96 สมาคม 4,130 ล้านบาท ทำอย่างไรกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจะจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม

เมื่อบอร์ดกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (National Sports Development Fund: NSDF) มีมติอนุมัติกรอบวงเงินและแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 4,130 ล้านบาท พร้อมเงินงบประมาณต่อเนื่องอีกราว 490 ล้านบาท [1] คำถามที่ตามมาจากแวดวงสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 90 สมาคม — ก็คือ “เงินก้อนนี้จะถูกแบ่งสรรอย่างไรให้เป็นธรรม” แถมยังมีข่าวสมาคมใหญ่เหยียดสมาคมกีฬาขนาดเล็ก อีก เรื่องเหล่านี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมกีฬา ที่เราควรจะสร้างบรรยายกาศและคุณค่าของการเคารพและให้เกียรติกัน มากกว่า ที่จะมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะสุดท้าย ผลลัพธ์มันก็ตกอยู่กับทั้งองคาพยพ กีฬา ของประเทศไทยแทบทั้งสิ้น

การจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม ? คำถามนี้ทวีน้ำหนักขึ้นอีกเมื่อข่าวภายในวงการระบุว่ามีการประชุมเพื่อปรับปรุงและทบทวนเกณฑ์การประเมินผลของสมาคมกีฬาทั้งหมดอย่างเป็นทางการ [2] ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางของฝ่ายนโยบายในการ “จัดกลุ่ม” หรือ tiering สมาคม อันย่อมส่งผลโดยตรงต่อสัดส่วนงบประมาณที่แต่ละสมาคมจะได้รับ

ความเป็นธรรม (fairness) ในการจัดสรรทรัพยากรกีฬาเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น ไม่ใช่เพียงการแบ่งเค้กให้เท่ากัน และก็ไม่ใช่การให้สมาคมที่ได้เหรียญมากที่สุดได้เงินมากที่สุดเสมอไป หรือจะไปเน้นจ่ายให้กับสมาคมในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ บทความนี้จะขอตอบและวิเคราะห์ คำถามนี้ผ่านมุมมองทางการพัฒนาการกีฬา Sports Development โดยเสนอกรอบหลักการ 5 ประการ และข้อเสนอเชิงปฏิบัติการที่ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ระบบจัดสรรงบประมาณของ NSDF มีความชอบธรรม โปร่งใส และเอื้อต่อการพัฒนาการกีฬาของประเทศได้อย่างยั่งยืน ผมก็แค่เสนอนะ ส่วนพวกคุณจะทำหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง แต่ถ้าพวกคุณเลือกที่จะฟังบ้าง ความฉิบหาย มันคงจะไม่บานปลายแน่นอน เชื่อแนท

NSDF และระบบจัดสรรในปัจจุบัน

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 หมวด 5 [3] โดยเป็นทุนหมุนเวียนในการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มีวัตถุประสงค์หลักครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของชาติ การพัฒนานักกีฬาและบุคลากรกีฬา การให้ทุนการศึกษา รวมถึงการให้รางวัลแก่นักกีฬาและสมาคมกีฬาที่สร้างผลงานในระดับนานาชาติ เมื่อเราพูดถึงหมุนเวียนคือมันต้องมีทั้งเงินเข้าและเงินออก แต่ทุกวันนี้ มีแต่เงินออก และโดยส่วนมากก็ชอบออกไปกับอีเวนต์ (สงสัยจะปิดงานไว)

ระบบจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันมีหลายช่องทาง ที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ผ่านการยื่นคำขอตามระเบียบกองทุน โดยเฉพาะตามข้อ 28 ที่กำลังถูกปรับปรุงเป็นระบบบันทึกข้อตกลง (MoU) รูปแบบใหม่ในปีงบประมาณ 2569 [4] ส่วนเงินรางวัลตามผลงานเหรียญในมหกรรมกีฬาระดับโลก เอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ และอื่นๆ มีหลักเกณฑ์เฉพาะที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จ (formula-based)

ทว่าในส่วนของการสนับสนุนการดำเนินงานประจำของสมาคม (operating support) และโครงการเฉพาะ ระบบยังคงมีลักษณะของ “การพิจารณาเป็นรายกรณี” สูง ซึ่งเปิดช่องให้ดุลพินิจ (discretion) และอิทธิพลทางการเมืองและเครือข่ายมีผลต่อการตัดสินใจมากเกินสมควร สะท้อนถึงระบบธรรมาภิบาลภายในกองทุน เอง แต่ก็คงไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคนที่มาล้วงกระเป๋า ก็ใช่คนอื่นคนไกล เจ้าประจำ ที่เราๆ ท่านๆ ต่างรู้กันดี

ข้อมูลจาก กกท. เองในช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ยอมรับโดยอ้อมถึงความซับซ้อนนี้ เมื่อต้องชี้แจงต่อสังคมว่า “งบสมาคม” ไม่ได้ถูกตัดลด หากแต่ถูกกระจายไปอยู่ในหมวดต่างๆ เช่น งบจัดอีเวนต์ระดับชาติ งบเงินรางวัล และงบสนับสนุนนักกีฬาโดยตรง รวมแล้วมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันสองร้อยล้านบาทต่อปีสำหรับกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ [5] การชี้แจงในลักษณะนี้สะท้อนว่าระบบงบประมาณปัจจุบันซับซ้อนจนทำให้แม้สมาคมที่ได้รับเงินมากที่สุดยังรู้สึกว่าได้รับน้อยลง อะไรที่ทำให้งบที่ต้องจัดสรรให้กับกองทุน ถูกกระจายไปยังอีเวนต์ เงินรางวัล ถ้าไม่ใช่มติบอร์ด หรือไม่

“ความเป็นธรรม” จึงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน

หากเรามองสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทั้งหมดเป็นหน่วยเดียวกันที่ต้องได้รับเงิน “เท่าๆ กัน” เราย่อมจะพบว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะสมาคมกีฬาเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลในหลายมิติ

มิติของขนาดและฐานผู้เล่น สมาคมฟุตบอลมีฐานสโมสร ลีก ผู้เล่นเยาวชน และผู้ชมจำนวนหลายล้านคน ในขณะที่สมาคมกีฬาประเภทเฉพาะกลุ่ม เช่น เรือใบ บิลเลียด หรือสควอช มีฐานผู้เล่นที่จำกัด

มิติของศักยภาพในเวทีนานาชาติ บางสมาคมมีโอกาสคว้าเหรียญโอลิมปิกสูง (เช่น ยกน้ำหนัก เทควันโด มวย แบดมินตัน) ในขณะที่บางสมาคมเป็นชนิดกีฬาที่ไม่อยู่ในโปรแกรมโอลิมปิกเลย

มิติของคุณค่าเชิงวัฒนธรรม กีฬาอย่างมวยไทย เซปักตะกร้อ กระบี่กระบอง และกีฬาพื้นบ้านอื่นๆ มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชาติที่ไม่อาจวัดเป็นเหรียญรางวัลเพียงอย่างเดียว

มิติของขีดความสามารถองค์กร บางสมาคมมีระบบการเงิน การตรวจสอบ และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ในขณะที่บางสมาคมยังมีจุดอ่อนเชิงระบบ ซึ่งหากให้งบมากก็เสี่ยงต่อการใช้ไม่มีประสิทธิภาพ หากให้น้อยก็ไม่มีโอกาสพัฒนา

ในทางทฤษฎี “ความเป็นธรรม” มีอย่างน้อย 5 ความหมายที่แตกต่างกัน:

  • ความเป็นธรรมเชิงเท่าเทียม (Equality) ทุกสมาคมได้รับเท่ากัน
  • ความเป็นธรรมเชิงเสมอภาค (Equity)  ได้รับตามที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความแตกต่างของจุดเริ่มต้น
  • ความเป็นธรรมเชิงความต้องการ (Need-based)  ได้รับตามความขาดแคลน
  • ความเป็นธรรมเชิงผลงาน (Merit-based)   ได้รับตามผลงานในอดีต
  • ความเป็นธรรมเชิงการมีส่วนร่วม (Contribution-based)  ได้รับตามการมีส่วนร่วมต่อเป้าหมายส่วนรวม

ระบบที่ดีจะต้องผสมผสานหลายแนวคิดเหล่านี้ ไม่ใช่ยึดแบบใดแบบหนึ่งสุดโต่ง และปัญหาที่ต้องระวังที่สุดคือสิ่งที่ Robert Merton เรียกว่า “Matthew Effect” [6]  กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับมากอยู่แล้วจะได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่ได้รับน้อยจะถูกตัดน้อยลงเรื่อยๆ จนหมดโอกาสไต่เต้า หรือพัฒนา ระบบที่ปล่อยให้เกิด Matthew Effect ไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำให้ระบบกีฬาทั้งระบบเปราะบางเชิงโครงสร้าง

เมื่อระบบกีฬาคือระบบนิเวศ

ในมุมมองทาง Sports Development หรือการพัฒนาการกีฬา สมาคมกีฬาไม่ใช่เพียง “หน่วยผลิตเหรียญ” หากแต่เป็น “หน่วยผลิตผลลัพธ์เชิงพัฒนาการ” (developmental outcomes) ที่หลากหลายมิติ

กรอบแนวคิด Long-Term Athlete Development (LTAD) ของ Balyi และ Hamilton [7] ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล วางลำดับขั้นการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ Active Start, FUNdamentals, Learning to Train, Training to Train, Training to Compete, Training to Win ไปจนถึง Active for Life กล่าวคือ การมีนักกีฬาระดับเหรียญที่ยอดพีระมิดได้ ต้องอาศัยฐานพีระมิดที่กว้างและแข็งแรง

ระบบกีฬาทั้งระบบจึงต้องผลิตผลลัพธ์อย่างน้อย 6 ประการพร้อมกัน:

  1. การมีส่วนร่วมของมวลชน (Mass participation)
  2. การพัฒนาเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ (Talent pathway)
  3. การพัฒนาผู้ฝึกสอนและบุคลากรกีฬา (Coach and personnel development)
  4. การพัฒนาผู้ตัดสินและเจ้าหน้าที่ (Officials development)
  5. ความสำเร็จในเวทีนานาชาติ (International success)
  6. คุณค่าเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ (Health, cultural and economic value)

หากใช้กรอบ SPLISS (Sports Policy factors Leading to International Sporting Success) ของ De Bosscher และคณะ [8] ซึ่งครอบคลุมเสาหลัก 9 ประการ ตั้งแต่การสนับสนุนทางการเงิน ธรรมาภิบาล การพัฒนานักกีฬาตั้งแต่มวลชนถึงเป็นเลิศ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวก การฝึกสอน การแข่งขัน และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬา จะเห็นได้ว่า “การประเมินสมาคม” ที่ใช้ตัวชี้วัดเดียว เช่น จำนวนเหรียญ จะมองไม่เห็นการลงทุนของสมาคมที่ผลิตผลลัพธ์ในเสาหลักอื่นที่ไม่ปรากฏเป็นเหรียญในระยะสั้น

ข้อสรุปเชิงนโยบายจึงคือ: ความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณต้องวัดจากการมีส่วนร่วมต่อ “ผลลัพธ์เชิงพัฒนาการ” ที่หลากหลาย ไม่ใช่จากผลลัพธ์เชิงผลงานเดี่ยว

Tiered funding ที่ใช้กันทั่วโลก

การจัดกลุ่มสมาคม (tiering) เพื่อจัดสรรงบประมาณไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ของไทย หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาใช้ระบบนี้ แต่ที่สำคัญกว่าตัวระบบคือ “เกณฑ์” ที่ใช้แบ่งกลุ่ม

สหราชอาณาจักร UK Sport เคยใช้แนวทาง “No Compromise” ที่เคร่งครัด หลังจากความสำเร็จของ Team GB ในโอลิมปิก London 2012 โดยจัดสรรงบประมาณตามศักยภาพการคว้าเหรียญอย่างเข้มข้น ผลคืออันดับเหรียญที่สูงขึ้น แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าทำลายระบบนิเวศกีฬาเพราะตัดงบสมาคมที่ไม่มีโอกาสได้เหรียญ และส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพนักกีฬา ในระยะหลังจึงมีการปรับมาเป็น “Win Well” และยุทธศาสตร์ 2032 [9] ซึ่งให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความยั่งยืนของบุคลากรควบคู่กับผลงาน

ออสเตรเลีย Australian Institute of Sport ใช้ระบบการจัดประเภทกีฬา (sport categorisation) ที่ผสมผสานระหว่างศักยภาพการคว้าเหรียญในมหกรรมระดับโลก กับการลงทุนในเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ (pathway investment) และคุณค่าเชิงสังคม

แคนาดา Sport Canada มี Sport Funding and Accountability Framework (SFAF) [10] ที่ใช้การประเมินหลายมิติ ผูกพันกับมาตรฐานธรรมาภิบาลของ National Sport Organizations อย่างเข้มงวด สมาคมที่ไม่ผ่านมาตรฐานธรรมาภิบาลพื้นฐานจะไม่สามารถได้รับงบประมาณระดับสูงได้ แม้จะมีผลงานที่ดี

นอร์เวย์ ใช้แนวคิด “Idrettens grunnverdier” หรือคุณค่าฐานรากของกีฬา ซึ่งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะลงทุนระดับเป็นเลิศ ผลคือประเทศที่มีฐานนักกีฬากว้างและประสบความสำเร็จในกีฬาฤดูหนาวระดับโลกอย่างยั่งยืน

จะเห็นได้ว่า tiering เกิดขึ้นได้ภายใต้ปรัชญาที่ต่างกันมาก ไทยจึงควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ไม่ใช่ลอกแบบใดแบบหนึ่ง

หลักการ 5 ประการของการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม

จากการวิเคราะห์ข้างต้น ผมเสนอหลักการ 5 ประการที่ NSDF ควรยึดเป็น “ธรรมนูญ” ในการจัดสรรงบประมาณ

ประการแรก หลักความโปร่งใส (Transparency Principle) สูตรการคำนวณ เกณฑ์การประเมิน คะแนนของแต่ละสมาคม และผลการจัดสรรต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ การปกปิดข้อมูลคือต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ไม่เป็นธรรม เพราะแม้การตัดสินใจจะเป็นธรรมก็จะถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่เคยเห็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนเลยที่ผ่านมา

ประการที่สอง หลักความเป็นธรรมเชิงผลงานหลายมิติ (Multi-dimensional Performance Equity) ผลงานไม่ใช่เพียงเหรียญ แต่รวมถึงการขยายฐานผู้เล่น คุณภาพระบบเยาวชน คุณภาพผู้ฝึกสอน และความยั่งยืนทางการเงินขององค์กร การวัดมิติเดียวเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนเชิงนโยบาย (policy distortion)  สมาคมจะปรับกลยุทธ์ให้ตอบสนองตัวชี้วัดเดียวที่ใช้วัด แม้จะแลกกับความเสียหายเชิงระบบในระยะยาว

ประการที่สาม หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Principle) การลงทุนต้องสมดุลระหว่างฐานพีระมิดและยอดพีระมิด การลงทุนเฉพาะส่วนยอดจะทำให้ระบบเปราะบาง เพราะเมื่อรุ่นปัจจุบันหมดอายุ ก็จะไม่มีรุ่นใหม่มาทดแทน

ประการที่สี่ หลักความรับผิดชอบและขีดความสามารถ (Accountability and Capability Principle) งบประมาณที่มากต้องมาพร้อมกับมาตรฐานธรรมาภิบาลที่สูง ระบบ MoU ที่ NSDF กำลังพัฒนาเป็นก้าวที่ถูกทางแล้ว แต่ต้องมีกลไกบังคับใช้และบทลงโทษที่ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขการดึงงบประมาณคืนเมื่อสมาคมไม่ปฏิบัติตาม

ประการที่ห้า หลักความหลากหลายและอัตลักษณ์ชาติ (Diversity and Identity Principle) ระบบต้องสงวนพื้นที่ให้กับกีฬาที่มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ กระบี่กระบอง ตะกร้อลอดห่วง รวมถึงกีฬาสำหรับคนพิการ และกีฬาที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ  แม้บางชนิดอาจไม่อยู่ในโอลิมปิกหรือมีศักยภาพคว้าเหรียญน้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศกีฬาไทยที่ขาดไม่ได้

โมเดล “5-Tier Multi-Criteria Funding”

ในเชิงรูปธรรม ผมเสนอโมเดลการจัดสรรที่เรียกว่า 5-Tier Multi-Criteria Funding ดังนี้

โครงสร้างชั้นการจัดสรร (Tiering Structure)

Tier 1  ความเป็นเลิศโอลิมปิก (Olympic Excellence) สมาคมที่มีศักยภาพคว้าเหรียญในโอลิมปิกเกมส์/พาราลิมปิก หรือมีระบบเส้นทางสู่ความเป็นเลิศที่พิสูจน์แล้วในระดับโลก ประมาณ 6–10 สมาคม ได้รับงบประมาณสนับสนุนสูงสุดต่อสมาคม โดยมีพันธะผูกพันด้านผลงานและธรรมาภิบาลในระดับสูงสุดเช่นกัน

Tier 2  ความเป็นเลิศนานาชาติ (International Excellence) สมาคมที่มีศักยภาพในเวทีเอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ หรือชิงแชมป์โลกของสหพันธ์ระดับ tier 1 ประมาณ 15–20 สมาคม

Tier 3 พัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Development) สมาคมที่อยู่ในช่วงรีบูตหรือมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในระยะ 4–8 ปี ประมาณ 25–30 สมาคม ได้รับงบประมาณในรูปแบบ “การลงทุนเชิงกลยุทธ์” พร้อมเงื่อนไขชัดเจนเรื่องเป้าหมายและตัวชี้วัดความก้าวหน้า

Tier 4 คุณค่าเชิงวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วม (Cultural and Participation Value) กีฬาพื้นบ้าน กีฬาที่มีคุณค่าทางสังคม-วัฒนธรรม หรือกีฬาที่มีฐานผู้เล่นกว้างแม้ไม่ใช่กีฬาในระดับสากล ประมาณ 20–30 สมาคม

Tier 5  เงินสนับสนุนพื้นฐาน (Baseline Operating Grant) ทุกสมาคมที่จดทะเบียนถูกต้องและยังคงสถานะ “แห่งประเทศไทย” ได้รับเงินสนับสนุนการดำเนินงานพื้นฐานในระดับที่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ขององค์กร เพื่อให้ระบบกีฬาทั้งระบบไม่ล่มสลายเพราะการเปลี่ยนผ่าน

หมายเหตุสำคัญ: สมาคมหนึ่งสามารถอยู่ได้หลายชั้นพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น สมาคมมวยไทยอาจอยู่ทั้ง Tier 2 (ความเป็นเลิศนานาชาติ) และ Tier 4 (คุณค่าเชิงวัฒนธรรม) ในเวลาเดียวกัน หลักการคือ แต่ละสมาคมจะได้รับงบประมาณรวมจากทุก tier ที่ตนเข้าเกณฑ์ ไม่ใช่ถูกบังคับให้เลือกบทบาทเดียว

เมทริกซ์การให้คะแนนหลายมิติ (Multi-Criteria Scoring Matrix)

สำหรับการจัดอันดับและกำหนดวงเงินภายในแต่ละ tier ควรใช้เมทริกซ์การประเมินดังต่อไปนี้ (น้ำหนักเป็นข้อเสนอเบื้องต้น ปรับได้ตามบริบทและ tier):

มิติ น้ำหนัก
ผลงานระดับนานาชาติ (ถ่วงน้ำหนักตามความสำคัญของรายการ) 25%
ขนาดและการเติบโตของฐานผู้เล่นและสโมสรในประเทศ 20%
ความเข้มแข็งของเส้นทางพัฒนานักกีฬาเยาวชน 15%
คุณภาพธรรมาภิบาล (ผลตรวจสอบ ความหลากหลาย การรายงาน) 15%
การพัฒนาผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสิน 10%
ความครอบคลุมเชิงภูมิภาคและสังคม (กระจายตัว เพศ คนพิการ) 10%
การมีส่วนร่วมกับงานวิจัยและวิทยาศาสตร์การกีฬา 5%

ในแต่ละ tier น้ำหนักของแต่ละมิติอาจปรับให้แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น Tier 1 ให้น้ำหนักผลงานนานาชาติมากกว่า ขณะที่ Tier 4 ให้น้ำหนักการมีส่วนร่วมและคุณค่าเชิงวัฒนธรรมมากกว่า ไม่ต้องไปสร้างแพลทฟอร์มนะ เอาเงินที่จะทำแพลทฟอร์ม มาสนับสนุนสมาคมกีฬาดีกว่า ชอบทำเกินหน้าที่อยู่เรื่อย ถ้าอยากทำ ไปหาเงินตรงอื่นมาทำ เขาให้เอาเงินมาพัฒนากีฬา ไม่ใช่พัฒนาแพลทฟอร์ม

กลไกการสงวนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ (Strategic Ring-fencing)

นอกจากนี้ ควรกำหนดสัดส่วนงบประมาณส่วนหนึ่ง (ประมาณ 15–20% ของงบสมาคมทั้งหมด) ให้เป็น “งบสงวนเชิงกลยุทธ์” สำหรับ:

  • กีฬาเกิดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในระดับสากล
  • การพัฒนากีฬาสตรี
  • กีฬาคนพิการ
  • กีฬาพื้นบ้านและกีฬาเชิงวัฒนธรรม
  • การวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ใช้ร่วมกันระหว่างสมาคม

การปฏิรูปกระบวนการ (Process Reform)

วงรอบงบประมาณหลายปี การจัดสรรควรมีวงรอบ 3–4 ปี ผูกกับวงรอบของซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิก เพื่อให้สมาคมวางแผนระยะยาวได้ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกปี การวางแผนระยะยาวเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการพัฒนานักกีฬาตามกรอบ LTAD ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 8–12 ปีจากระดับเริ่มต้นถึงระดับโลก

การทบทวนกลางวงรอบ มีกลไกทบทวนกลางวงรอบทุก 2 ปี โดยมีเกณฑ์การปรับเพิ่ม/ลดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการ “ค้างชั้น” ของสมาคมที่ผลงานตกต่ำ และเปิดโอกาสให้สมาคมที่พัฒนาขึ้นได้รับการยกชั้น

คณะกรรมการประเมินอิสระ ควรมีคณะกรรมการประเมินที่ประกอบด้วยนักวิชาการด้านกีฬา ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกษียณ และตัวแทนนักกีฬา ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสมาคมที่ประเมิน คณะกรรมการนี้ควรแยกอิสระจากบอร์ดบริหารกองทุน เพื่อป้องกันการชี้นำเชิงนโยบาย

รายงานผลลัพธ์ประจำปี เผยแพร่รายงานผลลัพธ์ของแต่ละสมาคมเทียบกับ MoU ที่ตกลงกันไว้ เป็นเอกสารสาธารณะ พร้อมข้อสรุปจากคณะกรรมการประเมิน

ช่องทางการอุทธรณ์ สมาคมต้องมีสิทธิ์อุทธรณ์ผลการประเมินผ่านกระบวนการที่เป็นทางการและโปร่งใส

การเชื่อมโยงงบประมาณกับการพัฒนาขีดความสามารถ (Capability-linked Funding)

สมาคมในแต่ละ tier ต้องผ่านมาตรฐานธรรมาภิบาลที่ต่างกัน ยิ่งได้รับงบมาก ยิ่งต้องผ่านมาตรฐานสูง ได้แก่ ระบบบัญชีตรวจสอบได้ การประชุมใหญ่ตามเวลา การเลือกตั้งโปร่งใส นโยบายป้องกันความรุนแรงและการคุกคาม การคุ้มครองนักกีฬาเยาวชน ฯลฯ บางสมาคมงบดุลมีปัญหา แต่ยังได้รับเงินสนับสนุน ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้น

สมาคมที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานสามารถได้รับ “เงินสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถ” (Capability Development Grant) จาก NSDF เพื่อยกระดับตนเองก่อนที่จะมีสิทธิ์ขอเงินสนับสนุนระดับสูงกว่า กลไกนี้ป้องกัน Matthew Effect และสร้างเส้นทางการเติบโตขององค์กรที่เป็นไปได้จริง

ความเป็นธรรมคือสัญญาประชาคมเชิงนโยบายกีฬา

การจัดกลุ่มสมาคม (tiering) เพื่อจัดสรรงบประมาณไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง สิ่งที่จะกำหนดว่าระบบนั้นเป็นธรรมหรือไม่คือ “เกณฑ์” และ “กระบวนการ” ที่ใช้ในการจัดกลุ่ม การพัฒนาการกีฬาเป็นกระบวนการที่ผลิตผลลัพธ์หลากหลายมิติ ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรจึงต้องประเมินจากการมีส่วนร่วมต่อผลลัพธ์เหล่านั้นแบบรอบด้าน ไม่ใช่จากตัวชี้วัดเดียวที่อาจสร้างแรงจูงใจที่บิดเบือน

ประเทศไทยมีองค์ประกอบเชิงสถาบันครบถ้วนแล้ว  มีกฎหมายรองรับ มีกองทุนที่มีงบประมาณระดับสี่พันล้านบาทต่อปี มีสมาคมกีฬาที่ครอบคลุมกว่า 90 ประเภทกีฬา และมีการพัฒนาระบบยื่นคำขอและบันทึกข้อตกลงรูปแบบใหม่ในปีงบประมาณ 2569 สิ่งที่ขาดและจำเป็นต้องเติมให้สมบูรณ์คือ “การบูรณาการ” องค์ประกอบเหล่านี้ภายใต้กรอบหลักการที่ชัดเจน โปร่งใส และมีเหตุผลทางวิชาการ

ระบบจัดสรรที่เป็นธรรมไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสมาคมเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย: NSDF ได้รับความชอบธรรมในการตัดสินใจ สมาคมได้รับความแน่นอนในการวางแผนระยะยาว นักกีฬาได้รับความต่อเนื่องในการพัฒนา และประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีได้รับความรับผิดชอบจากระบบที่ใช้เงินของพวกเขา

การเปลี่ยนผ่านจากระบบที่ใช้ดุลพินิจสูง ไปสู่ระบบที่ใช้สูตรและเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจไม่ได้ปลอดความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง แต่จะลดความขัดแย้งลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะข้อโต้แย้งจะเปลี่ยนจาก “ทำไมสมาคมนั้นได้มากกว่าฉัน” ไปสู่ “สูตรนี้ควรปรับน้ำหนักอย่างไร” ซึ่งเป็นข้อถกเถียงเชิงนโยบายที่สังคมสามารถมีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมกันได้

ในท้ายที่สุด การจัดสรรงบประมาณของ NSDF มันไม่ใช่แค่เทคนิคการคลัง กระบวนการ หากแต่เป็น “สัญญาประชาคม” ที่ระบบกีฬาไทยทำกับสังคม ว่าเงินที่มาจากภาษีและรายได้สาธารณะนั้น จะถูกใช้เพื่อพัฒนากีฬาของชาติอย่างมีเหตุผล มีหลักการ และมีความรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผมเขียนเพราะผมเห็นปัญหาถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ผมก็เลยอยากจะเสนอทางแก้ไขปัญหาให้ก็เท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าใครบางคนคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น จะมาบอกว่าผู้เขียนไม่รู้เรื่องไม่ได้นะ เพราะสมาคม ที่ผู้เขียนดูแลอยุ่ก็ได้งบสนับสนุน จากสมาคมเพียง 300,000 บาท ทั้งปี สำหรับเจ้าหน้าที่ สองคน เท่านั้น แค่นี้จริงๆ

อ้างอิง

  1. สยามสปอร์ต. บอร์ดกองทุนฯ เห็นชอบกรอบวงเงิน 4 พันล้านพัฒนากีฬาปี 69. 23 สิงหาคม 2568. แหล่งที่มา: siamsport.co.th
  2. เชียงใหม่นิวส์. กกท. จัดประชุมสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อปรับปรุง/ทบทวนเกณฑ์การประเมินผล. กรกฎาคม 2568.
  3. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558. เล่ม 132 ตอนที่ 21ก, 26 มีนาคม 2558.
  4. ประชาชาติธุรกิจ. กองทุนพัฒนากีฬาฯ เร่งติดตามเบิกจ่ายงบสมาคม พร้อมปรับระบบคำขอใหม่ ปี 2569. สิงหาคม 2568.
  5. ไทยพีบีเอส. กกท. ยัน งบลงสมาคมฯ พร้อมดึงงบ “มวยไทย” เติม “เอเชียนเกมส์”. กุมภาพันธ์ 2569.
  6. Merton RK. The Matthew Effect in Science. Science. 1968;159(3810):56-63.
  7. Balyi I, Hamilton A. Long-Term Athlete Development: Trainability in childhood and adolescence. Windows of opportunity, optimal trainability. National Coaching Institute British Columbia & Advanced Training and Performance Ltd; 2004.
  8. De Bosscher V, Shibli S, Westerbeek H, van Bottenburg M. Successful Elite Sport Policies: An international comparison of the Sports Policy factors Leading to International Sporting Success (SPLISS 2.0) in 15 nations. Meyer & Meyer Sport; 2015.
  9. UK Sport. The 2032 Strategic Plan: Powering Pride and Belonging. London: UK Sport.
  10. Sport Canada. Sport Funding and Accountability Framework (SFAF). Department of Canadian Heritage, Government of Canada.

 

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment