ก่อนอื่นต้องขออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ใช่นักจิตวิทยาการกีฬา แค่เคยเรียนวิชาจิตวิทยาการกีฬามาบ้าง ตอนปริญญาตรี โท และ เอก เลยลองวิเคราะห์สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญอยู่ ผมคิดว่า หากเราเข้าใจต้นเหตุของปัญญาที่แท้จริง ผมก็เชื่อว่า เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหา หรือข้อพิพาทระหว่าง รถถัง และ One Championships ลงได้ อย่างไม่ยากนัก ลองหลับตาสักครู่นะครับ วางอคติ และการเลือกข้างลง แล้วจินตนาการตามผม
รถถัง จิตรเมืองนนท์ คืออนักมวยไทยที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ชีวิตทั้งชีวิตของคุณหมุนรอบคำสามคำ หมัด เข่า ศอก คุณเรียนรู้ที่จะอ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ภายในเสี้ยววินาที คุณรู้สึกถึงจังหวะของเขาก่อนที่เขาจะรู้ตัวเอง ในสังเวียนสี่เหลี่ยมนั้น คุณคือเทพเจ้า
แต่วันหนึ่ง คุณต้องต่อสู้ในสังเวียนที่คุณอ่านไม่ออก คู่ต่อสู้ไม่ใช่คน แต่เป็นเอกสารภาษาอังกฤษหนา 40 หน้า อาวุธของคู่ต่อสู้ไม่ใช่หมัด แต่เป็นคำว่า “Matching Period” “Exclusive Rights” “Liquidated Damages” กรรมการไม่ได้อยู่ในสังเวียน แต่อยู่ในศาลสามประเทศ และรางวัลไม่ใช่เข็มขัดแชมป์ แต่คือค่าเสียหาย 640 ล้านบาทที่คุณอาจต้องจ่าย
นี่คือเรื่องราวของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ในเดือนเมษายน 2569
และนี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าเราต้องคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในมุมดราม่า ไม่ใช่ในมุมว่าใครผิดใครถูก แต่ในมุมที่ลึกกว่านั้น มุมของ “สิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจมนุษย์คนหนึ่ง” เมื่อโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
มาตั้งกติกากันก่อน
บทความนี้จะไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิดทางกฎหมาย เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของศาล
บทความนี้จะไม่เข้าข้างใคร ทั้ง ONE Championship และรถถังต่างมีเหตุผลของตัวเอง
สิ่งเดียวที่ผมสนใจคือ เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากกรณีนี้ ในฐานะวงการกีฬา ในฐานะสังคม และในฐานะมนุษย์ที่ต่างก็เป็นทั้งผู้เล่นและคนดู
ระหว่าง One Championships กับ รถถัง เองมีช่องว่างอยู่สามช่อง
ย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์สั้นๆ ปี 2561 รถถังเซ็นสัญญาฉบับแรกกับ ONE Championship ปี 2565 มีการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ ฝั่ง ONE บอกว่าเนื้อหาเหมือนเดิม 99.99% ส่วนฝั่งรถถังบอกว่า เขาเซ็นเอกสารภาษาอังกฤษในห้องพัก ด้วยความไว้วางใจ “พี่น้อง” ในวงการ
พฤศจิกายน 2568 รถถังระบุว่าเพิ่งได้รับสำเนาสัญญาเป็นครั้งแรกหลังขอมาหลายครั้ง เมษายน 2569 เขาโพสต์ว่าถูกปลอมลายเซ็นกว่า 30 ฉบับ ONE ตอบกลับด้วยการดำเนินคดีใน 3 ประเทศ — ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น รวมมูลค่าความเสียหายที่เรียกร้องราว 640 ล้านบาท หรือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากไทม์ไลน์นี้ ผมอยากให้จับไว้ในใจ 3 ช่องว่าง
- ช่องว่างที่หนึ่ง ภาษา นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ยอมรับว่าอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก
- ช่องว่างที่สอง เวลา เซ็นปี 2565 แต่เพิ่งได้เห็นสัญญาจริงๆ ปี 2568 นั่นคือสามปีเต็ม
- ช่องว่างที่สาม อำนาจ นักกีฬาคนเดียว ปะทะองค์กรข้ามชาติที่มีทีมกฎหมายในหลายประเทศ
สามช่องว่างนี้แหละ คือจุดตั้งต้นของทุกอย่างที่เราจะคุยกันต่อไป
“ผมไม่ใช่คนที่เล่นมวย ผมคือมวย”
ในจิตวิทยาการกีฬามีแนวคิดหนึ่งที่ชื่อว่า อัตลักษณ์ของนักกีฬา Athlete Identity แนวคิดนี้ถูกพัฒนาโดย Britton Brewer ในปี 1993 มีคำจำกัดความง่ายๆ ว่า “ระดับที่บุคคลระบุตัวตนของตัวเองว่าเป็นนักกีฬา” ฟังดูเรียบๆ แต่ผลกระทบลึกมาก
เมื่ออัตลักษณ์ความเป็นนักกีฬาเข้มข้นจนกลืนบทบาทอื่นทั้งหมดของชีวิต เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Role Engulfment” หรือ “การถูกบทบาทกลืนกิน” Patricia และ Peter Adler อธิบายไว้ว่า บทบาทนักกีฬาไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในหลายบทบาทของชีวิต แต่มันกลายเป็นตัวตนทั้งหมด ประโยคที่ว่า “ผมไม่ใช่คนที่เล่นมวย ผมคือมวย” จึงไม่ใช่คำพูดเท่ๆ มันคือความจริงทางจิตวิทยาที่ฝังแน่น
เขาเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ในวัยที่เด็กไทยหลายคนพ่อแม่ยังพาไปเที่ยวเล่น ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ลำบาก รถถังอยู่บนเวทีวัดเพื่อหาเงินส่งครอบครัว ตลอดชีวิตของเขา ทุกอย่างคือมวย ตื่นเช้ามาซ้อม ซ้อมเสร็จไปโรงเรียน กลับมาซ้อมอีก กินตามโภชนาการที่ครูมวยสั่ง นอนตามเวลาที่ร่างกายต้องการสำหรับการฟื้นฟู
ภาษาอังกฤษไม่เคยสำคัญสำหรับสังเวียน ความรู้เรื่องสัญญาไม่เคยสำคัญสำหรับหมัดเข่าศอก ความเข้าใจ Matching Period Clause ไม่เคยช่วยให้ชนะน็อกในยกที่สาม เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ใน priority ของเขามาตลอดชีวิต และนี่ไม่ใช่ความผิดของรถถัง
นี่คือผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ของระบบที่สร้างเขาขึ้นมา ระบบมวยไทยไม่ได้บังคับให้นักมวยเรียนภาษา ไม่ได้สอนเรื่อง financial literacy ไม่ได้สอนเรื่อง contract literacy เพราะระบบต้องการ “นักสู้” ไม่ใช่ “นักธุรกิจ” เหมือนกันถ้าคุณนึกถึงมวยไทย คุณจะนึกถึงความลำบาก ความยากจน การต่อสู้ชี้วิต ขนาดเราเองมองจากข้างนอกลงมา ยังเห็นเลยว่า ระบบแบบนี้มันฝังรากลึกมาช้านาน และก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขเสียทีจากหน่วยงานที่กำกับดูแล เรื่องมวยไทยของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งสมาคมกีฬามวยอาชีพ ก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยเหลียวแล จนทุกวันนี้ เรายังไม่เคยเห็นหน่วยงานเหล่านี้ออกมาพูดอะไรบ้างเกี่ยวกับปัญหาระหว่าง รถถัง และ One Championships เลย
คำถามที่ผมอยากชวนคิดคือ ในสถานการณ์ที่เขาต้องรับมือกับการถูกฟ้องในสามประเทศ มูลค่า 640 ล้านบาท รถถังมี identity ใดบ้างที่จะช่วยเขารับมือได้?
คำตอบคือ แทบไม่มีเลย เพราะทุก identity ของเขาคือนักสู้ และนักสู้ก็รู้แค่วิธีสู้ เขายังไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาหาเขา เขาจริงใจหรือมาหาเขาแค่ผลประโยชน์ชั่วคราว
เมื่อบทบาทเดียวถูกสั่นคลอน ทุกอย่างสั่นคลอนไปด้วย
ประเด็นสำคัญที่ตามมาคือ เมื่อบทบาทนักกีฬากลืนกินตัวตนทั้งหมด การถูกปฏิเสธหรือขัดแย้งกับองค์กรที่ให้เวที จะไม่รู้สึกเหมือนการขัดแย้งทางธุรกิจ มันจะรู้สึกเหมือนการถูกปฏิเสธตัวตนทั้งหมดของตนเอง ความเจ็บปวดนี้ลึกกว่าการสูญเสียรายได้หลายเท่า นี่คือเหตุผลที่รถถังตอบโต้ด้วยอารมณ์รุนแรงในโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เพราะเขาขาดสติ แต่เพราะตัวตนของเขากำลังถูกสั่นคลอนจากรากฐาน และเมื่อคนถูกคุกคามในระดับตัวตน การตอบสนองจะเป็นแบบ fight-or-flight ไม่ใช่การคิดใคร่ครวญแบบนักกฎหมาย
13 วัน ระหว่างศาลกับสังเวียน
ทีนี้มาดูเรื่องระบบประสาทและความเครียดกันบ้าง Richard Lazarus นักจิตวิทยาคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 เสนอว่า ความเครียดไม่ได้มาจากเหตุการณ์ แต่มาจาก “การประเมิน” เหตุการณ์นั้น มีสองขั้น ขั้นแรกถามว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นคุกคามฉันหรือไม่?” ขั้นที่สองถามว่า “ฉันมีทรัพยากรรับมือไหม?” เมื่อคำตอบของขั้นแรกคือ “ใช่ คุกคามมาก” และคำตอบของขั้นสองคือ “ไม่ ฉันไม่มีทรัพยากร” ร่างกายจะเข้าสู่ Acute Stress Response เต็มรูปแบบ
ลองประเมินสถานการณ์ของรถถัง ณ วันที่ 14 เมษายน 2569 กัน
ในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาได้รับข่าวว่าถูกฟ้องใน 3 ประเทศ มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 640 ล้านบาท สำหรับมนุษย์คนหนึ่ง นี่คือจำนวนเงินที่ไม่สามารถหามาใช้ได้ในหลายชั่วอายุคน
คุกคามหรือไม่? คุกคามระดับสูงสุด ทั้งอาชีพ เกียรติยศ สุขภาพจิต และฐานะครอบครัว
มีทรัพยากรรับมือไหม? ความเข้าใจในสัญญา: ต่ำ ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ: ต่ำ เครือข่ายกฎหมายระหว่างประเทศ: จำกัด เงินทุนสำหรับทีมทนายใน 3 ประเทศ: ไม่ชัดเจน การสนับสนุนจากสมาคมต้นสังกัดหรือภาครัฐ: ไม่ชัดเจน
เมื่อการประเมินภัยคุกคาม อยู่ในระดับสูงมาก คูณด้วย ความสามารถในการรับมือที่ต่ำ เท่ากับความเครียดแบบสึนามิ ก็เกิดขึ้น
ในทางสรีรวิทยา เมื่อคอร์ติซอลพุ่งสูงต่อเนื่อง อะดรีนาลีนหลั่งไม่หยุด ระบบประสาท sympathetic ทำงานเต็มที่ สิ่งที่ตามมาคือ ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลลดลง (เพราะเลือดถูกเบนออกจาก prefrontal cortex ไปยังกล้ามเนื้อ) ขอบเขตความสนใจแคบลง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง และการนอนหลับถูกรบกวน
แต่ที่น่าหวั่นใจกว่านั้นคือ รถถังไม่ได้แค่เจอเรื่องนี้ในฐานะคนธรรมดา
เขาต้องชกกับ “ทาเครุ เซกาวะ” นักคิกบอกซิ่งระดับตำนานของญี่ปุ่น ในวันที่ 29 เมษายน นั่นคือประมาณ 13 วันหลังจากวันที่ถูกฟ้อง ในโลกของการแข่งขันระดับสูง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนไฟต์ใหญ่คือช่วง Tapering และ Peak Preparation — เป็นช่วงที่ต้องการการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ระดับคอร์ติซอลที่สมดุล และสมาธิที่จดจ่อเต็มร้อย แต่รถถัง ณ ช่วงเวลานั้น กำลังเผชิญคอร์ติซอลสะสมสูง การนอนที่ถูกรบกวน อารมณ์ที่ปั่นป่วน และสมาธิที่แตกเป็นเสี่ยง ในภาษาจิตวิทยาการกีฬา เราเรียกสถานการณ์นี้ว่า “Competition Readiness Compromised” หรือ “ความพร้อมแข่งขันถูกทำลาย”
คำถามเชิงจริยธรรมที่วงการต้องถามก็คือ เหมาะสมหรือไม่ที่จะจัดไฟต์ระดับนี้ ในสถานการณ์ที่นักกีฬาคนหนึ่งอยู่ในภาวะความเครียด Acute Stress Response
เพราะในสังเวียน การกระจาย Devide Attention ความสนใจไม่ได้ทำให้เสียคะแนน — มันทำให้ได้รับบาดเจ็บทางสมองที่อาจอยู่ตลอดชีวิต TBI: Traumatic Brain Injuries
กลับหัวกลับหาง: เมื่อคนที่คุมทุกอย่าง กลายเป็นคนที่คุมอะไรไม่ได้เลย
มีแนวคิดหนึ่งชื่อว่า Locus of Control หรือ “ที่มาของการควบคุม” Julian Rotter เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1966 คนบางแบบเชื่อว่าสิ่งที่เกิดในชีวิตเป็นผลจากการกระทำของตัวเอง เรียกว่า Internal Locus คนอีกแบบเชื่อว่าเป็นผลจากโชคหรือคนอื่น เรียกว่า External Locus
นักกีฬาชั้นนำส่วนใหญ่มี Internal Locus สูงมากในโดเมนของกีฬาตัวเอง รถถังขึ้นไปบนสังเวียน เขาคุมทุกอย่างได้ เตะเมื่อไร ถอยเมื่อไร ตอบโต้เมื่อไร นี่คือโลกที่เขาเป็นนายของตัวเองแต่ในบริบทคดีความ เกิดสิ่งที่ผมขอเรียกว่า “Locus of Control Inversion”
การกลับหัวกลับหางของที่มาของการควบคุม ทันใดนั้นเขากลายเป็นคนที่คุมอะไรไม่ได้เลย เลือกไม่ได้ว่าจะถูกฟ้องประเทศไหนบ้าง เลือกศาลไม่ได้ คาดการณ์ผลลัพธ์ไม่ได้ ไม่สามารถแม้แต่สื่อสารกับสาธารณะในภาษาที่เขาเชี่ยวชาญ เพราะทุกคำพูดอาจถูกใช้เป็นหลักฐานในคดีหมิ่นประมาท
ในโลกที่ทุกอย่างหลุดจากการควบคุม ร่างกายและจิตใจจะเข้าสู่สภาวะที่ Martin Seligman เรียกว่า “Learned Helplessness” หรือ “การเรียนรู้ว่าช่วยตัวเองไม่ได้”
การทดลองคลาสสิกของ Seligman ในปี 1967 แสดงว่า เมื่อสิ่งมีชีวิตถูกทำให้เจ็บปวดซ้ำๆ โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในที่สุดมันจะเลิกพยายาม แม้เมื่อมีทางออกเปิดขึ้นจริงๆ
มีสัญญาณบ่งชี้หลายอย่างในพฤติกรรมของรถถัง ที่ผมอ่านแล้วเห็นภาพของคนที่กำลังเข้าสู่ภาวะนี้
การพูดว่า “ผมอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก” ซ้ำๆ แม้ในมุมกฎหมายอาจเป็นข้อโต้แย้ง แต่ในมุมจิตวิทยา นี่คือการยอมรับว่า “ฉันไม่มีเครื่องมือจะต่อสู้ในสนามนี้”
การไม่ยอมเซ็นหนังสือปล่อยตัว แม้เมื่อได้รับมันแล้ว สะท้อนความสับสนและความไม่ไว้ใจ ซึ่งเป็นอาการคลาสสิกของคนที่รู้สึกว่าทุกการเคลื่อนไหวอาจเป็นกับดัก
การใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร แม้เสี่ยงต่อคดีหมิ่นประมาท เพราะในสังเวียนออนไลน์ เขารู้สึกว่ายังพอมีเสียงอยู่ ในขณะที่สังเวียนกฎหมายเขาไร้เสียงสิ้นเชิง
สิ่งที่ช่วยได้: Social Support (ถ้ามี)
งานวิจัยของ Cohen และ Wills ในปี 1985 ระบุว่า Social Support เป็นเกราะป้องกัน buffer สำคัญที่สุดต่อ Learned Helplessness และแยกออกเป็น 4 ประเภท
- Emotional Support ความรู้สึกว่ามีคนห่วงใย
- Informational Support ข้อมูลและคำแนะนำที่ใช้งานได้จริง
- Instrumental Support ความช่วยเหลือที่จับต้องได้ เช่น เงิน ทนาย ที่อยู่
- Appraisal Support ความช่วยเหลือในการประเมินสถานการณ์อย่างสมดุล
คำถามที่ผมอยากให้วงการกีฬาไทยถามร่วมกันคือ ในช่วงวิกฤตของรถถัง เขาได้รับ support ทั้งสี่ประเภทนี้อย่างเพียงพอหรือไม่? จากใคร? สมาคมมวยไทยสมัครเล่น? การกีฬาแห่งประเทศไทย? ค่ายต้นสังกัด? หรือเขาต้องเผชิญการต่อสู้นี้เพียงลำพัง?
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของรถถัง แต่คือเรื่องของนักกีฬาไทยทุกคนที่อาจต้องเจอสถานการณ์คล้ายกันในอนาคต และจะมีมากขึ้นแน่นอน เมื่อกีฬาไทยก้าวสู่สังเวียนธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น
หัวใจของเรื่อง: เมื่อสองฝ่ายไว้ใจกันคนละแบบ
ตรงนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจทางจิตวิทยาของคดีนี้ John Rempel และ John Holmes เสนอโมเดลของความไว้วางใจไว้ 3 ระดับ
- ระดับแรกคือ Predictability ฉันคาดเดาได้ว่าคุณจะทำอะไร
- ระดับสองคือ Dependability ฉันวางใจได้ว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันเสียหาย
- ระดับสามคือ Faith ฉันเชื่อว่าคุณจะคุ้มครองฉันแม้ในสถานการณ์ไม่คาดคิด
เมื่อรถถังพูดว่า “ผมเซ็นสัญญาเพราะความไว้วางใจพี่น้อง” สิ่งที่เขาบรรยายคือความไว้วางใจระดับ Faith ไม่ใช่แค่ Predictability ในธุรกิจระหว่างประเทศ นักธุรกิจเซ็นสัญญาบน Contractual Trust ต้องตรวจสอบทุกข้อ อ่านทุกบรรทัด ปรึกษาทนายก่อน
แต่นักกีฬาที่มาจากระบบมวยไทยแบบดั้งเดิม เซ็นสัญญาบน Relational Trust เหมือนเซ็นกับพี่น้อง และนี่คือช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด
ไม่ได้หมายความว่า ONE ผิดศีลธรรม พวกเขาทำในมาตรฐานธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ช่องว่างระหว่าง Trust Framework ของสองฝ่ายนี้คือหัวใจของปัญหา
ฝ่ายหนึ่งเซ็นในฐานะธุรกิจ อีกฝ่ายเซ็นในฐานะพี่น้อง เมื่อเจอปัญหา ฝ่ายหนึ่งใช้กฎหมาย อีกฝ่ายใช้อารมณ์ และทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูก “หักหลัง”
Jennifer Freyd นักจิตวิทยา เรียกปรากฏการณ์การถูกทรยศโดยคนที่เราพึ่งพาทางอารมณ์ว่า “Betrayal Trauma” บาดแผลที่รุนแรงกว่าการถูกทำร้ายโดยคนแปลกหน้ามาก เพราะมันทำลายไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะหน้า
แต่ทำลายระบบการวางใจทั้งหมดของมนุษย์คนนั้น ถ้ามองในมุมรถถัง ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะออกมาอย่างไร การรับรู้ของเขาคือเขาถูกทรยศโดยคนที่เขาเรียกว่า “พี่น้อง” ในวงการ ในขณะเดียวกัน ถ้ามองในมุม ONE พวกเขาก็รู้สึกว่าถูกหักหลังเช่นกัน
องค์กรที่ให้เวทีและผลตอบแทนมหาศาล กลับถูกโพสต์กล่าวหาว่าปลอมลายเซ็น ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าสู่สภาวะ “Mutual Betrayal Narrative” ต่างคนต่างมองตัวเองเป็นเหยื่อ และเมื่อทั้งคู่มองตัวเองเป็นเหยื่อ การประนีประนอมกลายเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
“Ethos of Conflict” เมื่อเข้าสู่สภาวะนี้ การประนีประนอมถูกมองเป็นการทรยศพวกเดียวกัน การถอยหนึ่งก้าวถูกมองเป็นความอ่อนแอดังนั้นก่อนจะเสนอวิธีแก้ ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้กำลังแก้ “ข้อพิพาท” แต่กำลังแก้ “เรื่องเล่าสองชุดที่ต่างจริงในมุมของเจ้าของ”
- หนึ่ง Interest-Based Negotiation ของ Fisher และ Ury (หนังสือ Getting to Yes, Harvard) ที่บอกว่า อย่าเจรจาบน “position” แต่เจรจาบน “interest” ที่อยู่เบื้องหลัง
- สอง Narrative Mediation ของ John Winslade และ Gerald Monk ที่บอกว่าความขัดแย้งระหว่างมนุษย์มักแก้ได้เมื่อทั้งสองฝ่ายได้สร้าง “เรื่องเล่าร่วม” ใหม่ที่ทั้งคู่ยอมรับได้
Efficacy Crisis: เมื่อทักษะทั้งชีวิตช่วยไม่ได้ หมดความเชื่อมั่น
Albert Bandura เสนอแนวคิด Self-Efficacy ในปี 1977 หมายถึงความเชื่อของบุคคลว่าตนเองสามารถทำภารกิจเฉพาะเจาะจงได้สำเร็จ ประเด็นสำคัญที่คนมักลืมคือความเชื่อมั่นในตนเอง Self-Efficacy
Self-Efficacy ของรถถังในการชกมวย สูงที่สุดในโลก แต่ Self-Efficacy ของเขาในการรับมือคดีกฎหมายข้ามชาติ? ใกล้ศูนย์ เมื่อเขาเผชิญสถานการณ์ที่ต้องการ Self-Efficacy ในโดเมนที่เขาไม่ถนัด
ในขณะที่สิ่งที่เขามีสูงก็ช่วยไม่ได้ (หมัดเข่าศอกไม่ชนะคดี) เขาเข้าสู่สิ่งที่ Bandura เรียกว่า วิกฤติความเชื่อมั่นในตนเอง “Efficacy Crisis”
Efficacy Crisis คือช่วงเวลาที่บุคคลตระหนักว่า ทักษะทั้งชีวิตที่ตนเองสะสมไว้ ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย เป็นช่วงเวลาที่ทำลายตัวตนได้มากที่สุด
บทเรียนสำหรับวงการกีฬาไทย
ผมได้วิเคราะห์ในระดับบุคคลมามากแล้ว ถึงเวลาขยายเลนส์ไปดูภาพใหญ่ IOC และ UNESCO พัฒนากรอบที่เรียกว่า Athlete Welfare Framework ครอบคลุมหลายมิติ
- Physical Welfare (สุขภาพร่างกาย)
- Mental Welfare (สุขภาพจิต)
- Financial Welfare (การจัดการการเงินและสัญญา)
- Educational Welfare (การศึกษาและทักษะชีวิต)
- Legal Welfare (การเข้าถึงสิทธิทางกฎหมาย)
- Career Transition Welfare (การเปลี่ยนผ่านหลังเกษียณ)
ถ้ามองกรณีรถถังผ่านแนวคิดของ สวัสดิภาพของนักกีฬา เราเห็นชัดว่ามิติที่สามถึงหก แทบไม่ได้รับการดูแลเลย นักกีฬาที่สร้างชื่อให้ประเทศระดับโลก ได้รับการศึกษาและ financial literacy ในระดับเดียวกับเด็กที่จบมัธยมต้น ทั้งที่รายได้และความซับซ้อนของสัญญาเท่ากับ CEO บริษัท ในยุโรปมีโปรแกรม EU Guidelines on Dual Careers of Athletes ตั้งแต่ปี 2012 ออสเตรเลียมี Australian Institute of Sport ที่มี Personal Excellence Programme ญี่ปุ่นและไต้หวันมีโครงสร้างคล้ายกัน
คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ เรามีเทียบเท่าไหม?
คำตอบคือ แทบไม่มี หรือมีในรูปแบบที่กระจัดกระจายและไม่เป็นระบบ สมาคมกีฬาแต่ละแห่ง กกท. โอลิมปิกไทย ต่างก็มีบางชิ้นส่วน แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ Athlete Welfare ในภาพรวม
ข้อเสนอที่ทำได้เลย
- หนึ่ง สร้าง Contract Literacy Programme ทุกสมาคมกีฬาหลักควรมีโปรแกรมนี้ ทนายอิสระที่เป็นกลาง บริการแปลเอกสารเป็นภาษาไทย Checklist ของ clause ที่ควรระวัง
(Matching Period, Exclusive Rights, Image Rights, Termination Clause) และเวิร์กช็อปประจำปีสำหรับนักกีฬาและครอบครัว - สอง ลงทุนใน Sport Psychology Infrastructure ไม่ใช่แค่จ้าง sport psychologist แต่สร้าง ecosystem ที่นักกีฬาเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่แค่มีในกระดาษ
- สาม สร้าง Athlete Crisis Protocol ทุกองค์กรกีฬาหลักควรมีจุดติดต่อเดียว 24/7 ทีมสหวิชาชีพที่พร้อมเคลื่อนตัว (ทนาย นักจิตวิทยา นักประชาสัมพันธ์ นักสังคมสงเคราะห์) แนวทางสื่อสารที่ปกป้องนักกีฬา ไม่ใช่ปกป้ององค์กร และกองทุนฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
- สี่ ยืมแนวคิด Informed Consent จากวงการแพทย์ การที่นักกีฬาเซ็นสัญญา ไม่ควรพิจารณาแค่ว่าเขาเซ็นด้วยลายมือของตัวเอง แต่ต้องพิจารณาว่าเขาเซ็นในสภาวะที่มีความเข้าใจเต็มที่หรือไม่ ในวงการแพทย์ ถ้าผู้ป่วยไม่เข้าใจภาษา ต้องมีล่าม ถ้าเอกสารยาว ต้องให้เวลาอ่าน ถ้าผู้ป่วยมีสภาวะอารมณ์ผิดปกติ ต้องรอให้สงบก่อน
วงการกีฬาควรยืมแนวคิดนี้มาใช้ ไม่ใช่การเสียเปรียบขององค์กร แต่คือการลดความเสี่ยงของคดีในระยะยาว
ผมอยากพูดให้เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
- ONE Championship ยกระดับมวยไทยสู่ระดับโลกอย่างมหาศาล สร้างรายได้ให้นักมวยไทยในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในแง่กฎหมาย อาจถูกในหลายประเด็น
- รถถัง จิตรเมืองนนท์ คือสมบัติของชาติ คือนักสู้ที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กีฬาที่เขารัก และในความเจ็บปวดของเขา มีความจริงที่เราต้องรับฟัง
แต่ที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นคือ ทั้งสองฝ่าย ต่างก็เป็น “เหยื่อ” ของระบบที่ใหญ่กว่าทั้งคู่ ระบบที่ทำให้ Trust Framework ของสองฝ่ายไม่ตรงกัน ระบบที่ไม่มี safety net สำหรับนักกีฬา ระบบที่ทำให้ความขัดแย้งต้องจบที่ศาล แทนที่จะจบที่การเจรจา
ข้อคิดสุดท้าย
สำหรับนักกีฬา โค้ช หรือผู้ปกครองของนักกีฬาที่อ่านมาถึงตรงนี้ ผมอยากฝากข้อคิดหนึ่งข้อ
อย่าให้เด็กที่คุณรักมีแค่ identity เดียว
สังเวียนไม่ได้เป็นมิตรตลอดกาล ไม่มีใครอยู่บนยอดได้ตลอดไป ความสามารถในการเป็น “คนอื่น” นอกจากนักกีฬา ลูก พ่อ นักเรียน นักธุรกิจ นักเขียน ศิลปิน ครู อะไรก็ได้ คือเสื้อเกราะที่จะปกป้องเขาในวันที่สังเวียนล่มสลายเพราะในสังเวียนของชีวิต จิตใจที่เข้มแข็ง สำคัญพอๆ กับพลังของกำปั้น
ถ้าสิ่งที่รถถังกำลังทำอยู่เป็นความคิดของรถถังเอง ผมเชื่อว่า มันแก้ไขไม่ยาก แต่ถ้าสิ่งที่รถถังกำลังทำอยู่ มันเกิดจากการถูกปั่นหัว โดยผู้ใหญ่บางคน หรือ รับเงิน รับทอง จากเขามาแล้ว เพื่อจะสร้างเรื่องให้เกิดการฉีกสัญญา โดยอ้างเรื่องของ ความไม่รู้ภาษา อันนี้ ก็ต้องนั่งวิเคราะห์กันใหม่ทั้งหมด เพราะ Assumption ที่ผมใช้ คือ ผมวิเคราะห์จากตัวของรถถัง ที่ไม่ได้ถูกปั่นหัวจากกลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้นนะครับ
บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงวิชาการจิตวิทยาการกีฬาบนข้อมูลสาธารณะ ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 ไม่ใช่การวินิจฉัยทางคลินิก ไม่ได้มีจุดประสงค์ตัดสินคดี และไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด