เตือนสติ “รถถัง”  เมื่อการเอาหัวชนกำแพง เจ็บกว่าโดนน็อค

เตือนสติ “รถถัง”  เมื่อการเอาหัวชนกำแพง เจ็บกว่าโดนน็อค

อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ≠ ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ แล้วทำไมถึงยังเดินหน้าชนต่อ?

เรื่องของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” กับ ONE Championship ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ มันไม่ใช่แค่ดราม่าวงการมวย แต่มันคือ “บทเรียน” ที่นักกีฬาอาชีพทุกคนต้องเรียนรู้  และคนทั่วไปก็ควรเข้าใจผมจะพยายามเขียนบทความนี้ให้เข้าใจง่ายที่สุด สำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางกฎหมาย เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา พนักงานบริษัท หรือแม้แต่คนที่กำลังจะเซ็นสัญญาเช่าคอนโดก็ตาม

สรุปเรื่องราวแบบเข้าใจง่าย

ย้อนกลับไปปี 2022 รถถังเล่าว่ามีคนเอากระดาษมาให้เซ็น โดยบอกว่าเป็นแค่ “ใบสมัครแข่งขันมวยรอบ” ตัวเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ รถถังยอมรับว่า “อ่านไม่ออก” แต่เชื่อใจคนที่เอามาให้ เลยเซ็นไป ต่อมาเมื่อทนายความตรวจสอบ ปรากฏว่าสัญญาที่ว่ามียาวกว่า 30 หน้า ทุกหน้ามีลายเซ็นของรถถัง แต่รถถังยืนยันว่าเซ็นแค่หน้าเดียว ส่วนที่เหลือถูกปลอมลายเซ็นทั้งหมด ฝั่ง ONE Championship ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ประกาศฟ้องรถถังใน 3 ประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไทย ด้วยข้อหาละเมิดสัญญาและให้ข้อมูลบิดเบือน

คำถามคือ — ณ จุดนี้ สิ่งที่รถถังกำลังทำอยู่ คือการพยายาม “ล้ม” สัญญาทั้งฉบับให้เป็นโมฆะใช่หรือไม่?

“อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก” ≠ สัญญาเป็นโมฆะ

นี่คือหัวใจของบทความนี้ และเป็นสิ่งที่อยากให้ทุกคนเข้าใจ ในทางกฎหมายไทย ถ้าคุณเซ็นเอกสารอะไรก็ตาม แล้วอ้างทีหลังว่า “ไม่ได้อ่าน” หรือ “อ่านไม่ออก”  ศาลไทยถือว่านั่นเป็น ความผิดของคุณเอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าความสำคัญผิดเกิดจากความ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” คุณเอาข้ออ้างนั้นมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ ศาลมองว่า “ก่อนจะเซ็น ทำไมไม่หาคนแปลให้ก่อน?”

ลองคิดดูนะครับ  ถ้าใครก็ตามเซ็นสัญญาแล้วมาอ้างว่า “อ่านไม่ออก” ได้ทุกครั้ง แล้วสัญญาในโลกนี้จะมีค่าอะไร? ใครจะกล้าทำธุรกิจกับใคร?

ศาลฎีกาไทย (คำพิพากษาที่ 3886/2536) ก็เคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วว่า คู่สัญญามี “หน้าที่” ที่จะต้องอ่านและตรวจสอบข้อตกลงก่อนเซ็น ถ้าไม่ทำ ก็ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะมาร้องทีหลังว่าไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ดังนั้น ข้ออ้างเรื่อง “ภาษาอังกฤษ” ของรถถัง — ถ้าพูดตรงๆ — แทบไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายเลย

แล้วเรื่องปลอมลายเซ็นล่ะ?

ต้องยอมรับว่า ถ้าเรื่องปลอมลายเซ็นเป็นจริง มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะมันไม่ใช่แค่ “เซ็นแล้วไม่อ่าน” แต่คือ “ไม่เคยเซ็นด้วยซ้ำ” ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้ สัญญาในส่วนที่ถูกปลอมก็ไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น แต่นี่คือ “ถ้า” นะครับ การพิสูจน์เรื่องนี้ต้องใช้หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบลายเซ็น ต้องผ่านกระบวนการศาล ไม่ใช่แค่โพสต์บนโซเชียลมีเดียแล้วจบ

ถามจริงๆ เถอะ — ถ้ารถถังมั่นใจเรื่องปลอมลายเซ็นขนาดนั้น ทำไมไม่เดินเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ? ทำไมถึงเลือกสู้บนโซเชียลแทน?

ทำไม ONE ถึง “เหลืออด” จริงๆ

ต้องพูดตามตรงว่า ปกติแล้ว ONE Championship ไม่ใช่องค์กรที่จะชอบฟ้องนักกีฬาในสังกัด เพราะมันไม่ดีต่อภาพลักษณ์ ไม่ดีต่อธุรกิจ ไม่มีใครอยากเห็นโปรโมเตอร์ฟ้องนักสู้ของตัวเอง แต่การที่ ONE ตัดสินใจฟ้องพร้อมกันถึง 3 ประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไทย  มันบอกอะไรบางอย่าง มันบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การขู่ลมๆ แล้งๆ มันคือการดำเนินการจริงจัง หลังจากที่น่าจะ “ให้โอกาส” มาแล้วหลายครั้ง

สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือ  สัญญานักกีฬาอาชีพระดับโลก มันไม่เหมือนสัญญาเช่าห้อง ที่พอไม่พอใจก็บอกเลิกได้ สัญญาเหล่านี้ผ่านทีมกฎหมายมาหลายชั้น มีเงื่อนไขการผูกขาด มีสิทธิในภาพลักษณ์ มีข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจะ “ฉีก” สัญญาแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย  และยิ่งทำแบบไม่ผ่านกระบวนการ ยิ่งเจ็บตัว

การฟ้อง 3 ประเทศ  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

การที่ ONE เลือกฟ้องในญี่ปุ่นด้วย ไม่ใช่เพราะอยากเพิ่มจำนวน แต่เพราะรถถังมีนัดชกกับ ทาเครุ เซกาวะ ที่โตเกียว วันที่ 29 เมษายน 2569 หมายความว่า ศาลญี่ปุ่นอาจออก “คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” ห้ามรถถังขึ้นชกหรือทำกิจกรรมทางการค้าในญี่ปุ่นได้เลย นี่ไม่ใช่เกมมวย นี่คือ “เกมกฎหมาย” ที่ ONE วางหมากไว้หลายชั้น ทั้งตัดท่อน้ำเลี้ยง ทั้งกดดันให้กลับมาเจรจา

คำถามที่อยากถามรถถังคือ — ถ้าศาลญี่ปุ่นสั่งห้ามขึ้นชก ไฟต์กับทาเครุหายไป รายได้หายไป ชื่อเสียงในญี่ปุ่นหายไป… คุ้มไหมกับการดื้อดึง?

สัญญาในกีฬาอาชีพ — มันเป็นแบบนี้แหละ

สิ่งที่อยากให้เข้าใจคือ สัญญาในวงการกีฬาอาชีพระดับโลก มันเข้มงวดแบบนี้ทุกที่ ไม่ใช่แค่ ONE อย่าง UFC ก็มีข้อสัญญาที่นักสู้หลายคนบ่นกันมาเป็นสิบปี เรื่องสิทธิผูกขาด สิทธิในภาพลักษณ์ การต่ออายุอัตโนมัติ — มันเป็น “มาตรฐานอุตสาหกรรม” ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อาจไม่ยุติธรรม? ก็อาจจะ แต่ “ไม่ยุติธรรม” กับ “ผิดกฎหมาย” มันคนละเรื่องกัน สัญญาที่ไม่ยุติธรรมไม่ได้แปลว่าเป็นโมฆะ มันแค่อาจถูกศาลปรับลดให้เป็นธรรมขึ้น แต่ต้องเข้ากระบวนการ ไม่ใช่ฉีกทิ้งเองได้

ประเทศไทยมี “พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540” ที่คุ้มครองฝ่ายที่ด้อยอำนาจต่อรอง ศาลสามารถสั่งให้ข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินไปมีผลบังคับแค่ “เท่าที่เป็นธรรม” ได้ แต่ทุกอย่างต้องผ่านศาล ผ่านทนาย ผ่านกระบวนการ

“ถ้ารถถังยังเอาหัวชนกำแพงอยู่ ผมเชื่อเลยว่างานนี้เจ็บหนักกว่าโดนนับ เพราะมันไม่ใช่แค่แพ้ในสังเวียน — มันคือการโดนน็อคในถนนสายอาชีพ”

ทางออกที่ดีที่สุด คือกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

ผมเขียนบทความนี้ ไม่ได้เพื่อจะเข้าข้างใคร แต่อยากเตือนสติ เพราะถ้ามองตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย สถานการณ์ของรถถังตอนนี้ไม่ได้สดใสเลย

  1. การอ้างว่าอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก — ศาลไม่รับฟัง เพราะถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
  2. การอ้างเรื่องปลอมลายเซ็น — ต้องพิสูจน์ในชั้นศาลด้วยหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่พูดในโซเชียล
  3. ONE ฟ้อง 3 ประเทศ — มีทั้งกำลังคน กำลังเงิน และทีมกฎหมายระดับโลก ในขณะที่นักกีฬาต้องสู้คนเดียว
  4. ถ้าแพ้คดี — ไม่ใช่แค่เสียเงินค่าเสียหาย แต่อาจถูกห้ามชก ห้ามรับงาน ห้ามทำมาหากิน ซึ่งสำหรับนักมวยที่อายุการแข่งขันมีจำกัด นี่คือหายนะ

การเจรจา ไม่ได้แปลว่าแพ้ การเจรจา คือการหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ได้ ONE ก็ไม่ได้อยากสูญเสียนักสู้ระดับแม่เหล็กอย่างรถถัง และรถถังก็ไม่ควรสูญเสียเวที อาชีพ และรายได้ เพราะอีโก้

ถามใจตัวเองจริงๆ  ระหว่างนั่งโต๊ะเจรจาแล้วได้ข้อตกลงที่ดีกว่าเดิม กับเดินหน้าสู้คดีในศาล 3 ประเทศที่กินเวลาเป็นปีๆ… อะไรฉลาดกว่ากัน?

บทเรียนสำหรับนักกีฬาทุกคน

เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่กับรถถัง มันเป็นบทเรียนสำหรับนักกีฬาอาชีพทุกคนในประเทศไทย

  • อย่าเซ็นอะไรที่อ่านไม่ออก  ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็หาทนายมาแปล หาที่ปรึกษามาอธิบาย อย่าเซ็นเพราะเชื่อใจ อย่าเซ็นเพราะเกรงใจ เพราะพอเซ็นไปแล้ว ศาลจะไม่สนใจว่าคุณรู้เรื่องหรือไม่ ศาลจะบอกว่า “ก็คุณเซ็นไปเองนี่”
  • ถ้ามีปัญหา ให้เข้าสู่กระบวนการ  ไม่ใช่สู้บนโซเชียล ไม่ใช่พูดผ่านสื่อ เพราะทุกคำพูดอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ และยิ่งพูดมาก ยิ่งเสียเปรียบ
  • นักกีฬาต้องมีทีมกฎหมาย — เหมือนที่มีเทรนเนอร์ มีผู้จัดการ ต้องมีทนายความด้านกีฬาด้วย ไม่ใช่มาหาตอนมีปัญหาแล้ว

ถึงรถถัง จิตรเมืองนนท์

คุณเป็นนักมวยที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของยุค แฟนมวยทั่วโลกรักคุณ แต่ในสนามกฎหมาย ความเก่งในสังเวียนช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งที่ช่วยได้คือ “ทนายความที่ดี” กับ “การตัดสินใจที่ฉลาด” กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเถอะครับ ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนเกินเยียวยา เพราะถ้าถูกน็อคบนถนนสายอาชีพ  ไม่มีกรรมการมานับให้ลุกขึ้นมาใหม่

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment