บทบาทและการวางตัวของผู้ตัดสินกีฬาต่อสู้ และความรับผิดชอบ

ในโลกของกีฬาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นมวยสากล มวยไทย มวยปล้ำ ยูโด เทควันโด คิกบ็อกซิ่ง หรือมิกซ์มาเชี่ยลอาร์ต (MMA) ผู้ตัดสิน (referee) และคณะกรรมการผู้ให้คะแนน (judges) เป็นบุคคลกลุ่มเดียวในสนามที่ถืออำนาจตัดสินชะตากรรมของนักกีฬาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งอำนาจในการหยุดการแข่งขันเพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของนักกีฬา อำนาจในการชี้ผู้แพ้ผู้ชนะ อำนาจในการปรับหักคะแนน และอำนาจในการรักษากติกาให้ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นวันนี้จะขออนุญาตเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้อำนวยความยุติธรรมบนสังเวียน กันสักนิด

สิ่งที่ทำให้บทบาทของผู้ตัดสินในกีฬาต่อสู้แตกต่างจากผู้ตัดสินในฟุตบอลหรือบาสเกตบอลอย่างสิ้นเชิงมีสามประการ คือ

หนึ่ง ความผิดพลาดของผู้ตัดสินอาจแลกด้วยชีวิตของนักกีฬา หรืออย่างน้อยที่สุดคือความพิการระยะยาว การหยุดไฟต์ช้าไปเพียงไม่กี่วินาทีสามารถเปลี่ยนบาดเจ็บเล็กน้อยให้กลายเป็น การบาดเจ็บที่สมอง traumatic brain injury ซึ่งทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้

สอง กีฬาต่อสู้เป็นพื้นที่ที่มีเม็ดเงินการพนัน ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของโปรโมเตอร์ และแรงกดดันจากค่ายมวยหรือเจ้ามือสูงกว่ากีฬาประเภทอื่นมาก ทำให้ผู้ตัดสินตกเป็นเป้าของการพยายามชักจูงในหลายรูปแบบ

สาม ผลของการตัดสินในกีฬาต่อสู้ “ย้อนแก้ไขไม่ได้” การให้คะแนนที่ผิดพลาดในการชกครั้งประวัติศาสตร์ไม่สามารถ replay กลับมาจับผิดด้วย VAR ได้เหมือนฟุตบอล

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของผู้ตัดสินกีฬาต่อสู้จึงมิใช่เพียง “ผู้บังคับใช้กติกา” แต่คือผู้พิทักษ์ความชอบธรรม (integrity) ของกีฬาทั้งวงการ ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะอยากเห็นมาตรฐานของวงการกีฬา มิกซ์มาเชี่ยลอาร์ต นั้นพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียนที่มีโอกาสสัมผัสกีฬาต่อสู้มาหลากหลายรูปแบบ เราพบว่า ความยุติธรรมของการตัดสินเองนี่แหละ ที่เป็นตัวส่งเสริม หรือ ทำลายกีฬา นักกีฬา ลองดูจากตัวอย่างของความอื้อฉาวในกีฬามวยสากลสมัครเล่นที่ผ่านมา หรือมวยอาชีพ ในหลายต่อหลายไฟต์ หรือแม้กระทั่งปัญหาของมวยไทยเอง ดังนั้น กีฬาที่ตัดสินด้วยสายตา จึงต้องใช้สายตาเพื่ออำนวยความยุติธรรม ให้กับคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ความเป็นมืออาชีพ จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก ผมเขียนจากประสบการณ์ของผมนะ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน

  1. การวางตัว: ความเป็นกลางที่ต้อง “มองเห็นได้”

หลักการพื้นฐานของผู้ตัดสินคือ impartiality ความเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ ความเป็นกลางเพียงในใจไม่พอ ต้องแสดงออกให้ปรากฏต่อสาธารณชนด้วย หลักการนี้เรียกว่า visible impartiality หรือหลักการที่ทางด้านตุลาการอังกฤษเรียกว่า justice must not only be done, but must also be seen to be done

เพราะสาธารณชนไม่มีทางเข้าถึงเจตนาภายในใจของผู้ตัดสิน สิ่งเดียวที่ผู้ชม นักกีฬา และวงการประเมินได้คือ “สัญญาณภายนอก การแสดงออก” ทั้งหมด ดังนั้นการวางตัวต่างๆ จึงต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางแทบทั้งสิ้น

การวางตัวในสังเวียน

  • ไม่ทักทาย ไม่โอบกอด ไม่แสดงความสนิทสนมกับนักกีฬาหรือทีมโค้ชคนใดเป็นพิเศษก่อนหรือหลังการแข่งขัน แม้จะเป็นเพื่อนเก่าหรือลูกศิษย์
  • ใช้ภาษากายที่ควบคุมได้ ไม่แสดงอารมณ์ตื่นเต้น สะดุ้ง หรือถอยหนี ต่อการโจมตีที่รุนแรงหรือเทคนิคที่น่าตื่นเต้น
  • ให้คำสั่ง (break, stop, fight) ด้วยน้ำเสียงและจังหวะที่สม่ำเสมอเท่ากันทั้งสองฝ่าย ไม่ตะโกนใส่ฝ่ายหนึ่งดังกว่าอีกฝ่าย
  • การเตือน (warning) ต้องใช้ threshold เดียวกันทั้งสองมุม
  • ระวังการยืนขวางกล้องหรือขวางมุมมองของกรรมการให้คะแนน โดยเฉพาะช่วงจังหวะสำคัญ

การวางตัวนอกสังเวียน

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ดื่ม หรือสังสรรค์กับนักกีฬา โค้ช โปรโมเตอร์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ในช่วงก่อนการแข่งขัน (โดยทั่วไปคือ 24-48 ชั่วโมง)
  • ไม่ให้สัมภาษณ์วิจารณ์นักกีฬาที่ตนเคยตัดสินหรือกำลังจะตัดสิน
  • ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงหลังการแข่งขันในลักษณะที่อาจถูกตีความว่าเป็น “การรับเลี้ยงจากฝ่ายที่ตนตัดสินให้ชนะ”
  • ระวังการอยู่ในภาพถ่ายหมู่ที่มีการเผยแพร่ภายหลัง

หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือ appearance test  ก่อนจะทำสิ่งใด ให้ถามตนเองว่า “ถ้าภาพ/คลิปนี้ถูกเผยแพร่ในโซเชียล คนภายนอกที่ไม่รู้บริบทจะตีความอย่างไร” หากคำตอบมีความเสี่ยงถูกตีความผิด ให้หลีกเลี่ยง

  1. การแต่งกาย: สัญญะของอำนาจและความเป็นกลาง

เครื่องแบบผู้ตัดสินมิใช่เพียง “ยูนิฟอร์ม” แต่คือสัญญะ (symbol) ที่บอกให้ทุกฝ่ายในสังเวียนรับรู้ว่า บุคคลผู้นี้ไม่ใช่นักกีฬา ไม่ใช่ผู้ชม ไม่ใช่โค้ช แต่คือ “ผู้ตัดสิน” ที่มีอำนาจสั่งการภายใต้กติกา ที่บัญญัติไว้

มาตรฐานสากล

  • มวยสากลระดับโลก (WBC, WBA, IBF, WBO): ผู้ตัดสินสวมเสื้อโปโลหรือเชิ้ตสีขาว/ฟ้าอ่อน กางเกงขายาวสีดำ ถุงมือยางบาง (ป้องกันการสัมผัสของเหลว) และรองเท้ายางพื้นเรียบ
  • MMA (เช่น UFC และคณะกรรมการรัฐในสหรัฐฯ): เสื้อโปโลสีดำหรือน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำ ถุงมือยางแบบใช้แล้วทิ้ง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเลือด
  • เทควันโด/คาราเต้: เสื้อสูทและเน็คไทตามข้อกำหนดของสหพันธ์ระดับโลก
  • ยูโด: สูทและเน็คไท พร้อมถุงเท้าตามกติกา IJF

ผู้ตัดสินสนามราชดำเนินและลุมพินีแต่งกายกึ่งทางการ  เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว หูกระต่ายผ้าสีดำ กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าคัชชูหรือรองเท้าผ้าใบสีขาว การแต่งกายในลักษณะนี้สะท้อนวัฒนธรรมความเคารพและเกียรติยศของศิลปะประจำชาติ

หลักการสำคัญที่ข้ามพรมแดนกีฬา

  • ห้ามสวมเครื่องประดับที่อาจก่ออันตราย  แหวน สร้อยยาว นาฬิกาข้อมือหน้าใหญ่ อาจเกี่ยวติดถุงมือหรือเสื้อผ้านักกีฬาขณะเข้าแยก
  • ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีตราสินค้า/สปอนเซอร์ส่วนตัว  ยกเว้นสปอนเซอร์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรจัดการแข่งขัน
  • ห้ามสวมสีที่ตรงกับสีมุมของนักกีฬาคนใดคนหนึ่ง  โดยเฉพาะสีแดงและน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีมุมสากล
  • ทรงผมและเคราต้องเรียบร้อย ไม่มีเส้นผมมาบดบังสายตา หรือรบกวนการเข้าแยกนักกีฬาระยะประชิด
  • กลิ่น  หลีกเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นแรงที่อาจรบกวนนักกีฬาซึ่งอยู่ในระยะสัมผัส

การแต่งกายที่ดูไม่พิถีพิถัน เช่น เสื้อยับ รองเท้าสกปรก หรือใบหน้ายังไม่โกน สื่อสารต่อสาธารณะว่าผู้ตัดสิน “ไม่ให้เกียรติ” เหตุการณ์นั้น และลดความน่าเชื่อถือของการตัดสินโดยไม่จำเป็น

  1. การใช้สื่อสังคมออนไลน์: พื้นที่ที่ทำลายอาชีพได้ในโพสต์เดียว

นี่คือมิติที่ท้าทายที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะผู้ตัดสินหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “โซเชียลมีเดียส่วนตัว” เป็นพื้นที่ที่แยกขาดจากบทบาทวิชาชีพ ในความเป็นจริง ในสายตาสาธารณะ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “โซเชียลส่วนตัวของผู้ตัดสิน” หากบุคคลผู้นั้นยังปฏิบัติหน้าที่อยู่

หลักปฏิบัติที่ควรถือ

สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด

  • กดไลก์ รีทวีต หรือแชร์โพสต์ของนักกีฬา ค่ายมวย หรือโปรโมเตอร์ ที่ตนจะตัดสินในอนาคตอันใกล้
  • โพสต์ภาพถ่ายคู่กับนักกีฬาในลักษณะสนิทสนม โดยเฉพาะช่วง fight week
  • แสดงความคิดเห็นวิจารณ์นักกีฬาหรือทำนายผลไฟต์ที่ตนอาจต้องตัดสิน
  • ตอบโต้ (reply) กับแฟนกีฬาที่วิจารณ์การตัดสินของตน การเงียบคือคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด
  • เผยแพร่คลิปการตัดสินของตนพร้อมคำอธิบายเชิงป้องกันตัว

สิ่งที่ต้องระมัดระวังพิเศษ

  • ความคิดเห็นทางการเมือง ศาสนา หรือประเด็นสังคมที่แหลมคม แม้ไม่เกี่ยวกับกีฬาโดยตรง แต่หากถูกโยงกับนักกีฬาที่มีจุดยืนตรงข้าม จะกระทบภาพความเป็นกลาง
  • การไลก์เพจร้านค้า/ธุรกิจของนักกีฬาหรือค่ายมวย
  • การเข้าร่วม fantasy league หรือกลุ่มพนันออนไลน์ แม้เพียงเพื่อสังสรรค์

แนวปฏิบัติเชิงระบบที่แนะนำ

  • แยกบัญชี: หากจำเป็นต้องใช้โซเชียล ให้แยก “บัญชีวิชาชีพผู้ตัดสิน” (public, official) ออกจาก “บัญชีส่วนตัวสำหรับครอบครัว” (locked, private) อย่างชัดเจน
  • ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวสูงสุด ในบัญชีส่วนตัว
  • ตรวจสอบภาพย้อนหลัง ที่คนอื่นแท็กเรา  และขอถอดออกหากมีความเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงการ live stream ในสถานที่ที่มีนักกีฬาหรือโปรโมเตอร์ปรากฏตัว
  1. ตัวตนกับบทบาทหน้าที่: การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน

ผู้ตัดสินในกีฬาต่อสู้จำนวนมาก “มีชีวิตหลายบทบาท”  เป็นอดีตนักกีฬา ครูมวย เจ้าของยิม โค้ช นักธุรกิจอุปกรณ์กีฬา ข้าราชการ นักวิชาการ หรือแม้แต่นักการเมืองท้องถิ่น ในวงการที่มีขนาดเล็กเช่นวงการมวยไทยหรือ MMA ในประเทศไทย การมีตัวตนหลายชั้นเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเรื่อง conflict of interest ที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ

ประเภทของ conflict ที่พบบ่อย

  1. Relational conflict ความสัมพันธ์ส่วนตัว/ครอบครัว/ศิษย์-อาจารย์ กับนักกีฬาที่จะตัดสิน
  2. Financial conflict ผลประโยชน์ทางธุรกิจกับค่าย โปรโมเตอร์ หรือสปอนเซอร์
  3. Institutional conflict สังกัดสถาบัน/สมาคม/องค์กรเดียวกันกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  4. Reputational conflict ความสัมพันธ์เชิงภาพลักษณ์ผ่านสื่อ

หลักปฏิบัติ

  • Disclosure: ประกาศความสัมพันธ์ทุกรูปแบบกับนักกีฬาหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของไฟต์ก่อนได้รับมอบหมายให้ตัดสิน
  • Recusal: หากมี conflict ที่มีนัยสำคัญ ต้องถอนตัวจากไฟต์นั้น ๆ แม้ตนจะมั่นใจในความเป็นกลางของตน (เพราะเกณฑ์คือ appearance ไม่ใช่แค่ intent)
  • Separation of roles: ในช่วงเวลาที่รับหน้าที่ผู้ตัดสิน ไม่ควรรับตำแหน่งบริหารในค่ายมวย ทีมนักกีฬา หรือธุรกิจที่มีผลประโยชน์ตรงกับผลการตัดสิน
  • ห้ามรับผลประโยชน์: ของขวัญ การเลี้ยงรับรอง ตั๋วเดินทาง หรือที่พัก จากโปรโมเตอร์หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เกินกว่ามาตรฐานที่องค์กรจัดการแข่งขันกำหนด

กรณีศึกษา

กรณีที่ 1: Mario Yamasaki และการหยุดไฟต์ที่ล่าช้าเกินไป

ในศึก UFC Fight Night 125 (กุมภาพันธ์ 2018) Mario Yamasaki ผู้ตัดสินระดับตำนานที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ปล่อยให้ Priscila Cachoeira รับหมัดต่อเนื่องจาก Valentina Shevchenko ในสภาพที่แทบไม่มีการป้องกันตัว จนไฟต์ถูกยุติในยกที่สอง เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักวิเคราะห์ นักกีฬา และแม้แต่ Dana White ประธาน UFC ในขณะนั้น หลังเหตุการณ์นี้ UFC ไม่ใช้บริการ Yamasaki อีกเลย

บทเรียน: ประสบการณ์ยาวนานไม่คุ้มครองจากความผิดพลาดครั้งเดียวที่กระทบสวัสดิภาพนักกีฬา และแม้เจตนาจะเป็นบวก (ให้โอกาสนักสู้ต่อสู้กลับ) ผลลัพธ์เชิงจริยธรรมและอาชีพก็เสียหายอย่างเปลี่ยนกลับไม่ได้ การวางตัวที่ดีคือการอ่านสถานการณ์ให้ตรงกับ “เกณฑ์ความปลอดภัย” ไม่ใช่ “เกณฑ์ความบันเทิง”

กรณีที่ 2: Adalaide Byrd กับคะแนน 118-110 (Canelo vs GGG I, 2017)

ในไฟต์ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าสูสีหรือ Golovkin เป็นฝ่ายชนะเล็กน้อย กรรมการหญิง Adalaide Byrd ให้คะแนน 118-110 เอียงข้างสุดขั้วให้ Canelo Alvarez ทำให้ผลออกมาเป็น split draw ที่กระทบความน่าเชื่อถือของวงการมวยสากลระดับ pay-per-view Nevada State Athletic Commission ต้องออกมาปกป้อง Byrd แต่ในทางปฏิบัติ เธอไม่ถูกมอบหมายให้ตัดสินไฟต์สำคัญระดับ championship ในช่วงหลังจากนั้น

บทเรียน: การให้คะแนนที่เบี่ยงเบนจากมาตรฐานอาชีพอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกีฬาโดยรวม ไม่ใช่แค่ของกรรมการรายนั้นแต่รวมถึงองค์กรที่คัดเลือกและวงการทั้งหมด

กรณีที่ 3: การใช้โซเชียลมีเดียของผู้ตัดสินระดับภูมิภาค

ในหลายรายการ MMA และมวยสากลระดับภูมิภาคทั่วโลก มีกรณีที่ผู้ตัดสินหรือกรรมการถูกถอดออกจากรายการหลังจากที่แฟนกีฬาขุดพบภาพถ่ายคู่กับนักกีฬาฝ่ายหนึ่งในโซเชียลมีเดีย แม้ภาพนั้นจะถ่ายมาก่อนหลายปีในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้อง (เช่น งานสัมมนา งานการกุศล) แต่เพียงข้อสงสัยก็ทำให้องค์กรจัดการแข่งขันต้องเปลี่ยนตัวเพื่อรักษาความชอบธรรมของรายการ

บทเรียน: “ความบริสุทธิ์ใจ” ไม่ใช่เกราะป้องกัน  ในสายตาสาธารณะ ภาพเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างข้อสงสัยและกลายเป็นภาระให้องค์กรต้องจัดการ ผู้ตัดสินที่มืออาชีพจึงต้อง “audit” ร่องรอยดิจิทัลของตนเองอย่างต่อเนื่อง

กรณีที่ 4: บริบทมวยไทย  ระบบอุปถัมภ์และข้อครหาเรื่องการพนัน

วงการมวยไทยมีวัฒนธรรมความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและระบบอุปถัมภ์ที่เข้มข้น ผู้ตัดสินจำนวนไม่น้อยเติบโตมาจากสายค่ายมวย หรือมีความเชื่อมโยงกับเซียนมวย ในบางกรณีที่ผลการตัดสินขัดกับสายตาผู้ชมส่วนใหญ่ ผลนั้นมักถูกโยงกับการพนันในทันที ทั้งที่บางครั้งอาจเป็นการตัดสินโดยสุจริตตามหลัก “เกณฑ์มวยไทย” ที่ให้น้ำหนักกับความสง่างามและเทคนิคช่วงท้ายยกมากกว่าจำนวนหมัดเข่าที่ออก

บทเรียน: การขาดกลไก declaration of interest ที่เป็นทางการ และการขาดการสื่อสาร “หลักเกณฑ์การให้คะแนน” ต่อสาธารณะ ทำให้ผู้ตัดสินไทยเสี่ยงต่อข้อครหาแม้ในกรณีที่ตัดสินโดยชอบธรรม ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วย “ความซื่อสัตย์ของบุคคล” แต่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปเชิงระบบ

กรณีที่ 5: การวางตัวของ Big John McCarthy  ต้นแบบเชิงบวก

ในทางตรงข้ามกับกรณีเชิงลบ Big John McCarthy ผู้บุกเบิกวงการผู้ตัดสิน MMA ตั้งแต่ยุค UFC 2 ในปี 1994 เป็นตัวอย่างของการวางตัวที่กลายเป็นมาตรฐานอาชีพ เขายืนกรานหลักการเดียวกันตลอด 25 ปี  คำสั่ง “let’s get it on!” ก่อนเริ่มการชกทุกไฟต์ (สร้าง ritual ที่สม่ำเสมอ), การไม่พูดคุยส่วนตัวกับนักกีฬาก่อนไฟต์, และการก่อตั้งหลักสูตร COMMAND ที่ยกระดับมาตรฐานผู้ตัดสิน MMA ทั้งระบบ

บทเรียน: การวางตัวที่ดีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานเชิงบวกที่ยกระดับวิชาชีพทั้งวงการ

จากบทเรียนข้างต้น ผมเสนอแนวทางเชิงนโยบายห้าประการที่สมาคมกีฬา สหพันธ์ และหน่วยงานที่กำกับกีฬาต่อสู้ในประเทศไทยควรพิจารณา

หนึ่ง จัดทำ Referee Code of Conduct ระดับชาติ ที่ครอบคลุมทั้งสี่มิติในบทความนี้  การวางตัว การแต่งกาย การใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน  โดยเฉพาะสำหรับกีฬาต่อสู้ทุกประเภทภายใต้การกำกับของการกีฬาแห่งประเทศไทย

สอง กำหนดหลักสูตรอบรมภาคบังคับด้านจริยธรรม สำหรับผู้ตัดสินและกรรมการทุกระดับ โดยรวมเนื้อหาเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ กฎหมายหมิ่นประมาท และการจัดการ conflict of interest เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาต

สาม สร้างกลไก declaration of interest ก่อนทุกรายการแข่งขัน ให้ผู้ตัดสินและกรรมการต้องประกาศความสัมพันธ์กับนักกีฬาและค่ายต้นสังกัดในแบบฟอร์มมาตรฐาน และให้องค์กรจัดการแข่งขันมีอำนาจปรับเปลี่ยนการมอบหมาย

สี่ จัดตั้งคณะกรรมการวินัยอิสระ แยกออกจากฝ่ายบริหารสมาคม เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนต่อการวางตัวของผู้ตัดสินอย่างเป็นระบบ พร้อมกระบวนการอุทธรณ์ที่โปร่งใส

ห้า กำหนดมาตรฐานเครื่องแบบระดับชาติ สำหรับกีฬาต่อสู้แต่ละประเภท เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานและสร้างเอกลักษณ์ของ “ผู้ตัดสินไทย” ที่ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

ผู้ตัดสินกีฬาต่อสู้ไม่ได้ทำงานภายใต้แค่กติกาข้อบังคับ แต่ทำงานภายใต้ สัญญาทางจริยธรรม (ethical contract) กับวงการทั้งหมด  กับนักกีฬาที่ฝากชีวิตไว้ กับผู้ชมที่จ่ายเงินซื้อความชอบธรรม และกับกีฬาที่ต้องดำรงอยู่ต่อไปในระยะยาว สัญญานี้ไม่มีการเซ็นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประกาศออกมาผ่านทุกท่วงท่า ทุกการวางตัว ทุกโพสต์ในโซเชียลมีเดีย และทุกการตัดสินใจว่าจะรับคำเชิญร่วมโต๊ะกับใคร

หัวใจของอาชีพนี้บางครั้งมันอาจจะขัดแย้งกับใจของเราบ้าง ประการหนึ่ง ผู้ตัดสินที่ดีที่สุดคือผู้ที่ผู้ชมไม่รู้สึกว่ามีอยู่ในสังเวียน หลังไฟต์จบ ไม่มีใครพูดถึงชื่อของเขา ไม่มีเรื่องราวเชิงลบให้วิจารณ์ ไม่มีข้อครหาให้ถกเถียง มีเพียงการชกที่ยุติธรรม การหยุดที่ทันเวลา และผลการตัดสินที่คนทั้งหมดยอมรับได้

อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพเดียวในกีฬาที่ “ความเงียบของสาธารณะ” คือรางวัลสูงสุด และ “การเป็นข่าว” มักคือสัญญาณของความล้มเหลว ผู้ตัดสินที่เข้าใจหลักนี้ นี้ตั้งแต่วันแรกของอาชีพ คือผู้ที่วงการกีฬาต่อสู้ต้องการมากที่สุด และเป็นบุคคลที่นักกีฬาทุกคน  ทั้งฝ่ายที่ชนะและฝ่ายที่แพ้  สามารถวางใจฝากชีวิตในสังเวียนไว้กับเขาได้อย่างสบายใจ

sirichet.com

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน Google Scholar · About

Leave a Comment