เมื่อวิทยาศาสตร์การกีฬาบอกว่า ที่ไม่ใช่ “ใครถูก–ใครผิด” แต่คือ “การบูรณาการ”
ในช่วงหลังๆ โลกโซเชียลของสาย exercise science ในไทยคึกคักขึ้นมาก มีการวิเคราะห์–วิจารณ์–ต่อยอดความรู้กันอย่างเข้มข้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีของวงการอย่างยิ่ง กรณีล่าสุดที่น่าสนใจคือบทสนทนาระหว่าง “อินฟลูเอนเซอร์เวทเทรนนิ่ง” ฝั่งหนึ่ง กับ “ครูพิลาทิส” อีกฝั่งหนึ่ง ที่ยกประเด็นเรื่อง deep muscles, local stabilizers, anticipatory postural adjustment (APA) และการฝึก motor control ขึ้นมาถกกันอย่างดุเดือด
ผมอ่านทั้งสองฝั่งด้วยความตั้งใจ และพบว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ใครถูก–ใครผิด” แต่เป็นเรื่องของ “ใครมองจากหน้าต่างบานไหน” บทความนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านมาย้อนกลับไปยัง “Foundation” แล้วค่อยๆ ต่อภาพให้ครบ ทั้งในมุม neuromuscular physiology, motor learning และ biomechanics เพื่อจะได้เห็นว่าแท้จริงแล้วทั้งสองฝ่ายกำลังพูดถึงคนละระดับของระบบเดียวกัน
“ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ขัดแย้งกันในหลักวิทยาศาสตร์ พวกเขากำลังยืนอยู่คนละจุดบนความต่อเนื่อง ของการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหว และต่างก็มีหลักฐานสนับสนุนของตนเอง”
ผมเห็นด้วยกับอินฟลูเอนเซอร์ท่านนี้ในหลายประเด็นของหลักการพื้นฐาน และอยากยกย่องในความพยายาม “connecting the dots” ระหว่างหลายศาสตร์ อันได้แก่:
- หลักการ anticipatory adjustment เป็นคุณสมบัติ ของระบบประสาทโดยรวม ไม่ใช่ของกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่ง ถูกต้อง ตามหลักฐานทางประสาทสรีรวิทยา neurophysiology ปัจจุบัน
- การตั้งคำถามว่า “แยกกล้ามเนื้อเพื่อฝึกแบบเจาะจง” ทำได้จริงแค่ไหน เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะการระดมเส้นใยนกล้ามเนื้อ motor unit recruitment ในชีวิตจริงมักเป็น รูปแบบ รวม ไม่ใช่การสั่งทีละมัด
- การยืนยันว่า “experience ≠ understanding mechanism” ตรงตามหลัก evidence-based practice ที่เราพยายามผลักดันในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬา
อย่างไรก็ตาม มี 3 ประเด็นในการเขียนที่ผมคิดว่ายังต้องระวัง และอาจทำให้ข้อสรุปถูกตีความไปในทางที่เสียหายต่อวงการได้:
ประเด็นที่ 1 : การลดความซับซ้อนลงเป็น “เพราะฉะนั้นแค่นี้ก็พอ”
การที่ APA เป็น property ของระบบประสาท ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องฝึกอะไรเฉพาะทาง” เลย งานวิจัยของ Yamane และคณะ (2023) พบว่าในสภาวะที่ต่างกัน (predictable vs. unpredictable perturbation) รูปแบบการทำงานของ deep trunk muscles เช่น Transverse Abdominis (TrA), Multifidus, Psoas Major เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดย TrA แสดง feedforward activation ชัดเจนใน predictable condition ดังนั้น “การฝึกภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้” ก็ยังมีคุณค่าเฉพาะของมันในการ calibrate ระบบ
ประเด็นที่ 2 : การตีความ “ความรู้สึก” กับ “การวิพากษ์วิจารณ์ เชิงระบบ” ที่ยังคลุมเครือ
การเขียนบางช่วงระบุว่า “คนที่ยึด ต้องเคยลองก่อนถึงจะพูดได้ ส่วนใหญ่กำลังปกป้อง belief ไม่ใช่กำลังอธิบาย mechanism” ประโยคนี้มีส่วนถูก แต่ก็สามารถย้อนกลับมาถามฝั่งตนเองได้เช่นกันว่า: การวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่ได้เชื่อมโยงให้เข้ากับบริบท เฉพาะของ modality นั้นๆ (เช่น เงื่อนไข patient population, progression model, pedagogical approach) อาจเป็นการ ปกป้องความเชื่อของตัวเอง defend belief อีกแบบหนึ่งหรือไม่?
ประเด็นที่ 3 : สำนวนการเขียนที่ทำให้ “เนื้อหาดีๆ ถูกกลบ”
hashtag อย่าง #มืงแยกกล้ามเนื้อไม่ได้ หรือการใช้คำอย่าง “ฟังกูนะ” แม้จะเป็นภาษาโซเชียลที่เข้าถึงคนได้กว้าง แต่ในทางวิชาการแล้ว น้ำเสียงแบบนี้มักทำให้ผู้อ่าน defensive ก่อนจะได้อ่านสาระ และทำให้ข้อโต้แย้งที่อาจถูกต้องในเชิง mechanism กลายเป็น “การโจมตีวิชาชีพ” แทน สุดท้ายจบด้วย ค. ผมเดาเอาว่าแปลว่า ครับ/ค่ะ
“ในทางวิชาการ ความถูกต้องของ argument ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามความแรงของน้ำเสียง แต่เพิ่มขึ้นตามคุณภาพของหลักฐานและความรัดกุมของเหตุผล”
สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพูดถึง (คนละมุม)
Motor Unit Recruitment กับหลัก Henneman Size Principle
เวลาเราเคลื่อนไหว ระบบประสาทจะ “recruit” motor units ตามหลัก Henneman Size Principle คือเริ่มจาก slow-twitch (Type I) ที่หดตัวช้า และสร้างแรงต่ำ ไปจนถึง fast-twitch (Type II) ที่หดตัวเร็ว และสร้างแรงได้สูง โดยที่เราไม่สามารถ “เลือก” ได้ว่าจะใช้มัดไหน
สิ่งที่พิลาทิสและเวทเทรนนิ่งทำจริงๆ ไม่ใช่การ “แยกฝึกมัด” ในระดับ motor unit แต่เป็นการ “ปรับ recruitment pattern” ในระดับ synergy คือการเปลี่ยนว่ากล้ามเนื้อกลุ่มใด “ทำงานก่อน–หลัง” และ “ทำงานเท่าไหร่” สัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้และวัดได้ด้วย EMG
Anticipatory Postural Adjustment (APA) : เส้นทางการเรียนรู้ของระบบประสาท
APA : กลไกอัตโนมัติของระบบประสาทส่วนกลางที่สั่งการให้ร่างกายปรับสมดุลและเกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการเคลื่อนไหวจริง Postural Control
งานวิจัยของ Abdellatif และคณะ (2025) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Medicine ศึกษาในคน 100 คน พบว่าการเรียงตัวของกระดูกสันหลังและเชิงกรานในสามระนาบมีผลต่อ feedforward activation ของกล้ามเนื้อลำตัว โดยคนที่มี vertebral rotation มากหรือ sagittal imbalance จะแสดงการ activate ของ External Oblique และ Lumbar Multifidus ที่ “ช้ากว่า” คนที่มีแนวกระดูกสันหลังสมดุล
งานวิจัยของ Yang และคณะ (2023) ที่ตีพิมพ์ใน Pain and Therapy ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยพบว่าในผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังแบบไม่เฉพาะเจาะจง (NCLBP) ภายใต้ dual-task condition จะมี APA latency ของ Multifidus และ TrA/Internal Oblique ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ และ “มีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของการทำงานในชีวิตประจำวัน”
ข้อสรุปทางคลินิกคือ: APA ไม่ได้ทำงาน “สมบูรณ์แบบ” ในทุกคน ในคนที่มี pain, poor posture หรือ motor control ที่รวน การฝึกแบบควบคุมได้ในสภาพแวดล้อมที่ predictable (เช่น Pilates) มีบทบาทในการ “re-calibrate” ระบบนี้ให้กลับมาทำงานตาม Sequence ของการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม
Motor Learning Spectrum : Predictable → Variable → Reactive
ในทฤษฎี motor learning ที่เป็นที่ยอมรับ (Fitts & Posner ; Gentile ; Newell) การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวเกิดเป็นลำดับขั้น เริ่มจาก cognitive stage ที่ต้องคิดเยอะ ผิดบ่อย ต่อเนื่องไปยัง associative และสุดท้ายคือ autonomous stage ตามลำดับขั้น
ในเชิง practice design หลัก contextual interference แสดงว่า random/variable practice ให้ retention และ transfer ที่ดีกว่า blocked/predictable practice ในระยะยาว แต่ในระยะแรกของการเรียนรู้ blocked practice กลับให้ acquisition rate ที่เร็วกว่า นี่คือหลักฐานที่ชัดว่า “predictable practice” ไม่ได้เป็น “คู่ตรงข้าม” ของ variable practice แต่เป็น “ขั้นแรก” ที่จำเป็นในหลายบริบท ของทักษะการเคลื่อนไหว
|
ประเด็น |
มุมมอง Influencer เวทเทรนนิ่ง | มุมมองครูพิลาทิส |
| การทำงานของ deep stabilizers | เป็นการทำงานของหลายระบบพร้อมกัน ไม่สามารถ “แยกฝึกทีละมัด” ได้ | ไม่ได้แยกฝึก แต่ฝึกให้ “รู้ตัวและเข้าถึง pattern” ที่ระบบนี้ควรทำ |
| การเคลื่อนไหวช้าและ predictable | ลดความท้าทายของระบบ anticipatory ไม่ได้สร้าง adaptation เท่าที่ควร | “ลด noise” เพื่อให้สมอง calibrate pattern ใหม่ได้ชัดเจน |
| นิยามของ “ความแข็งแรง” | ต้องมี progressive overload และ maximal force production จึงจะ “แข็งแรงจริง” | มีหลายมิติ : strength, endurance, control, coordination |
| บทบาทของ Pilates | เป็น entry point ไปสู่การฝึกที่ “จริงจัง” กว่า |
เป็นหนึ่งใน layer ของการฝึก อยู่ก่อน หรือหลังการฝึกอื่นก็ได้ หรือจะเป็นการฝึกเสริมก็ได้นะครับ |
ในการตอบคำถามว่า “Pilates มีประโยชน์จริงหรือไม่” เราต้องแยกให้ชัดว่าถามในบริบทไหน ต่อไปนี้คือหลักฐานล่าสุดจากงานวิจัย
ในผู้ป่วย Chronic Low Back Pain
งานวิจัย randomized controlled trial ของ Ulusoy และ Iyigun (2025) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Bodywork and Movement Therapies ได้เปรียบเทียบ Pilates กับ Proprioceptive Neuromuscular Facilitation (PNF) ในผู้ป่วย CLBP จำนวน 60 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า ทั้งสองกลุ่มลดความปวดได้คล้ายกัน แต่กลุ่ม Pilates มีการปรับปรุงด้าน core stability ที่ “มีนัยสำคัญมากกว่า” (F = 8.647, p = 0.005, η² = 0.134) และยังเป็นกลุ่มเดียวที่ปรับปรุง body image ได้
ในนักกีฬาเยาวชนหญิง
งานวิจัยของ Rahimi และคณะ (2025) ที่ตีพิมพ์ใน BMC Sports Science, Medicine and Rehabilitation ศึกษาในนักวอลเลย์บอลหญิงเยาวชนจำนวน 30 คน ฝึก Pilates 3 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 50 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าความผิดพลาดใน Landing Error Scoring System (LESS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.001) และปรับปรุงการกระโดดด้วย tuck-jump assessment ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงการบาดเจ็บของ ACL
ในบริบทของ postural alignment
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ systematic review ของ Porto และคณะ (2024) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Bodywork and Movement Therapies วิเคราะห์ 22 งานวิจัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายและ postural alignment พบว่า Pilates เป็นหนึ่งในรูปแบบการฝึกที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าสามารถปรับ forward head posture, hyperkyphosis และ scoliosis ได้ เมื่อใช้ร่วมกับ strengthening exercises และ stretching ที่เหมาะสม
ในมุมของ evidence-based practice : Pilates ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็น intervention ที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนในหลากหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่อง core stability, injury prevention และ motor control โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการทำงานผิดปกติของการเคลื่อนไหว dysfunction
บทสรุป : ไม่ใช่ “ศึก” แต่เป็น “ความสมบูรณ์ของระบบ”
ภาพที่แท้จริงของการฝึก : ระบบหลาย layer ที่เสริมกัน
ในทางชีวกลศาสตร์และวิทยาศาสตร์การกีฬา เราไม่ได้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราออกแบบ training design ให้เหมาะกับ:
- เป้าหมาย (Goal) : คนที่ต้องการกลับมาจากอาการปวดหลัง เกณฑ์ต่างจากคนที่ต้องการ deadlift 200 kg
- ระยะของการเรียนรู้ (Learning stage) : cognitive stage ต้องการ predictable practice | autonomous stage ต้องการ variable practice
- ลักษณะของกิจกรรม (Task demand) : กีฬาที่มี perturbation สูง ต้อง train reactive strategy | กิจกรรมในชีวิตประจำวันฝึก APA calibration ก็เพียงพอ
- สภาพร่างกาย (Population) : ผู้มี pain หรือ movement dysfunction ต้องเริ่มจากสภาพแวดล้อมที่ controllable ก่อนเพิ่ม challenge
ข้อเสนอเชิงบูรณาการสำหรับการฝึก
จากหลักฐานทั้งหมด แนวคิด “Layered Training Model” ที่บูรณาการสองแนวทางเข้าด้วยกัน :
- Foundation Layer (Pilates / Motor Control Training) : สร้าง awareness, calibrate APA, re-establish motor pattern ในกลุ่มที่มี dysfunction หรือในช่วง warm-up/recovery
- Performance Layer (Resistance Training) : สร้าง maximal force, muscle hypertrophy, และ metabolic adaptation ผ่าน progressive overload
- Transfer Layer (Sport-specific / Variable Practice) : ฝึกในสภาพที่มี uncertainty และ perturbation เพื่อสร้าง reactive strategy
“Pilates ฝึกคุณภาพของการควบคุม (quality of control), Resistance Training ฝึกปริมาณของแรง (quantity of force), Sport-specific Training ฝึกความสามารถในการตอบสนองต่อความไม่แน่นอน (adaptability) ร่างกายมนุษย์ต้องการทั้งสามอย่าง”
ผมติดตามงานของอินฟลูท่านนี้ อยากจะบอกว่า…
ผมอ่านงานของคุณแล้วเห็นได้ชัดว่าคุณมีความรู้ มีการค้นคว้า มีการเชื่อมโยง และที่สำคัญที่สุดคือคุณ “กล้าคิด” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากมากในวงการนี้ หลายจุดที่คุณยกมา เรื่อง APA เป็น property ของระบบ, เรื่องที่ experience ไม่เท่ากับ understanding, เรื่องการตั้งคำถามกับหลักการคำสอน dogma ของวิชาชีพ ล้วนเป็นประเด็นที่วงการวิทยาศาสตร์การกีฬาไทยต้องการ การเอ๊ะ เป็นเรื่องที่ดีครับ
แต่ผมอยากแลกเปลี่ยนกับคุณใน 4 ข้อครับ:
ข้อ 1 : ระวัง “Reductionist Trap”
การอธิบายปรากฏการณ์ด้วย mechanism พื้นฐานเป็นเรื่องดี แต่เมื่อเราลดทุกอย่างลงมาเป็นแค่ neurophysiology เราอาจลืมว่ามนุษย์เป็น biopsychosocial system ที่มี context, meaning, และ behavior เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย งานของ Ulusoy & Iyigun (2025) แสดงว่า Pilates สร้างการเปลี่ยนแปลงใน body image ที่ PNF ทำไม่ได้ แม้ทั้งคู่จะมี mechanism คล้ายกัน สิ่งนี้สะท้อนว่ามี “มิติอื่น” ที่กลไก mechanism เพียงอย่างเดียวอธิบายไม่ได้
ข้อ 2 : แยกระหว่าง “critique sub-claim” กับ “critique whole modality”
ถ้าคุณ critique การ claim เฉพาะของพิลาทิสครูบางคนที่พูดว่า “เราแยกฝึก TrA ได้โดยตรง” อันนี้ผมเห็นด้วยกับคุณเต็มที่ มันเป็น over-claim และควรถูก challenge อย่างไรก็ตาม จงอย่าเหมารวมไปถึง Pilates ทั้ง modality เพราะ Pilates สมัยใหม่ (Contemporary Pilates) ได้พัฒนาไปไกลจากยุคของ Joseph Pilates มาก หลายสำนักได้ integrate evidence-based motor learning principles เข้ามาแล้ว
ข้อ 3 : ใช้ platform ที่คุณมีสร้าง dialogue มากกว่า debate
การใช้ hashtag ที่ aggressive (#มึงแยก…) อาจได้ engagement สูง แต่ผลข้างเคียงคือมันปิดประตูการคุยกับครูพิลาทิสอีกหลายคนที่น่าจะเรียนรู้จากคุณได้ ในทางกลับกัน ถ้าคุณเปิดประตู เช่น เชิญครูพิลาทิสที่คิดเป็นระบบมาคุยใน live, ทำ content ร่วมกัน คุณจะสร้างวงการที่ advance ไปด้วยกันได้ แทนที่จะสร้างแค่ echo chamber ของแต่ละฝ่าย
ข้อ 4 : ตรงนี้สำคัญที่สุด คุณอยู่ในตำแหน่งที่สร้าง paradigm shift ได้
ในไทยเรามีอินฟลูเอนเซอร์สายวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่มากนัก คุณคือคนหนึ่งที่มี potential จะยกระดับการคุยของวงการให้สูงขึ้น ผมอยากเห็นคุณใช้ความรู้นี้ไม่ใช่เพื่อ “ชน” แต่เพื่อ “สร้างภาษากลาง” ระหว่าง strength training, Pilates, Yoga, Physical Therapy และ Sport Science เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดไม่ใช่ผู้ฝึก แต่เป็นประชาชนทั่วไปที่เข้าถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
“ในวิทยาศาสตร์การกีฬา เราไม่ได้แข่งกันว่าใครถูก แต่เราแข่งกันว่าใครช่วยคนได้มากกว่า และการช่วยคนในวงกว้างต้องอาศัยการบูรณาการ ไม่ใช่การแบ่งแยก”
สมัยก่อนผมก็เคยเป็นอย่างคุณมาก่อน แต่หลังๆ พอมีลูกแล้ว ทำให้เราได้คิดทบทวนตัวเองมากขึ้น เยอะเลยครับ
ขอจบด้วยความชื่นชมจริงใจ ต่อทั้งอินฟลูเอนเซอร์เวทเทรนนิ่งและครูพิลาทิสที่ออกมาเขียนตอบกัน คนทั้งสองคิดดี คิดเป็นระบบ และไม่กลัวที่จะท้าทายกรอบความคิดเดิม การที่มีบทสนทนาแบบนี้ในภาษาไทย หมายความว่าวงการออกกำลังกาย เทรนนิ่ง และ exercise science ของเรากำลังเติบโต เราไม่ได้เป็นแค่ “ผู้รับ” จากตำราต่างประเทศ แต่เรากำลังสร้าง “แนวคิด การบูรณาการ วาทกรรม” ของเราเอง ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ายินดี ในสังคมที่ต้องมีการถกเถียงกันเพื่อการตกผลึกทางความคิด
ท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเชื่อในฝั่งไหน ขอให้ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ว่า “สิ่งที่เราพูดนี้ มีหลักฐานอะไรสนับสนุน แค่ไหน และถ้ามีหลักฐานที่ขัดแย้ง เราจะปรับความเข้าใจอย่างไร ” เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ชุดความเชื่อ แต่เป็น “กระบวนการของการตั้งคำถามอย่างถ่อมตนและคุยกันด้วยความเคารพ”
สุดท้ายนี้ ระหว่างคุณสองคน ผมไม่เห็นความขัดแย้ง ผมเห็นแค่สองส่วนของปริศนาเดียวกัน ที่ต้องต่อเข้าหากันเพื่อให้ภาพสมบูรณ์ และผมเชื่อว่าถ้าทั้งสองฝ่ายเปิดใจคุยกันต่อ วงการเราจะได้ทั้งความแข็งแรงของร่างกาย ความแม่นยำของการเคลื่อนไหว และที่สำคัญที่สุด คือ ความสุขของคนที่ออกกำลังกายที่ได้เข้าถึงศาสตร์แห่งการฝึกที่ถูกต้อง การถกเถียงของพวกคุณ ทำให้ผมต้องกลับมาลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ พิลาทิส motor learning และอีกหลายๆเรื่องราว ทำให้ผมได้เรียนรู้มุมมอง และจุดต่างๆ ที่พยายาม connect the dots ดูนะครับ แต่อาจารย์ชัชชาติบอกว่าสมัยนี้ Connect the dots อย่างเดียวน่าจะไม่พอแล้ว ยังต้องมี
3 กุญแจสู่ความสำเร็จ: ต้องมีควมอยากรู้อยากเห็น (Curiosity), มีวินัย (Discipline) และมีความพยายาม (Growth mindset)
วันนี้เขียนยาวหน่อย เช่นเคย ขอบคุณที่อ่านจบ นะครับ ไปแระนะ สวัสดีครับ
เอกสารอ้างอิง
Abdellatif, M.M., Moustafa, I.M., Alsubiheen, A.M., Aldaihan, M.M., & Khowailed, I.A. (2025). Three-Dimensional Spinal and Pelvic Alignment as Determinants of Anticipatory Core Muscle Activation. Journal of Clinical Medicine, 14(23). https://doi.org/10.3390/jcm14238432
Porto, A.B., Nascimento Guimarães, A., & Alves Okazaki, V.H. (2024). The effect of exercise on postural alignment: A systematic review. Journal of Bodywork and Movement Therapies, 40, 99-108. https://doi.org/10.1016/j.jbmt.2024.04.004
Rahimi, S., Norasteh, A.A., & Mottaghitalab, M. (2025). The effect of pilates training on knee functional tests in youth female volleyball player. BMC Sports Science, Medicine and Rehabilitation, 17(1), 206. https://doi.org/10.1186/s13102-025-01258-4
Ulusoy, M., & Iyigun, G. (2025). Comparison of Proprioceptive Neuromuscular Facilitation and Pilates exercises in patients with chronic low back pain: A randomized study. Journal of Bodywork and Movement Therapies, 42, 463-470. https://doi.org/10.1016/j.jbmt.2025.01.018
Yamane, M., Aoki, M., Sasaki, Y., Hayashi, T., & Okino, K. (2023). Activity of deep trunk muscles for postural control to predictable and unpredictable sagittal plane perturbations: Electromyographic analysis. Journal of Back and Musculoskeletal Rehabilitation, 36(6), 1411-1420. https://doi.org/10.3233/BMR-220416
Yang, H.C., Xiao, W.W., Guan, Y.X., Mao, H.A., Hao, Z.M., & Wang, C.H. (2023). Effect of Cognitive Load on Anticipatory Postural Adjustment Latency and its Relationship with Pain-Related Dysfunction in Non-specific Chronic Low Back Pain: A Cross-Sectional Study. Pain and Therapy, 12(3), 723-735. https://doi.org/10.1007/s40122-023-00495-0