100 ปีงานวิจัยทางพลศึกษา แล้วย้อนกลับมามองประเทศไทย

วิ่งรอบสนาม 5 รอบ: เมื่อพลศึกษาไทยยังติดอยู่ในยุคทหาร แต่โลกไปไกลถึงดวงจันทร์แล้ว

ว่าด้วย 100 ปีงานวิจัยพลศึกษาโลก คำถามที่ไทยยังตอบไม่ได้ และเราจะเดินกันต่ออย่างไร

ผมนั่งดูงานวิจัยที่อยู่ใน Research Gate สถานที่ที่ หลายคนชอบนำงานวิจัยของตนเองมาฝากไว้ คล้ายกับ Google Scholar เป็นแหล่งที่รวบรวมงานวิจัยต่างๆไว้มากมาย เลื่อนดูงานวิจัยที่ระบบแนนะนำมาก็มาสะดุดกับงานวิจัยเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พลศึกษา งานวิจัยใน 100 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับก่อนนะครับว่า พลศึกษา เป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ ถึงวันนี้ ในฐานะคนที่เรียนมาในคณะพลศึกษา แต่ไม่ได้เรียนเอกพลศึกษา แต่ก็เคยไปสอนเอกพลศึกษามาบ้าง ก็เลยอยากเขียนเชิงเปรียบเทียบ โดยเอางานวิจัยนี้เป็นตัวตั้งและเชื่อมโยงให้กับเข้าบริบทแบบไทยๆ Thainess นั่นเอง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ในชั้นเรียนพลศึกษา ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง เสียงนกหวีดดัง

“แถวตรง! วิ่งรอบสนาม 5 รอบ!”

เด็กหญิงคนหนึ่งหายใจหอบ พยายามตามเพื่อน เธอเป็นเด็กอ้วน วิ่งช้า โดนหัวเราะตั้งแต่เริ่มคาบ ครูพลศึกษายืนถือนาฬิกาจับเวลา หน้าเฉย เด็กผู้ชายแถวหน้าวิ่งเสร็จก่อน ได้นั่งพักใต้ต้นไม้ เด็กที่วิ่งช้ายังคงวนรอบสนามใต้แดดร้อน

ที่เหลือของคาบเป็นการ “ฝึกท่าพื้นฐาน”  รับ-ส่งวอลเลย์บอลเป็นคู่ ทำซ้ำ ๆ จนหมดคาบ

ครูบันทึกคะแนน “การมีส่วนร่วม” จบคาบ พักเที่ยง เด็กกลับเข้าห้องเรียนคณิต

ฉากนี้คือพลศึกษาที่คนไทยส่วนใหญ่จำได้ และมันก็คือพลศึกษาที่ลูกหลานเรายังเจออยู่ในวันนี้

คำถามคือ  ฉากทัศน์นี้มันเป็นพลศึกษา ของยุคไหน?

คำตอบที่เกิดขึ้นคือ เราติดอยู่ในยุค 1920s

เมื่อปี 2024 ทีมนักวิจัยจากอินโดนีเซียและไต้หวัน นำโดย Muchamad Arif Al Ardha ได้ทำงานวิจัยที่กวาดบทความวิชาการเกี่ยวกับพลศึกษาทั่วโลกในรอบ 100 ปี  ตั้งแต่ปี 1924 ถึง 2023  รวม 43,238 บทความจากฐานข้อมูล Scopus

พวกเขาพบว่าพลศึกษาในฐานะสาขาวิชาการเดินทางผ่าน  4 เวฟ คล่าลูกที่สี่แล้วนะ สำหรับยุคปัจจุบัน ทีมงานวิจัยได้แบ่งยุคสมัยออกเป็นคลื่นแต่ละลูก

  • คลื่นที่ 1 (1920s–1950s): ยุคทหาร เน้นความฟิต ความแข็งแรง ทักษะการเคลื่อนไหว เป้าหมายคือผลิตคนที่พร้อมเข้ากองทัพและแรงงานหนัก
  • คลื่นที่ 2 (1960s–1980s): ยุคองค์รวม เริ่มมองพลศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทั้งระบบ สนใจหลักสูตร วิธีการสอน Sports Pedagogy
  • คลื่นที่ 3 (1990s–2000s): ยุคจิตวิทยา ห้องเรียนเปลี่ยนจาก “ครูสั่ง เด็กทำ” มาเป็น “เข้าใจแรงจูงใจของเด็กก่อน” ทฤษฎี Self-Determination เข้ามาเปลี่ยนเกมทั้งวงการ
  • คลื่นที่ 4 (2010s–ปัจจุบัน): ยุคเทคโนโลยี + ความหลากหลาย + สุขภาพจิต ใช้ wearable, app, online platform เด็กพิเศษได้เรียนพลศึกษาแบบ adaptive ครูออกแบบบทเรียนให้ตอบโจทย์เด็กที่หลากหลาย

ทีนี้กลับไปดูฉากเปิดเรื่อง  เด็กอ้วนวิ่ง 5 รอบสนาม โดนหัวเราะ ครูจับเวลา ส่ง-รับวอลเลย์บอลเป็นคู่ คะแนนการมีส่วนร่วม

นี่คือพลศึกษา คลื่นลูกที่ 1

นี่คือพลศึกษาของยุคที่อังกฤษเตรียมคนไปรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โลกผ่านคลื่นลูกที่ 4 ไปแล้ว แต่หลายโรงเรียนไทยยังว่ายอยู่ในคลื่นลูกที่ 1

ตัวเลขที่ชวนปวดใจ

ในงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยจัดอันดับประเทศที่ผลิตงานวิจัยพลศึกษาในรอบ 100 ปี

อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา (4,128 บทความ) อันดับ 2 สเปน (1,829) อันดับ 3 สหราชอาณาจักร (1,300) … ติด Top 10 ทั้งหมดเป็นประเทศตะวันตกบวกจีน บราซิล รัสเซีย

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ไม่ติดอันดับ ไม่มีชื่อบนแผนที่

ยิ่งกว่านั้น  อินโดนีเซียมี 130 บทความ ญี่ปุ่นมี 233 บทความ ทั้งสองประเทศปรากฏชัดเจนในแผนที่งานวิจัยที่ผู้วิจัยทำขึ้น

อย่าเพิ่งบอกว่า “ก็เขามีงบประมาณมากกว่าเรา” เพราะอินโดนีเซีย ไม่ได้รวยกว่าไทย และอันดับ 2 ของโลกคือสเปน  ประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทำให้สเปนติดอันดับ 2 ของโลกคือ ระบบนิเวศที่จงใจสร้างขึ้น  มหาวิทยาลัยที่จริงจังกับสาขานี้ (4 ใน 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในด้านพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยสเปน) วารสารที่เปิดให้นักวิชาการตีพิมพ์เป็นภาษาแม่ได้ และการเชื่อมโยงระหว่างครูในระบบกับนักวิจัยอย่างใกล้ชิด

ประเทศไทยมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบ เรามีคณะพลศึกษา มีวารสาร มีครู มีนักวิจัย

แต่เรายังไม่ได้ “ประกอบเครื่องเข้าด้วยกัน” คล้ายกับต่างคนต่างเดินนั่นเอง ซึ่งทำให้พลังของพลศึกษาในประเทศไทย นั้น ลดน้อยถอยลงในปัจจุบันนั่นเอง

ที่นี้ เรารองนำเรื่องงานวิจัยที่เป็นภูมิรัฐศาสตร์ งานวิจัยทางด้านพลศึกษา มาลองเชื่อมโยงการวิพากษ์ เข้ากับนโยบายของรัฐบาลกันดูนะครับ

วิพากษ์นโยบายพลศึกษาไทย: 5 ความจริงที่ไม่อยากได้ยิน

  1. เรายังวัดเด็กด้วยไม้บรรทัดของยุคทหาร

หลักสูตรพลศึกษาไทยในระดับโรงเรียน ถ้าลองเปิดดูเกณฑ์การประเมิน จะเจอคำว่า “สมรรถภาพทางกาย” “วิ่ง 50 เมตร” “ลุก-นั่ง 1 นาที” “ดันพื้น” “นั่งงอตัวไปข้างหน้า Sit and Reach”

ฟังดูคุ้น ๆ ไหม? เพราะนี่คือชุดทดสอบที่กองทัพสหรัฐใช้คัดเลือกทหารในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “วัดสมรรถภาพไม่ดี” แต่อยู่ที่ เราหยุดอยู่แค่นั้น ในขณะที่งานวิจัยพลศึกษาโลก 30 ปีหลัง พูดเรื่อง  แรงจูงใจภายใน intrinsic motivation, การรับรู้ความสามารถของตนเอง perceived competence, motivational climate, สุขภาพจิต mental health,กระบวนการทางสังคม social inclusion

ในขณะที่ประเทศไทยยังถามว่า “เด็กลุก-นั่งได้กี่ครั้ง”

หนึ่งในงานที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในประวัติศาสตร์พลศึกษา (Ntoumanis, 2001 — 601 citations) พูดไว้ชัดว่า การที่เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ และรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระในการเลือก คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กรักการออกกำลังกายไปตลอดชีวิต

ระบบที่จับเด็กยืนเรียงแถวให้วิ่ง 5 รอบสนาม ทำลายทั้งสองสิ่งนี้ในเวลาเดียวกัน หรือไม่

  1. ครูพลศึกษาถูกผลิตในกระบวนการที่ล้าหลัง

ลองถามครูพลศึกษาที่จบใหม่ในไทยว่า “เคยอ่านงาน Self-Determination Theory ในพลศึกษาไหม?” คือแนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายว่าแรงจูงใจและพฤติกรรมมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยความต้องการพื้นฐาน 3 ด้าน ได้แก่ ความเป็นอิสระ (Autonomy) ความสามารถ (Competence) และความสัมพันธ์ (Relatedness) ซึ่งหากตอบสนองได้ดีจะส่งผลให้เกิดแรงจูงใจภายใน ความสุข และประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด
แล้วลองถามครูพลศึกษาในสเปน หรือออสเตรเลีย คำตอบจะต่างกันมาก

หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์สาขาพลศึกษาในไทยส่วนใหญ่ยัง เน้นเทคนิคกีฬา (เทคนิคบาสฯ เทคนิคฟุตบอล เทคนิคแบดฯ) มากกว่าจะเน้น ศาสตร์การสอนที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ Evidence Based

ผลคือ เราผลิตครูพลศึกษาที่เก่งเล่นกีฬา แต่ไม่เก่งสอนเด็กที่ไม่อยากเล่นกีฬา ซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ในห้อง

  1. พลศึกษากับสาธารณสุขไม่คุยกัน

งานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในยุค 1980s-1990s คือ Sallis & McKenzie (1991) ที่ชื่อว่า “Physical Education’s Role in Public Health”  ชื่อบทความบอกชัดเลยว่าพลศึกษาคือเครื่องมือสาธารณสุข

ในไทย กระทรวงศึกษาธิการดูแลพลศึกษา กระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เด็กไทยอ้วนเพิ่มขึ้นทุกปี เบาหวานในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทั้งสองกระทรวงทำงานเหมือนคนละโลก

ในขณะที่ในออสเตรเลีย แคนาดา หรือฟินแลนด์ มีโปรแกรมร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาฯ กับสาธารณสุขฯ ที่ออกแบบให้พลศึกษาในโรงเรียน เป็นด่านหน้าของการป้องกัน NCDs ระดับชาติ

ในไทย พลศึกษาอยู่ในตารางสอน 1-2 คาบต่อสัปดาห์ ครูจัดให้เด็กเล่นเกม จบ  ไม่มี dashboard ติดตาม ไม่มี outcome ที่เชื่อมกับสุขภาพระดับประชากร นี่คือการเสียโอกาสในระดับชาติ

  1. เด็กที่ “ไม่เก่งกีฬา” ถูกระบบทอดทิ้ง

พลศึกษาคลื่นที่ 4 พูดเรื่อง inclusivity อย่างจริงจัง  เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีภาวะออทิซึม เด็กพิการทางกาย เด็ก LGBTQ+ เด็กอ้วน เด็กป่วย เด็กผู้หญิงในวัฒนธรรมที่ไม่สนับสนุนการเล่นกีฬา

ทุกคนควรได้พลศึกษาที่ออกแบบมาให้ตัวเอง ไม่ใช่ “พลศึกษาตัวเดียว ใช้กับเด็กทุกคน”

ในประเทศไทย Adapted PE เป็นเหมือน “วิชาเลือก” สำหรับนิสิตในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ไม่ใช่ standard practice ของครูพลศึกษาทุกคน บางมหาวิทยาลัยไม่มีวิชานี้เลยด้วยซ้ำ แหม โชคดี ที่ผมยังได้เรียนกับ ผศ.ดร.มยุรี ศุภวิบูลย์ ในวิชา Sports for Physical with Disabilities เด็กพิเศษในโรงเรียนทั่วไปจำนวนมากถูก “นั่งดูเพื่อน” หรือถูกส่งไปทำกิจกรรมอื่นในคาบพลศึกษา นั่นไม่ใช่พลศึกษาแบบ inclusive  นั่นคือการกีดกันด้วยความสุภาพ

  1. เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีในแบบที่ควร

โลกของพลศึกษายุคนี้มี wearable, heart rate monitor, GPS tracker, motion analysis app, online learning platform เด็กในเดนมาร์กบันทึก HRV ของตัวเองได้ตั้งแต่อายุ 12 ครูในญี่ปุ่นใช้ video analysis สอนเทคนิคตีเทเบิลเทนนิสได้ทันที

ในโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ เทคโนโลยีในคาบพลศึกษา = นกหวีดของครู

ไม่ใช่ความผิดของครู  เป็นความผิดของระบบที่ไม่ลงทุน ไม่ฝึกอบรม ไม่ออกแบบหลักสูตรให้ใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

มีคนถามเสมอว่า “พลศึกษาก็แค่วิชาวิ่งเล่น จะทำให้มันซับซ้อนทำไม?”

งานวิจัยอีกชิ้นที่ถูกอ้างอิงมากในช่วง 2014–2023 (Ardoy และคณะ, 2014  155 citations) ยืนยันว่า การเพิ่มจำนวนคาบและคุณภาพคาบพลศึกษาช่วยพัฒนาผลการเรียนวิชาอื่น และพัฒนาการทำงานของสมองในวัยรุ่น

แปลภาษาไทยง่าย ๆ คือ เด็กที่ได้พลศึกษาดี เรียนเลขได้เก่งขึ้น ถ้าเราอยากให้ลูกหลานไทย “เก่งวิทย์-คณิต” เราต้องลงทุนในพลศึกษาดี ๆ มากพอ ๆ กับลงทุนในติวเตอร์ แต่ในความเป็นจริง พลศึกษาในตารางสอนไทยถูกตัดทอน เพราะถูกมองว่า “ไม่ใช่วิชาหลัก” นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ นี่คือเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันของชาติ

ถ้าจะเดินต่อ  พลศึกษาไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

  1. เปลี่ยนกระบวนการผลิตครูพลศึกษา

หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์สาขาพลศึกษา ต้องเพิ่มน้ำหนัก ศาสตร์การสอนเชิงประจักษ์ ลดน้ำหนัก เทคนิคกีฬาเดี่ยว นิสิตพลศึกษาทุกคนควรอ่าน Ntoumanis, Bailey, Sallis & McKenzie ก่อนจบ และต้องผ่านการฝึก การออกแบบบทเรียนสำหรับเด็กที่ไม่ชอบกีฬา  เพราะนั่นคือเด็กส่วนใหญ่ในห้อง

  1. ปฏิรูปเกณฑ์การวัดผลพลศึกษา

เลิกวัดสมรรถภาพเด็กด้วย “วิ่ง 50 เมตรกี่วินาที” เพียงอย่างเดียว เพิ่มมิติของการวัด แรงจูงใจในการออกกำลังกาย ทัศนคติต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย ทักษะทางสังคม ความสามารถในการตั้งเป้าหมายส่วนตัว  ตัวชี้วัดเหล่านี้ทำได้จริง มีเครื่องมือมาตรฐานในโลก แค่ไทยยังไม่ใช้

  1. สร้างสะพานระหว่างกระทรวงศึกษาฯ กับสาธารณสุขฯ

พลศึกษาในโรงเรียนควรถูกออกแบบให้เป็น ด่านหน้าป้องกัน NCDs มี dashboard ระดับชาติที่ติดตามตัวชี้วัดสุขภาพของนักเรียน ครูพลศึกษาควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องโภชนาการเบื้องต้นและการคัดกรองสุขภาพร่วมกับพยาบาลโรงเรียน นี่ไม่ใช่ของฝัน  ฟินแลนด์ทำมาแล้ว 20 ปี

  1. ลงทุนในเทคโนโลยีพลศึกษาแบบจริงจัง

ไม่ต้องซื้อ wearable ราคาแพงให้เด็กทุกคน แต่ควรมี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง  ระบบบันทึกผลการเรียนพลศึกษาที่ให้ผู้ปกครองเห็นพัฒนาการได้, แอปสำหรับครูใช้ออกแบบแผนการสอน, video analysis ที่โรงเรียนทุกแห่งเข้าถึงได้

ลงทุน 1% ของงบเทคโนโลยีการศึกษาในเรื่องนี้ ก็เปลี่ยนภาพได้ทั้งระบบแล้ว

  1. ทำให้ “ความหลากหลาย” เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ทางเลือก

Adapted PE ต้องเป็นความรู้ของครูพลศึกษา ทุกคน ไม่ใช่แค่ครูเฉพาะทาง โรงเรียนทุกแห่งต้องมีแผนการสอนที่รองรับเด็กที่หลากหลาย ตั้งแต่เด็กออทิสติก เด็กอ้วน เด็กป่วยเรื้อรัง ไปจนถึงเด็กผู้หญิงที่อายในวัยรุ่น

นี่คือเรื่องของ “การเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาที่เท่าเทียม” ไม่ใช่ “นโยบายพิเศษ”

  1. สร้าง ecosystem วิจัยพลศึกษาแบบสเปน

มหาวิทยาลัยที่มีคณะพลศึกษา ควรลงทุนผลิตงานวิจัยในระดับนานาชาติแบบจริงจัง วารสารพลศึกษาภาษาไทยควรถูกพัฒนาให้เข้าฐานข้อมูลสากล ครูในระบบควรมีโอกาสร่วมงานวิจัยกับนักวิชาการ

ในรอบ 10 ปีหน้า ถ้าไทยจะติด Top 20 ของโลกในงานวิจัยพลศึกษา เราต้องเริ่มลงมือ ในวันนี้

  1. เอา “ของไทย” ขึ้นแผนที่โลก

มวยไทย กระบี่กระบอง การละเล่นพื้นบ้าน วิถีการเคลื่อนไหวแบบไทย โยคะของพระภิกษุไทย — สิ่งเหล่านี้ยังไม่ปรากฏในงานวิจัยพลศึกษาระดับโลก ไม่ใช่เพราะไม่มีคุณค่า แต่เพราะยังไม่มีใครเขียนเป็นภาษาวิชาการสากลให้โลกอ่าน

นี่คือโอกาสทอง ที่ไม่มีประเทศไหนทำแทนเราได้

100 ปีแรกของพลศึกษาโลกผ่านไปโดยที่ประเทศไทยแทบไม่มีเสียงเลยในเวทีวิชาการบนโลกใบนี้

นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย  เพราะเรามาช้าได้

แต่ที่น่ากังวลคือ ถ้าเรายังเดินด้วยวิธีคิดเดิม ๆ  วิ่ง 5 รอบสนาม คะแนนการมีส่วนร่วม วัดด้วยเกณฑ์ของยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  เราจะตกขบวนต่อไปอีก 100 ปีข้างหน้า

เด็กไทยที่กำลังหายใจหอบในสนามกลางแดดเที่ยงวันนี้ คือคนที่ต้องอยู่รอดในเศรษฐกิจปี 2050 โลกของเขาจะมี AI ที่ทำงานแทนได้แทบทุกอย่าง สิ่งที่ AI แทนไม่ได้คือ ร่างกายที่แข็งแรง สมองที่ตื่นตัว ทักษะทางสังคม และความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พลศึกษาคุณภาพดี สามารถสร้างได้
คำถามคือ  เราจะเลือกพลศึกษาแบบไหนให้ลูกหลาน?
แบบที่ครูถือนาฬิกาจับเวลา?
หรือแบบที่ครูถือเครื่องมือออกแบบชีวิตที่แข็งแรงไปอีก 80 ปีข้างหน้า?
เวลายังไม่หมด แต่ก็ไม่เหลือเยอะแล้ว

เป็นกำลังใจให้กับทุกการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากนโยบายกระทรวงยังไม่มา ก็เริ่มต้นที่คาบพลศึกษา ของท่านในโรงเรียนได้เลย อยากเปลี่ยนแปลง ก็ติดตามเวบไซต์ sirichet.com ไว้ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไป

บทความนี้สังเคราะห์ขึ้นจากงานวิจัย Physical education research trend in the last 100 years: bibliometric analysis and systematic review of Scopus journal database โดย Al Ardha และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Retos, ฉบับที่ 56 (2024) หน้า 1026–1037 ใครอยากอ่านต้นฉบับเต็ม สามารถค้นหาได้ที่ฐานข้อมูล Scopus หรือเว็บไซต์ของวารสาร Retos

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment