เมื่อเปลือกหอยที่เคยเป็นขยะ กลายเป็นสารเคมีอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
คุณเคยกินหอยแครงลวกจิ้มหรือยำหอยแครงไหม?
ถ้าเคย ลองนึกภาพว่าเปลือกหอยที่คุณวางไว้ข้างจาน เปลือกที่ร้านส้มตำทิ้งถังละหลายสิบกิโลทุกวัน เปลือกที่ตลาดอ่างศิลา ชลบุรี ผลิตออกมา ปีละกว่า 400,000 ตันทั่วโลก — เปลือกเหล่านั้นจะไปไหน?
คำตอบเดิมคือ: ไปกองอยู่ตามชายฝั่ง ไปฝังกลบ ไปเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือส่งกลิ่นเน่าเหม็นในกองขยะ ที่เหลือจากร้านซีฟู๊ด หรือ อุตสาหกรรมประมง แต่คำตอบใหม่ที่ทีมวิจัยของเราเพิ่งตีพิมพ์ใน International Journal of Molecular Sciences (Q1, IF สูง) ฅ
เมื่อเดือนเมษายน 2026 คือ: มันกลายเป็น Calcium Formate ได้ภายใน 15 นาที ต้นทุนแค่ 0.89 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม และขายได้ราคา 1.09 ดอลลาร์ คิดเล่นๆคือ กำไรพอซื้อกาแฟได้แก้วหนึ่ง แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก

🧬 Calcium Formate คืออะไร? ทำไมต้องสนใจ?
พูดง่ายๆ calcium formate (Ca(HCOO)₂) คือเกลือแคลเซียมที่มี “ตัวช่วย” ชื่อ formate ion เกาะอยู่ มันเป็นสารเคมีอุตสาหกรรมที่ ผลิตทั่วโลกปีละเกิน 100,000 ตัน ใช้ใน:
- อุตสาหกรรมก่อสร้าง — เป็น accelerator ช่วยให้ซีเมนต์แข็งตัวเร็วขึ้น
- อาหารสัตว์ — เป็น feed additive ที่ EFSA ของยุโรปรับรองแล้วว่าปลอดภัย
- อุตสาหกรรมฟอกหนัง และสิ่งทอ
- สารละลายน้ำแข็งบนรันเวย์สนามบิน (de-icing agent)
- และที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนวงการกีฬา — เป็น platform biomaterial สำหรับงานชีววัสดุ เช่น bioactive coating บน titanium implant
ปัญหาคือ กระบวนการผลิตแบบเดิมใช้ limestone จากเหมือง ต้องเผาที่อุณหภูมิสูงจน CaCO₃ แตกเป็น CaO แล้วค่อยไปทำปฏิกิริยาต่อ — กินพลังงาน ปล่อย CO₂ และทำลายภูเขา
แล้วทำไมไม่ใช้เปลือกหอยแครงที่กองอยู่ตามชายฝั่งประเทศไทยล่ะ? เปลือกหอยแครงมี CaCO₃ ถึง 98–99% บริสุทธิ์กว่าหินปูนหลายอย่าง นั่นคือสิ่งที่ทีมเราทำ
⚗️ สิ่งที่เราพบ (แบบไม่ต้องเป็นนักเคมีก็เข้าใจ)
เราลองผสมผงเปลือกหอยแครงกับ formic acid ที่ความเข้มข้น 3 ระดับ: 50%, 60%, และ 70%
ผลคือ:
| ตัวอย่าง | อุณหภูมิปฏิกิริยา | เวลา | ผลผลิต | บริสุทธิ์ |
|---|---|---|---|---|
| CF50 (50%) | < 50°C | 15–20 นาที | 95.88% | ✅ α-Ca(HCOO)₂ บริสุทธิ์ |
| CF60 (60%) | < 50°C | 15 นาที | 96.54% | ✅ ดีที่สุด |
| CF70 (70%) | ร้อนจัด ระเบิด | < 1 นาที | 88.69% | ❌ มี CaCO₃ ตกค้าง |
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ CF70 สนุกมาก — กรดเข้มข้นเกินไป ปฏิกิริยาเกิดเร็วจนความร้อนสะสมทำให้ formic acid ระเหยหนีไปก่อนทำปฏิกิริยาเสร็จ เหมือนเติมน้ำมันแล้วไฟลุกก่อนเครื่องจะติด ของเหลือจึงมี CaCO₃ ที่ยังไม่ได้ reactive เต็มที่
บทเรียน: ความเข้มข้นที่พอดี Optimimum Concentration ชนะ “ยิ่งเยอะยิ่งดี Maximized” เสมอ เหมือนการเทรนนักกีฬาแหละครับ ที่สมัยก่อนเรามุ่งเน้นที่จะพัฒนาให้นักกีฬาของเรานั้น มีสมรรถภาพสูงไปเสียทุกด้าน แต่บางครั้งมันก็อาจจะไม่จำเป็น และทำให้เรา
มีต้นทุนที่สูงมากตามมา
แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับ “วิทยาศาสตร์การกีฬา”?
ตรงนี้คือประเด็นที่ผมอยากคุยเป็นพิเศษ
ข้อแรก — Calcium Formate คือ platform material ที่เชื่อมไปสู่ชีววัสดุทางการกีฬาได้โดยตรง
Calcium ion (Ca²⁺) คือ currency หลักของร่างกายนักกีฬา:
- เป็นตัวกำหนด excitation–contraction coupling ในกล้ามเนื้อ (ไม่มี Ca²⁺ = ไม่มีการหดตัว)
- เป็น signaling molecule ใน bone remodeling — กระบวนการที่นักกีฬาทุกคนพึ่งพาเมื่อเจอ stress fracture
- เป็น cofactor ของ pathway ที่เกี่ยวกับ muscle recovery และ neuromuscular function
และ calcium formate มี bioavailability สูงกว่า calcium carbonate ทั่วไป เพราะ formate ion ช่วยให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งเปิดประตูไปสู่:
- Bioactive coating บน titanium implant สำหรับศัลยกรรมกระดูกในนักกีฬาที่ต้องผ่าตัด ACL reconstruction, fracture fixation ฯลฯ
- Nutraceutical calcium supplements สำหรับนักกีฬาที่เสี่ยง stress fracture (นักวิ่งระยะไกล, นักยิมนาสติก, นักมวย, นักบัลเล่ต์)
- Scaffold material สำหรับ bone tissue engineering ในงาน regenerative sports medicine
ข้อสอง นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของ “interdisciplinary research” ที่ระบบวิชาการไทยพูดถึงมานานแต่ทำจริงน้อย หรือนักวิจัยส่วนมากมักจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการวิจัยที่มีการบูรณการข้ามศาสตร์ Multidisciplinary หลายคนก็กำลังมุ่งมั่น
ทำในศาสตร์ที่ตนเองถนัดและได้เปรียบ แต่ลองคิดเล่นๆ ถึงปรัชญาการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือกระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและสมัครใจตลอดช่วงชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิตให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
เป็นการรวมการเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยไว้ด้วยกัน เพื่อให้บุคคลพัฒนาศักยภาพตนเองได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนตาย สมมติว่าอาจารย์คนนึง จบเกี่ยวกับเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬา แล้วสนใจจะไปทำทางด้านชีวเคมี หรือ ทางด้าน Material Science สามารถทำได้หรือไม่
คำตอบคือ ยากที่จะได้รับการยอมรับนั่นเอง
ทีมวิจัยนี้ประกอบด้วย:
- นักเคมีวัสดุจาก KMITL (King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang)
- นักเทคโนโลยีการเกษตรจาก KMITL
- นักชีววิทยาจาก KMITL
- นักวิทยาศาสตร์การกีฬาจาก มศว ซึ่งก็คือผมเอง
คำถามคือ: แล้วคนจากคณะพลศึกษาไปทำอะไรในทีมเคมีวัสดุ?
คำตอบคือ นี่แหละคือจุดที่งานวิจัยสมัยใหม่ควรจะเป็น
🎯 ทำไม Sport Science ต้องอยู่ในทีมวิจัยเคมีวัสดุ?
ลองคิดดูนะครับ ถ้าทีมมีแต่นักเคมี พวกเขาจะสังเคราะห์ calcium formate ได้ดีมาก — แต่พวกเขาจะไม่รู้ว่า:
- นักกีฬาวิ่ง stress fracture บ่อยที่สุดที่กระดูกส่วนไหน และเพราะเหตุใด
- ช่วง return-to-play หลังผ่าตัดกระดูก ต้องการ osseointegration เร็วแค่ไหนจึงจะแข่งทันฤดูกาล
- การออกแบบ implant coating ที่เหมาะกับ loading pattern ของแต่ละประเภทกีฬา
- ตัวชี้วัด functional outcome ที่ meaningful จริงในกีฬา เช่น vertical jump, sprint time, agility test ไม่ใช่แค่ X-ray healing
ในทางกลับกัน ถ้าทีมมีแต่นักวิทยาศาสตร์การกีฬา เราก็จะวิเคราะห์ biomechanics ของการบาดเจ็บได้ แต่จะออกแบบวัสดุใหม่ๆ ไม่ได้ การบูรณาการข้ามศาสตร์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็น (necessary condition) ของงานวิจัยที่มี translational value จริงงานนี้จึงเป็นโมเดลที่ผมภูมิใจเสนอว่า: คณะพลศึกษาไทย สามารถยืนอยู่ในวงการวิจัยวัสดุระดับนานาชาติได้ ถ้าเรากล้าเดินออกจากกรอบของตัวเอง
😏 แวะคุยนอกประเด็นสักนิด: เรื่อง ICMJE ที่ครั้งก่อนมีคนร้องเรียน
สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่รู้บริบท ครั้งก่อนมีผู้ร้องเรียนว่าการที่ผมปรากฏชื่อในงานวิจัยเคมีวัสดุ “ผิดหลัก ICMJE” (International Committee of Medical Journal Editors — หลักเกณฑ์การระบุผู้ประพันธ์)
เพราะ ICMJE เกณฑ์การ authorship มี 4 ข้อหลัก:
- มี substantial contribution ใน conception, design, acquisition, analysis, หรือ interpretation
- มีส่วน drafting หรือ critically revising ในเนื้อหาทางปัญญา
- Final approval ของ version ที่ตีพิมพ์
- Accountability สำหรับงานทุกแง่มุม
งานชิ้นนี้ผมมีส่วนใน writing—review and editing (ระบุชัดใน Author Contributions) และ project administration — ซึ่งเข้าเกณฑ์ ICMJE ครบทุกข้อ
แต่ที่สำคัญกว่านั้น: ICMJE เองก็ยอมรับว่าการ collaborate ข้ามศาสตร์เป็นเรื่องปกติในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทีมวิจัยที่มีทั้งนักเคมี นักชีววิทยา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และวิศวกร = team science = the way forward
ผมเข้าใจว่าบางท่านอาจจะไม่คุ้นกับการเห็นอาจารย์คณะพลศึกษาในรายชื่อผู้วิจัยของ IJMS หรือ Heliyon หรือ ACS Omega — แต่นี่คือภาพอนาคต ไม่ใช่ภาพอดีต
และตอนนี้งานชิ้นนี้ก็ผ่าน peer review ของ MDPI IJMS ซึ่งเป็น Q1 journal Molecular Science เรียบร้อยแล้ว
(ขอบคุณที่ทำให้ได้ทบทวน ICMJE ละเอียดครับ มีประโยชน์ต่อวงการจริงๆ 😊)
ศักยภาพของไทยในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
ประเด็นที่ผมอยากเน้นต่อ: ประเทศไทยมีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเป็น regional hub ด้านชีววัสดุจากของเหลือทิ้งทางทะเล
- Raw material ฟรี — เรามีเปลือกหอย เปลือกกุ้ง เปลือกปู กระดอง ฯลฯ จากอุตสาหกรรมประมงและร้านอาหารจำนวนมหาศาล
- Coastal geography — ชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ sustainable
- Existing research ecosystem — KMITL, Chula, Mahidol, มศว, และมหาวิทยาลัยภูมิภาคต่างๆ มีเครื่องมือ FTIR, XRD, XRF, SEM, TGA ครบ
- Labor cost ต่ำ + Market access ผ่าน ASEAN
งานวิจัยนี้เองแสดงตัวเลขชัด: production cost 0.89 USD/kg, market price 1.09 USD/kg = margin 22% ที่ scale industrial ได้จริงถ้าทำเป็น startup จริงจัง + จดสิทธิบัตร + ขยาย product line
ไปยัง calcium acetate, calcium lactate, calcium citrate, hydroxyapatite (ซึ่งทีมนี้ตีพิมพ์แล้วทั้งหมด) — เราสามารถเป็น exporter ชีววัสดุจาก marine biowaste ระดับภูมิภาคได้
สิ่งที่ขาดไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่องค์ความรู้ ไม่ใช่ materials สิ่งที่ขาดคือ narrative ระดับชาติว่าเราทำได้ และ policy ที่กล้า invest ใน circular economy
🏛️ บทบาทของภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มศว
ที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เราเชื่อมานานแล้วว่า sport science ไม่ใช่แค่การเทรนนักกีฬาหรือวัด VO₂max เรามองตัวเองเป็น convergence point ของหลายศาสตร์
ชีวกลศาสตร์ สรีรวิทยา จิตวิทยาการกีฬา โภชนาการ วัสดุศาสตร์ การจัดการกีฬา และนโยบายสาธารณะ ที่ผ่านมา ทีมงานวิจัยของเราได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆมากมาย เช่น
- KMITL (งานชิ้นนี้ และงาน calcium compound series อื่นๆ)
- การกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT) ในงานวิจัยด้านมาตรฐานการแข่งขันและ governance
- สมาคมกีฬาระดับชาติ — TAMMA (MMA), มวยไทย, และอื่นๆ
- หน่วยงานต่างประเทศ เช่น ONE Championship, ACPES, ICSES
- ภาครัฐ — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวง อว.
และเรากำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพ ICSES 2026 / ACPES ในเดือนตุลาคม 2026 ที่ มศว — ซึ่งจะเป็นเวทีให้ interdisciplinary sport science ของไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีนานาชาติ
จากเปลือกหอยแครง ถึงอนาคตของวิทยาศาสตร์การกีฬาไทย
งานวิจัยชิ้นเล็กๆ นี้ อาจดูเหมือนแค่ “เอาเปลือกหอยมาทำสารเคมี” แต่ถ้ามองให้ลึก มันบอกเล่าหลายอย่างพร้อมกัน:
✅ Circular economy ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ buzzword
✅ Green chemistry ที่ประหยัดพลังงาน ลด CO₂ และไม่ต้องใช้ organic solvent
✅ Interdisciplinary research ที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬานั่งโต๊ะเดียวกับนักเคมีวัสดุ
✅ Translational pathway จาก bench science สู่ sport medicine application
✅ ศักยภาพไทย ในการเป็น biomaterial hub ของอาเซียน
✅ การ reposition บทบาท ของคณะพลศึกษาไทย ให้ทันยุคที่วิทยาศาสตร์การกีฬากลายเป็น “convergence science”
ถ้าวิทยาศาสตร์การกีฬาในศตวรรษที่ 20 คือยุคของ physiological adaptation วิทยาศาสตร์การกีฬาในศตวรรษที่ 21 จะเป็นยุคของ material-driven performance science
ที่เราออกแบบทั้งคน ทั้งวัสดุ ทั้งสภาพแวดล้อม เพื่อให้ศักยภาพมนุษย์ไปไกลกว่าที่ใครเคยคิดว่าเป็นไปได้ และใครจะรู้ บางที จุดเริ่มต้นของ next-generation performance science อาจเริ่มจาก…เปลือกหอยแครงในจานส้มตำของคุณ 🦪
📚 อ้างอิง
Seangarun, C., Boonchom, B., Seesanong, S., Boonmee, W., Punthipayanon, S., Laohavisuti, N., & Rungrojchaipon, P. (2026). Low-Cost and Rapid Production of Calcium Formate from Cockle Shell Waste for Sustainable Waste Recycling. International Journal of Molecular Sciences, 27(8), 3520. https://doi.org/10.3390/ijms27083520