อุปกรณ์ป้องกัน (Protection Gear) ป้องกันการบาดเจ็บในกีฬาต่อสู้ได้จริงหรือ?

เมื่อนักกีฬาต่อสู้สวมนวม ใส่เฮดการ์ด ฟันยาง และสนับแข้งเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน ทั้งนักกีฬา โค้ช และผู้ชมต่างเชื่อโดยสัญชาตญาณว่า “อุปกรณ์เหล่านี้จะปกป้องพวกเขา” แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sports Science) และเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กลับชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก วันนี้เลยพอมีเวลานั่งเขียนบทความเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันสำหรับนักกีฬาต่อสู้ ว่าสามารถป้องกันการบาดเจ็บได้จริงหรือไม่ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป พอดีกำลังนั่นเขียนงานวิจัยเกี่ยวกับ Protection Gear เลยหยุดเขียน เพื่อมาเขียนบทความนี้ก่อน พอเขียนเสร็จหน้าเพื่อนผมก็ลอยมาเลยไปหาภาพของเพื่อนผม นนท์ บุญจำนงค์ อดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น มาเป็นภาพประกอบเสียเลย แต่ถ้าหากใครอยากอ่านบทความเก่าๆเกี่ยวกับความปลอดภัยของกีฬาต่อสู้ ที่ผมเคยเขียนไว้ ก็มีบ้างนะครับ เขียนไว้นานแล้วยังคลาสสิคเสมอ แน่นอนครับ เราจะเขียนจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมนะครับ 🙂

จุดประสงค์ดั้งเดิมของอุปกรณ์ป้องกัน

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในคำว่า “อุปกรณ์ป้องกัน” เพราะอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในกีฬาต่อสู้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกัน ผู้ที่ถูกอาวุธ ในกีฬาต่อสู้ แต่ละประเภท เป็นอันดับแรก

นวม (Boxing Gloves)  หลายคนไม่ทราบว่านวม ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้อง ข้อมือและกระดูกฝ่ามือของผู้ชก เป็นหลัก ไม่ใช่ปกป้องสมองของผู้ถูกชก งานวิจัยทางด้านชีวกลศาสตร์ Biomechanics แสดงให้เห็นว่า การสวมนวมทำให้นักมวย “กล้าชกหนักขึ้น” เพราะมือไม่เจ็บ ส่งผลให้พลังงานจลน์ พลังงานที่หมัดส่งไปยังคู่ต่อสู้ (Kinetic Energy) ที่ส่งไปยังศีรษะคู่ต่อสู้กลับสูงขึ้นโดยรวม ตรงข้ามกับสัญชาตญาณ ในยุคโบราณก่อนมีนวม นักมวยกำปั้นเปล่า (Bare-knuckle Boxing) ชกเบากว่าและเล็งจุดเฉพาะมากกว่า เพราะกลัวมือตัวเองหัก นี่คือจุดหนึ่งในการที่เราออกแบบนวมที่บางลงในกีฬา mma ซึ่งอาจจะต้องแลกมาด้วยแผลแตก แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาระยะยาว และการศึกษานวมของกีฬา มิกซ์มาเชี่ยลอาร์ต เท่าใดนัก

เฮดการ์ด (Headguard)  ออกแบบมาเพื่อลดบาดแผลฉีกขาดที่ผิวหนัง (Lacerations) และลดแรงกระแทกที่ผิวภายนอก แต่ไม่สามารถลด การเคลื่อนที่หมุนของสมอง (Rotational Acceleration) ภายในกะโหลกศีรษะได้ ซึ่งเป็นกลไกหลักของการกระทบกระเทือนทางสมอง (Concussion) หลายคนอาจจะคิดว่าการใส่เฮดการ์ดสามารถช่วยลดได้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ในการลดการกระทบกระเทือนทางสมองของนักกีฬา

สนับแข้ง สนับศอก สนับเข่า  ลดบาดแผลและการบวมที่ผิวหนัง แต่ไม่ลดแรงสั่นสะเทือนที่กระดูก Bone Oscillation หรือแม้กระทั่งการบาดเจ็บของเส้นประสาท

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ทุกคนต้องคิดใหม่

กรณีศึกษาประวัติศาสตร์: AIBA ถอดเฮดการ์ดออก

ในปี 2013 สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (AIBA  ปัจจุบันคือ IBA) ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการ ถอดเฮดการ์ด ออกจากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นชายระดับ Elite

เหตุผลคือ ข้อมูลจากงานวิจัยภายในของ AIBA ที่ศึกษาการแข่งขันกว่า 7,000 ยก พบว่าอัตราการน็อคและการหยุดการแข่งขันโดยกรรมการเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ (RSC-H: Referee Stops Contest – Head) ลดลง หลังการถอดเฮดการ์ดออก

สมมติฐานที่อธิบายปรากฏการณ์ที่สวนสามัญสำนึก ของนักกีฬามวยสากล รวมทั้งผู้ฝึกสอนนี้ มีหลายข้อ:

  1. เฮดการ์ดทำให้พื้นที่ผิวศีรษะ ใหญ่ขึ้น จึงโดนชกง่ายขึ้น (Larger Target)
  2. เฮดการ์ดบดบังการมองเห็นรอบข้าง (Peripheral Vision) ทำให้หลบหมัดได้ยากขึ้น
  3. Risk Compensation — นักมวยกล้ารับหมัดมากขึ้นเพราะรู้สึกปลอดภัย
  4. มวลของเฮดการ์ดเพิ่มโมเมนต์เฉื่อย (Moment of Inertia) ของศีรษะ ทำให้การหมุนของสมองรุนแรงขึ้นเมื่อโดนชก

ฟันยาง (Mouthguard)  หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

ฟันยางเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด งานวิจัยใน British Journal of Sports Medicine และ Dental Traumatology ยืนยันว่าฟันยางลดการบาดเจ็บที่ฟันและขากรรไกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยใหม่ที่ชี้ว่า ฟันยางอาจช่วยลดการกระทบกระเทือนทางสมองได้บางส่วน ผ่านกลไก Pivot Theory ที่ลดการส่งแรงผ่านขากรรไกรไปยังกะโหลกศีรษะ แม้หลักฐานในประเด็นนี้ยังไม่หนักแน่นเท่าด้านทันตกรรมก็ตาม

นวม ปริศนาที่ยังถกเถียงกันอยู่

งานวิจัยของ Bartsch et al. (2012) ที่วัดแรงกระแทกจากการชกในห้องปฏิบัติการ พบว่านวม 16 ออนซ์ลด แรงกระแทกสูงสุด (Peak Force) ได้ราว 30% เมื่อเทียบกับกำปั้นเปล่า แต่ลด Rotational Acceleration ได้น้อยกว่ามาก และนวมยัง “ยืดเวลาที่แรงกระทำ” (Force Duration) ออกไป ซึ่งบางสมมติฐานเชื่อว่าอาจไม่ได้ลด Concussion อย่างมีนัยสำคัญ

Diffuse Axonal Injuries  ในรูปแบบต่างๆ

ทำไมอุปกรณ์ถึงป้องกันไม่ได้สมบูรณ์

การบาดเจ็บทางสมองในกีฬาต่อสู้ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจาก แรงเชิงเส้น (Linear Force) ที่อุปกรณ์ดูดซับได้ดี แต่เกิดจาก แรงที่ทำให้เกิดการหมุน (Rotational/Angular Acceleration) ที่ทำให้สมองหมุนภายในกะโหลก ส่งผลให้แอกซอน (Axon) ของเซลล์ประสาทยืดและฉีกขาด เกิดสภาวะที่เรียกว่า Diffuse Axonal Injury

นวมและเฮดการ์ดลด Linear Force ได้บ้าง แต่แทบไม่ลด Rotational Force เลย  และนี่คือสาเหตุหลักของ Concussion

Risk Compensation  ปรากฏการณ์เพลตซ์แมน

ทฤษฎี Risk Compensation หรือ “Peltzman Effect” อธิบายว่า เมื่อมนุษย์รู้สึกปลอดภัยขึ้น พฤติกรรมเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นักกีฬาที่สวมอุปกรณ์ครบจะ “กล้าเข้าปะทะ” และ “กล้ารับการบุก” มากกว่าที่ควร ทำให้ผลรวมของการสะสมแรงกระแทกอาจสูงกว่าการต่อสู้แบบมีอุปกรณ์น้อยลงด้วยซ้ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจน: ในกีฬา American Football ที่นักกีฬาใส่หมวกกันน็อค ที่แข็งแรงที่สุดในโลก กลับมีอัตรา CTE (Chronic Traumatic Encephalopathy) สูงที่สุดในกีฬาทั้งปวง

การกระทบกระเทือนซ้อน (Subconcussive Impacts)

หลักฐานล่าสุดเกี่ยวกับ CTE ชี้ว่า การบาดเจ็บทางสมองสะสมเรื้อรังไม่ได้เกิดจากการน็อคเอ้าท์ครั้งใหญ่ แต่เกิดจากแรงกระแทกระดับต่ำ (Subconcussive Impacts) ที่สะสมเป็นพันเป็นหมื่นครั้งตลอดอาชีพ ซึ่งอุปกรณ์ป้องกันไม่สามารถหยุดยั้งได้  และอาจทำให้แย่ลงผ่านกลไก Risk Compensation ข้างต้น

ส่วนที่ 4: แล้วเราจะทำอย่างไร? แนวทางป้องกันที่ได้ผลจริง

หากอุปกรณ์ป้องกันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เราจะทำอย่างไรให้กีฬาต่อสู้ปลอดภัยขึ้น? คำตอบคือต้องใช้แนวทางบูรณาการหลายมิติ (Holistic Approach) ดังนี้

การจัดการความหนักของการซ้อม (Training Load Management)

นี่คือคำตอบที่สำคัญที่สุดและถูกมองข้ามมากที่สุด การวิจัยจากค่ายมวยและ MMA ระดับโลกพบว่า การบาดเจ็บสะสมในนักกีฬาส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการแข่งขัน แต่เกิดจากการ ซ้อมสปาร์ริงหนักเกินไป ตลอดปี

แนวทางที่ทันสมัยที่ค่ายชั้นนำใช้:

  • จำกัดวันสปาร์ริงหนัก (Hard Sparring) ไม่เกิน 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ใช้ Light Sparring, Technical Sparring และ Drilling เป็นหลัก
  • ห้ามสปาร์ริงในช่วง 1–2 สัปดาห์ก่อนแข่ง (Sparring Tapering)
  • ค่าย Freddie Roach, Jackson-Wink และ AKA ล้วนใช้หลักการนี้

การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ (Neck Strengthening)

งานวิจัยของ Eckner et al. (2014, American Journal of Sports Medicine) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความแข็งแรงและการตอบสนองของกล้ามเนื้อคอ สัมพันธ์โดยตรงกับการลดอัตรา Concussion โดยทุกๆ 1 ปอนด์ของแรงกล้ามเนื้อคอที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยง Concussion ลดลงประมาณ 5%

กล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงช่วยลด Rotational Acceleration ของศีรษะเมื่อโดนชก  ซึ่งเป็นสิ่งที่อุปกรณ์ภายนอกทำไม่ได้ การฝึกที่แนะนำได้แก่ Isometric Neck Holds, Manual Resistance, Neck Harness Exercises และ Wrestling-style Bridges

การฝึกเทคนิคการป้องกัน (Defensive Skill)

การหลบ การบล็อก การคุมระยะ และการเคลื่อนที่ (Footwork) คือ “อุปกรณ์ป้องกันที่ดีที่สุด” นักมวยที่มีเทคนิคป้องกันดีจะรับหมัดน้อยกว่านักมวยที่อาศัยความอึดอย่างมีนัยสำคัญ ตำนานอย่าง Floyd Mayweather Jr., Pernell Whitaker หรือ Saenchai PK Saenchaimuaythaigym คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “การไม่โดนชก” คือการป้องกันที่เหนือกว่าทุกอุปกรณ์

การประเมินทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ

  • Baseline Neurocognitive Testing (เช่น ImPACT, SCAT5) ก่อนฤดูกาล
  • การประเมิน Concussion ตามมาตรฐาน SCAT5/SCAT6 หลังการบาดเจ็บ
  • Return-to-Play Protocol ระยะพักฟื้นที่เพียงพอ อย่างน้อย 7–14 วันหลัง Concussion โดยมีขั้นตอนการกลับมาฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป (Graduated Return)
  • การถ่ายภาพสมอง (MRI/DTI) สำหรับนักกีฬาอาชีพระยะยาว
  • บันทึกประวัติ Concussion สะสม เพื่อประเมินความเสี่ยงระยะยาว

การจับคู่และกฎการแข่งขัน (Matchmaking & Rules)

  • จับคู่ตามรุ่นน้ำหนักและประสบการณ์อย่างเคร่งครัด
  • กฎ Standing 8 Count ในมวย และ Doctor’s Stoppage ใน MMA
  • กรรมการที่ได้รับการอบรมการประเมิน Concussion ในเวที (On-site Assessment)
  • จำกัดจำนวนยกในนักกีฬาเยาวชน
  • กฎห้ามสกัดศีรษะ (Head Stomping, 12-to-6 Elbow) ในบางองค์กร

การจัดการอาชีพระยะยาว (Career Management)

  • จำกัดจำนวนปีในกีฬาที่กระทบสมองหนัก
  • กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการแข่งขันอาชีพ
  • เกษียณตามดุลยพินิจของแพทย์เมื่อพบสัญญาณเตือน เช่น อาการปวดหัวเรื้อรัง การเรียนรู้ช้าลง อารมณ์แปรปรวน

การให้ความรู้ (Education) แก่นักกีฬาและโค้ช

นักกีฬาและโค้ชต้องรู้ว่า:

  • การ “อด” Concussion ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่เป็นเรื่องอันตราย
  • Second Impact Syndrome — การโดนกระแทกซ้ำขณะที่สมองยังไม่ฟื้นจากครั้งแรก อาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะในนักกีฬาเยาวชน
  • CTE คืออะไร อาการเป็นอย่างไร และเกิดจากอะไร
  • สัญญาณเตือนของ Concussion ที่ต้องหยุดทันที (Red Flags)

Safeguarding in Combat Sports  มิติที่ใหญ่กว่าอุปกรณ์ป้องกัน

แนวคิดที่ครอบคลุมและทันสมัยที่สุดในการคุ้มครองนักกีฬา คือกรอบ Safeguarding ซึ่ง International Olympic Committee (IOC) และสหพันธ์กีฬานานาชาติ (International Federations) ได้กำหนดให้เป็นมาตรฐานบังคับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ผ่านเครื่องมือ IOC Safeguarding Toolkit และ IOC Consensus Statement on Harassment and Abuse in Sport (2016) Safeguarding ในบริบทของกีฬา ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันการบาดเจ็บทางกาย แต่ครอบคลุม การคุ้มครองนักกีฬาจากภยันตรายทุกรูปแบบ ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ และทางสังคม รวมถึงการคุ้มครองจากการถูกทอดทิ้ง (Neglect) การถูกเอาเปรียบ (Exploitation) และการล่วงละเมิด (Abuse) ในทุกรูปแบบ

ในกีฬาต่อสู้ ประเด็น Safeguarding มีความซับซ้อนเป็นพิเศษและเชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องอุปกรณ์ป้องกันที่กล่าวมาข้างต้น เพราะวัฒนธรรมแห่ง “ความอึด” และ “ความเป็นนักสู้” (Warrior Culture) มักทำให้นักกีฬา ปกปิด อาการบาดเจ็บและฝืนซ้อมต่อ การให้นวมหรือเฮดเกียร์ที่ดีที่สุดในโลก ก็ไม่มีความหมาย หากนักกีฬาถูกกดดันให้ลงสปาร์ริงทั้งที่มีอาการ Concussion อยู่ หรือถูกบังคับให้ลงแข่งทั้งที่ยังไม่ฟื้นจากการบาดเจ็บ  นี่คือเหตุผลที่ Safeguarding ต้องครอบคลุมไปถึง โครงสร้างอำนาจระหว่างโค้ชกับนักกีฬา (Coach-Athlete Power Dynamics) กระบวนการรายงานเหตุ (Reporting Mechanisms) และ ตัวแทนนักกีฬาอิสระ (Independent Athlete Representatives) ที่นักกีฬากล้าพูดความจริงโดยไม่กลัวถูกตัดออกจากทีมหรือเสียโอกาสในอาชีพ

ประเด็น Safeguarding เฉพาะของกีฬาต่อสู้ที่ทุกองค์กรต้องจัดการอย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) การปกป้องนักกีฬาเยาวชน จากการแข่งขันและการซ้อมที่หนักเกินวัย โดยเฉพาะการรับแรงกระแทกที่ศีรษะในวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ (สมองมนุษย์พัฒนาเต็มที่ราวอายุ 25 ปี) (2) การจัดการการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย (Safe Weight Management) ทดแทนการ Weight Cutting แบบสุดโต่งที่อันตรายและถือเป็นประเด็นสวัสดิภาพหลักในมวย MMA และมวยปล้ำ (3) การป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศและทางอำนาจ ในสภาพแวดล้อมที่มีการสัมผัสร่างกายสูงและมีอำนาจไม่เท่ากัน (4) การคุ้มครองสุขภาพจิต (Mental Health Protection) จากความกดดันในการแข่งขัน ภาวะหลังการพ่ายแพ้ และอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สูงในนักกีฬาต่อสู้ และ (5) การวางแผนชีวิตหลังเกษียณ (Post-Career Transition) ซึ่งนักกีฬาต่อสู้เผชิญความยากลำบากเป็นพิเศษทั้งทางการเงิน อัตลักษณ์ และสุขภาพระยะยาว

สำหรับวงการกีฬาต่อสู้ของไทย การยกระดับสู่มาตรฐาน Safeguarding สากลคือก้าวที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรกีฬาทุกระดับ ตั้งแต่สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ค่ายมวย โรงยิม MMA สมาคมกีฬาต่างๆ ไปจนถึงสถาบันการศึกษา ควรพัฒนา Safeguarding Policy ที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่งตั้ง Safeguarding Officer ที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน IOC สร้าง Code of Conduct สำหรับโค้ชและบุคลากร จัดทำ Background Check สำหรับผู้ที่ทำงานกับนักกีฬาเยาวชน และเปิดช่องทางการรายงานที่ปลอดภัยและเป็นความลับ (Confidential Reporting Channels) เพราะในที่สุดแล้ว อุปกรณ์ป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา ไม่ใช่นวมราคาแพงหรือเฮดเกียร์รุ่นใหม่  แต่คือ ระบบสถาบันที่ให้คุณค่ากับชีวิตและศักดิ์ศรีของนักกีฬามากกว่าผลการแข่งขัน เหรียญรางวัล และผลประโยชน์ทางการค้า

อุปกรณ์ป้องกันคือเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบ

อุปกรณ์ป้องกันในกีฬาต่อสู้มีประโยชน์  แต่ไม่ใช่ในแบบที่หลายคนเข้าใจ มันป้องกันบาดแผลภายนอก ป้องกันฟัน ป้องกันมือผู้ชก แต่มันไม่สามารถป้องกันสมองจากการบาดเจ็บสะสมระยะยาวได้อย่างที่เราหวัง

การทำให้กีฬาต่อสู้ปลอดภัยขึ้นต้องอาศัย ระบบนิเวศแห่งความปลอดภัย (Safety Ecosystem) ที่ครบถ้วน ตั้งแต่การจัดการการซ้อม การฝึกความแข็งแรงของคอ การพัฒนาทักษะการป้องกัน การประเมินทางการแพทย์ การจับคู่ที่เหมาะสม กฎที่รัดกุม และที่สำคัญที่สุด  วัฒนธรรมที่ยอมรับว่า “การถอนตัวคือความฉลาด ไม่ใช่ความขี้ขลาด” ในฐานะผู้ที่ทำงานในวงการกีฬาต่อสู้ของไทย MMA ผมเชื่อว่าเราต้องก้าวพ้นจากความเชื่อง่ายๆ ที่ว่า “ใส่นวมแล้วปลอดภัย” ไปสู่การยอมรับความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้น และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่ยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Evidence-Based Safety Standards) เป็นที่ตั้ง เพราะเราไม่ได้กำลังปกป้องแค่นักกีฬาในวันนี้  เรากำลังปกป้อง สมองและคุณภาพชีวิตของพวกเขาในอีก 30–40 ปีข้างหน้า

เอกสารอ้างอิง

  • Loosemore, M., et al. (2017). Use of head guards in AIBA boxing tournaments. British Journal of Sports Medicine.
  • Bartsch, A., et al. (2012). Boxing and mixed martial arts: Preliminary traumatic neuromechanical injury risk analyses from laboratory impact investigations. Journal of Neurosurgery.
  • McCrory, P., et al. (2017). Consensus statement on concussion in sport — the 5th international conference. British Journal of Sports Medicine.
  • Eckner, J.T., et al. (2014). Effect of neck muscle strength and anticipatory cervical muscle activation on the kinematic response of the head to impulsive loads. American Journal of Sports Medicine.
  • Mez, J., et al. (2017). Clinicopathological evaluation of chronic traumatic encephalopathy in players of American football. JAMA.
  • Hutchison, M.G., et al. (2014). A systematic video analysis of National Hockey League (NHL) concussions. British Journal of Sports Medicine.
  • Knapik, J.J., et al. (2007). Mouthguards in sport activities: history, physical properties and injury prevention effectiveness. Sports Medicine.

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาแก่สาธารณชน หากท่านเป็นผู้ฝึกหรือผู้ดูแลนักกีฬา ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อวางแผนความปลอดภัยที่เหมาะสมกับบริบทของท่าน

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment