kraemer WJ, et al. National Strength and Conditioning Association position statement on long-term athletic development. *J Strength Cond Res*. 2016;30(6):1491-509. doi:10.1519/JSC.0000000000001387
  10. McLellan M, Allahabadi S, Pandya NK. Youth sports specialization and its effect on professional, elite, and Olympic athlete performance, career longevity, and injury rates: a systematic review. *Orthop J Sports Med*. 2022;10(11):23259671221129594. doi:10.1177/23259671221129594
  11. Mosher A, Till K, Fraser-Thomas J, Baker J. Revisiting early sport specialization: what’s the problem? *Sports Health*. 2022;14(1):13-19. doi:10.1177/19417381211049773
  12. Wylleman P, Reints A, De Knop P. A developmental and holistic perspective on athletic career development. In: Sotiriadou P, De Bosscher V, editors. *Managing High Performance Sport*. New York: Routledge; 2013. p. 159-82.
  13. Stambulova N, Wylleman P. Athletes’ career development and transitions. In: Papaioannou A, Hackfort D, editors. *Routledge Companion to Sport and Exercise Psychology*. London: Routledge; 2014. p. 605-21.
author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment