บทเรียนข้ามทศวรรษของ NOCT จากมวยสากลสมัครเล่นถึงเปตอง

เมื่อ NOC ติดอยู่ระหว่าง IF กับ NF

ประเทศไทยได้เหรียญทองจากมวยสากลสมัครเล่น และเหรียญเงินจากมวยสากลสมัครเล่น สองเหรียญสุดท้ายจาก โอลิมปิคเกมส์ โดย สมจิตร จงจอหอ และ มนัส บุญจำนงค์ ในปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 18 ปีที่ผ่านมา กับ 4 โอลิมปิค ประเทศไทยยังไร้เหรียญทอง จากมวยสากลสมัครเล่น เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาของปัญหาสมาคมกีฬา นี่แหละ ที่เป็นตัวบั่นทอนการทำงาน และการพัฒนาของวงการกีฬาของประเทศไทย อาจจะเป็นเพราะความอยากได้อำนาจ อยากมีอำนาจ เลยเล่นเกมกันโดยการไปดึงองค์กรระหว่างประเทศ เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องภายในประเทศ ประกอบกับ หน่วยงานที่มีอำนาจทางปกครองอยู่ในมือไม่ทำหน้าที่ เรื่องมันก็เลยลุกลามบานปลาย จนฉุดให้วงการกีฬาไทย ถอยหลังลงคลองในที่สุด วันนี้ผมจะมาเล่าให้ท่านฟัง

ในเรื่องของขบวนการโอลิมปิค (Olympic Movement) คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ (National Olympic Committee  NOC) ดำรงสถานะอยู่ระหว่างสองขั้วอำนาจที่บางครั้งเคลื่อนเข้าหากันและบางครั้งกระแทกกันเอง ขั้วหนึ่งคือสหพันธ์กีฬานานาชาติ (International Federations  IFs) ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจปกครองกีฬาแต่ละชนิดในระดับโลก อีกขั้วหนึ่งคือสมาคมกีฬาแห่งชาติ (National Federations  NFs) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ดำรงอยู่ภายใต้กฎหมายภายในของแต่ละประเทศ และมีหน้าที่บริหารจัดการกีฬานั้นในประเทศของตน

ในสภาวะปกติ ความสัมพันธ์สามเส้านี้เดินต่อกันได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อใดที่ NF กับ IF กระทบกระทั่งกัน คำถามที่ต้องถามคือ NOC ควรทำอะไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ NOC มีอำนาจ ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างสองคำถามนี้มีช่องว่างใหญ่ที่กรณีศึกษาของไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นอย่างเจ็บปวด

ในบทความนี้ ผมเปรียบเทียบกรณีศึกษาสองกรณีที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลากัน แต่สะท้อนปัญหาโครงสร้างเดียวกัน คือกรณีของสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (AIBA) ในปลายทศวรรษ 2550 และกรณีล่าสุดของสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์กีฬาเปตองและโบว์ลโลก (WPBF) ในปี 2568 เพื่อชี้ให้เห็นว่า NOC ทำหน้าที่ “เป็นกลาง” ในความหมายแบบไหน และความเป็นกลางนั้นมีขีดจำกัดอย่างไรในทางปฏิบัติ

กรณีที่หนึ่ง: รัฐประหารภายในสมาคมมวย และจุดสิ้นสุดของยุคเหรียญทองโอลิมปิก

เรื่องราวของกรณีนี้ซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในข่าวกระแสหลัก ในยุคของ พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ ในฐานะนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ความขัดแย้งกับสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (AIBA) ที่บริหารโดยชิง กัวะ วู เริ่มจากการที่เสธ.วีปออกมาวิจารณ์การคัดเลือกผู้ตัดสินในโอลิมปิก 2008 ปักกิ่ง ซึ่งหลายคนเห็นว่ามีปัญหาเชิงธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา ไม่ใช่ความขัดแย้ง IF–NF แบบตรงไปตรงมา หากเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อนกว่านั้น ฝ่ายที่ต้องการล้ม พล.อ.ทวีป ซึ่งภายในวงการรับรู้กันว่ามี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นแกนนำ ได้เคลื่อนไหวในสองทิศทางพร้อมกัน ทิศทางแรกคือการล็อบบี้ในระดับนานาชาติเพื่อกดดันสมาคมมวยไทยผ่านช่องทางของไอบ้า ทิศทางที่สองคือการสร้างเงื่อนไขภายในประเทศที่ทำให้ พล.อ.ทวีป ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ยากขึ้น

ที่หนักกว่านั้น มีรายงานจากภายในวงการว่าผู้ใหญ่บางคนในวงการมวยไทยขณะนั้น ได้จัดทำเอกสารที่ไม่เป็นความจริงส่งไปยังไอบ้าเพื่อใช้ในกระบวนการพิจารณาลงโทษ พร้อมกับการเดินสายล็อบบี้ในระดับสมาคมระหว่างประเทศ ผลคือ พล.อ.ทวีปถูกแบนจากวงการ 2 ปี และทีมกำปั้นไทยถูกแขวนห้ามเข้าร่วมการแข่งขันภายใต้ AIBA ทุกรายการเป็นเวลา 1 ปี ทำให้นักกีฬาที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในสมาคมต้องรับผลกรรมไปด้วย

เมื่อ “ขั้วเปลี่ยน” สำเร็จ พล.อ.บุญเลิศก้าวขึ้นเป็นนายกสมาคมต่อ แต่สิ่งที่ไม่เคยกลับมาคือเหรียญทองโอลิมปิกของทีมมวยไทย วงการกำปั้นไทยที่เคยเป็นเสาหลักของทัพนักกีฬาไทยในโอลิมปิก ไร้เหรียญทองตั้งแต่ลอนดอน 2012 เป็นต้นมา และความปั่นป่วนภายในสมาคมก็ดำเนินต่อมาอีกหลายปีจนกระทั่งยุคของนายพิชัย ชุณหวชิร

จุดที่น่าสังเกตในเชิงโครงสร้างคือ ตลอดความขัดแย้งนี้ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (NOCT) ภายใต้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา (2544–2559) ไม่ได้แสดงบทบาทเชิงสาธารณะที่เด็ดขาดในการตั้งคำถามต่อกระบวนการที่นำไปสู่การลงโทษ พล.อ.ทวีป หรือต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารที่ใช้ในการพิจารณา NOCT ในยุคนั้นเลือกที่จะอยู่นอกสนาม ปล่อยให้ความขัดแย้งภายในวงการมวยและการเมืองสมาคมระหว่างประเทศพัวพันกันโดยไม่มีบทบาทประสานหรือยืนยันหลักการ ปล่อยให้พลเอกทวีป และสมาคมสู้อย่างลำพัง ในขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลทางปกครอง ก็ไม่ทำอะไร แต่ดันไปช่วยให้อีกฝั่งนึงตั้งสมาคมใหม่ขึ้นได้สำเร็จ นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะในวงการกีฬาชาติ

นี่เป็นบทเรียนแรกที่สำคัญ  เมื่อ NOC เลือกที่จะนิ่งในจังหวะที่ NF ภายในประเทศกำลังถูกบ่อนทำลายผ่านช่องทาง IF ผลที่ตามมาไม่ได้ตกกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองภายในสมาคม แต่ตกกับนักกีฬาและกีฬาของประเทศโดยรวม การไร้เหรียญทองโอลิมปิกของมวยไทยตลอดสามครั้งหลังสุด มีส่วนหนึ่งที่สืบรากมาจากการรัฐประหารภายในสมาคมในยุคที่ระบบกำกับดูแลทั้งหมดเลือกที่จะมองข้าม

กรณีที่สอง: WPBF ปะทะสมาคมเปตองไทย (2568)

ข้ามมาที่กรณีล่าสุด สถานการณ์ของสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทยเป็นภาพย้อนของกรณีไอบ้าในบางมิติ แต่ต่างกันในรายละเอียดสำคัญ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 NOCT ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากนายคลอดด์ เอซีม่า ประธานสหพันธ์กีฬาเปตองและโบว์ลโลก (WPBF) แจ้งถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นกับกีฬาเปตองในประเทศไทย หลังสหพันธ์ได้ตัดชื่อสมาคมกีฬาเปตองไทยออกจากการเป็นสมาชิก และตัดสิทธิ์นายกสมาคมที่กระทำการขาดความรับผิดชอบของผู้นำองค์กร WPBF ระบุว่านายกสมาคมยังคงนำเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่สนับสนุนกีฬาเปตองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน และปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการกลางที่ NOCT ตั้งขึ้น PPTV HD 36Matichon นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการคุกคามทางเพศ Sexual Harrasment ที่มีคนยื่นไปร้องต่อ WPBF อีก

ผลคือการแบนหนัก หากชาติใดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเปตองในซีเกมส์จะถูกห้ามเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติเป็นระยะเวลา 2 ปี รวมถึง World Games เอเชียนเกมส์ และ Asian Masters Games DailyNews

ต่างจากกรณีไอบ้า ครั้งนี้ NOCT ภายใต้การนำของ ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานเมื่อ 25 มีนาคม 2568 และเป็นพลเรือนคนแรกในรอบ 77 ปี ได้ดำเนินการเชิงรุก โดยตั้งคณะกรรมการกลางเข้าไปพยายามแก้ไขปัญหาภายในสมาคมเปตองก่อนที่ WPBF จะมีคำสั่งแบน  แต่จุดนี้เองคือจุดที่ก่อให้เกิดคำถามเชิงอำนาจที่สำคัญ Prachatai

ความเป็นกลางของ NOC

มีกรอบที่นิยมพูดกันในวงการกีฬาว่า “NOC ต้องวางตัวเป็นกลางในข้อพิพาทระหว่าง IF กับ NF” ในความหมายที่หลายคนเข้าใจคือการไม่เลือกข้าง ไม่ตัดสินใจ ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์  ผมขอแย้งกรอบนี้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับธรรมนูญโอลิมปิก

ธรรมนูญโอลิมปิก ข้อ 27 ระบุพันธกิจของ NOC ไว้หลายประการที่ล้วนเป็นพันธกิจเชิงบวก ไม่ใช่ภาวะวางเฉย ได้แก่การส่งเสริมหลักการพื้นฐานของขบวนการโอลิมปิก การปกป้องความเป็นอิสระของขบวนการกีฬาในประเทศของตน การป้องกันการแทรกแซงจากองค์กรอื่นใดที่ขัดต่อธรรมนูญโอลิมปิก และการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมาคมกีฬาสมาชิกปฏิบัติตามธรรมนูญโอลิมปิก

อ่านอย่างถี่ถ้วน จะเห็นว่า NOC ไม่ใช่ผู้พิพากษาเป็นกลางในห้องพิจารณาคดี แต่เป็นผู้พิทักษ์หลักการ  และเมื่อหลักการถูกละเมิด NOC มีหน้าที่ต้องเลือกข้างของหลักการ ไม่ใช่ข้างของผู้เล่นที่ละเมิด

ความเป็นกลางที่ NOC ควรมีจึงเป็น ความเป็นกลางเชิงกระบวนการ (procedural neutrality) ที่ตั้งอยู่บนหลัก due process ความโปร่งใส และสิทธิในการปกป้องตนเอง ไม่ใช่ ความเป็นกลางเชิงสารบัญ (substantive neutrality) ที่ปฏิเสธจะแสดงจุดยืนเชิงคุณค่า

ในทางปฏิบัติแปลว่า เมื่อ IF ลงโทษ NF โดยไม่เปิดให้มี hearing ที่เป็นธรรม NOC ต้องยืนข้าง NF ในมิตินี้  ไม่ใช่เพราะเห็นใจ NF แต่เพราะ due process ถูกละเมิด เมื่อ NF ละเมิดธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน NOC ต้องไม่ยับยั้งการลงโทษของ IF แม้จะเป็น NF ของประเทศตน และเมื่อกลุ่มอำนาจภายใน NF สร้างหลักฐานปลอมเพื่อกดดันผ่าน IF  อย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรณีมวย  NOC มีหน้าที่ต้องตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการ ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นเรื่องของฝ่ายในวงการมวยกับ AIBA ในการสู้กันเอง

บรรทัดฐานจาก CAS: หลัก due process เหนือผลลัพธ์

คดีคลาสสิกที่ยืนยันกรอบนี้คือ CAS 2011/A/2425 Kuwait Olympic Committee v. IOC ที่ IOC สั่งระงับการรับรองคณะกรรมการโอลิมปิกของคูเวตเนื่องจากมีการแทรกแซงของรัฐบาล แต่ CAS วินิจฉัยว่าการระงับหรือการลงโทษสมาคมกีฬาหรือ NOC จะต้องปฏิบัติตามกฎที่องค์กรกีฬานานาชาติและธรรมนูญกำหนดไว้ และไม่สามารถละเลยขั้นตอนพื้นฐานของธรรมาภิบาลได้

คดี CAS 2008/A/1545 United States Olympic Committee v. IOC ที่นำมาถกเถียงเรื่องการที่ IOC สั่งห้ามนักกีฬาที่ถูกระงับเกิน 6 เดือนเพราะละเมิดกฎ anti-doping เข้าร่วมโอลิมปิกหลังสิ้นสุดการระงับ CAS วินิจฉัยว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (“invalid and unenforceable”) เพราะขาดพื้นฐานตาม due process หรืออำนาจที่จำเป็นตาม Charter ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

ที่ใกล้ตัวที่สุดคือ CAS 2018/A/5795 International Weightlifting Federation v. Thai Amateur Weightlifting Association ที่ CAS เน้นว่าการลงโทษสมาคมต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจน และสมาคมต้องได้รับสิทธิในการปกป้องตนเอง คดีนี้เป็นบทเรียนของไทยที่ราคาแพง ทั้งในแง่ชื่อเสียงและในแง่นักกีฬาที่ต้องเสียโอกาส

ที่สำคัญในกรอบของ CAS jurisprudence คือ การที่ IF ลงโทษ NF จะถูกพลิกได้ ถ้าหลักฐานที่ใช้ในการพิจารณามีปัญหา ดังนั้นกระบวนการที่นำไปสู่การลงโทษจึงสำคัญไม่แพ้สาระของการลงโทษ — และนี่เป็นช่องที่ NOC ควรเล่นเชิงรุก เมื่อรู้ว่าหลักฐานในมือของ IF อาจถูกบิดเบือนหรือสร้างขึ้น

ในกรณีของวงการมวยไทยช่วงปลายทศวรรษ 2550 ถ้าหลักฐานที่ใช้พิจารณาของไอบ้าถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายภายในประเทศที่ต้องการเปลี่ยนขั้ว ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ NOCT ควรนำเรื่องเข้าสู่ CAS เพื่อให้กระบวนการถูกตรวจสอบ การที่ไม่มีการดำเนินการดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของ “ความเป็นกลางที่ผิดทาง” — เป็นการนิ่งเมื่อหลักการถูกละเมิด

ปัญหาเชิงอำนาจ: NOC vs. นายทะเบียน

ในระบบกฎหมายไทย พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 กำหนดชัดเจนว่าสมาคมกีฬาที่จดทะเบียนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะ “นายทะเบียนสมาคมกีฬา” หากนายกสมาคมหรือคณะกรรมการบริหารกระทำผิด กกท. มีอำนาจในการเพิกถอนหรือไม่รับการจดทะเบียน ตามมาตรา 40 และมาตรา 43

นี่หมายความว่า อำนาจในการจัดการ “ปัญหาภายในสมาคม” เป็นของ กกท. ไม่ใช่ของ NOCT NOCT มีบทบาทประสานและตรวจสอบในกรอบของธรรมนูญโอลิมปิก แต่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง การที่ NOCT ตั้งคณะกรรมการกลางเข้าไปแก้ปัญหาภายในสมาคมเปตอง จึงอาจขัดต่อหลักการของ Olympic Charter ข้อ 27 และ 28 ที่มุ่งเน้นการรักษาความเป็นอิสระของสมาคมกีฬา และที่ระบุว่า NOC ควรทำหน้าที่ในฐานะผู้ประสาน ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจแทนสมาคมกีฬา

ในมุมกฎหมายไทย อำนาจที่ควรใช้คืออำนาจของ กกท. ในการตรวจสอบและพิจารณาเพิกถอน แต่ถ้าทุกองค์กรปฏิเสธจะรับผิดชอบ และผลลัพธ์คือสหพันธ์โลกเข้ามาแบน นั่นคือความล้มเหลวของระบบทั้งระบบ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งสำคัญนอกจากการที่มีอำนาจอยู่ในมือแล้ว คือการใช้อำนาจทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม นี่คือสิ่งที่ผู้นำองค์กร ต้องใช้ความกล้า ลุกขึ้นมาในการแก้ไขและจัดการปัญหา

ดังนั้นคำถามที่แท้จริงในกรณีเปตองจึงไม่ใช่ “NOCT ทำดีที่สุดแล้วหรือยัง” แต่คือ “ทำไม กกท. ในฐานะนายทะเบียนตามกฎหมายจึงไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 40 และ 43 ตั้งแต่ก่อนที่ WPBF จะเข้ามา”

รูปร่างที่บิดเบี้ยวของอธิปไตยกีฬาไทย

ประเด็นที่สำคัญและสะท้อนความตึงเครียดในระดับลึกของระบบกีฬาสากลคือการที่สหพันธ์เปตองโลกมีอำนาจที่บีบให้สมาคมกีฬาของรัฐต้องเดินตาม แม้ว่าในทางกฎหมายภายในประเทศ กกท. จะยังคงเป็นเจ้าของอำนาจกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558

ความจริงทางเทคนิคคือ IF มี “อำนาจอ่อนแต่เด็ดขาด” (soft but absolute power) ในแวดวงกีฬาของตน เพราะการเป็น “ผู้ออกใบอนุญาต” ให้สมาคมประเทศเข้าแข่งขันระดับนานาชาติ การปฏิเสธของ IF เท่ากับการตัดสมาคมประเทศนั้นออกจากเกมโลก แม้สมาคมจะยังมีสถานะตามกฎหมายภายในประเทศก็ไม่มีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ผู้คนต้องการคือการแข่งขัน ไม่ใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียน

“อธิปไตย” ของรัฐในเรื่องกีฬาจึงดำรงอยู่อย่างจำกัด รัฐออกกฎหมายและให้ทุนได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้ IF รับรองสมาคมที่รัฐต้องการรับรองได้ นี่เป็นโครงสร้างที่ดำรงอยู่ในระบบกีฬาสากลและไม่ใช่เรื่องเฉพาะของไทย ทางออกในระยะยาวจึงไม่ใช่การ “ต่อสู้กับ IF” แต่คือการทำให้ NF ของไทยมีธรรมาภิบาลที่ทัดเทียมระดับสากล จน IF ไม่มีเหตุผลที่จะแทรกแซง

แต่ในขณะเดียวกัน NOC ของชาติก็ต้องตื่นตัวว่าเมื่อใดที่ IF อาจถูกบิดเบือนโดยฝ่ายภายในประเทศที่ต้องการใช้อำนาจของ IF เป็นเครื่องมือเปลี่ยนขั้วในสมาคม  นี่คือบทเรียนที่ตกค้างจากกรณีมวยมาเกือบสองทศวรรษ และเป็นความเสี่ยงที่ NOCT ในวันนี้ต้องเฝ้าระวัง

บทบาทที่ควรเป็นของ NOCT ในอนาคต

จากการวิเคราะห์ทั้งสองกรณี ผมเสนอว่าบทบาทของ NOCT ในข้อพิพาท IF–NF ควรประกอบด้วยสามชั้น

ชั้นที่หนึ่งคือชั้นป้องกัน NOCT ควรทำหน้าที่ “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” (early warning system) ในการเฝ้าระวังธรรมาภิบาลของ NF สมาชิก โดยมีกลไกตรวจประเมินประจำปี ไม่ใช่รอจนวิกฤตเกิดแล้วค่อยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ การประเมินนี้ไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจของ กกท. แต่เป็นการใช้สิทธิ์ของ NOC ในฐานะองค์กรร่มที่มีพันธกิจปกป้องคุณภาพของขบวนการโอลิมปิกในประเทศ

ชั้นที่สองคือชั้นประสาน เมื่อความขัดแย้งระหว่าง NF กับ IF เริ่มก่อตัว NOCT ควรเป็นช่องทางการสื่อสารหลัก ทำหน้าที่อธิบายบริบทกฎหมายไทยให้ IF เข้าใจ และอธิบายข้อกำหนดของ IF ให้ NF เข้าใจ ในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายยังสามารถปรับท่าทีได้

ชั้นที่สามคือชั้นยืนยันหลักการ เมื่อความขัดแย้งเข้าสู่จุดที่หลีกเลี่ยงการลงโทษไม่ได้ NOCT ไม่ควรแสดงตัวเป็นกลางในความหมายของการนิ่งเฉย แต่ควรยืนยันหลัก due process ต่อ IF และยืนยันหลักธรรมาภิบาลต่อ NF ถ้า IF กระทำการโดยปราศจาก hearing ที่เป็นธรรม หรือใช้หลักฐานที่น่าสงสัย NOCT ควรช่วย NF เข้าสู่ CAS แต่ถ้า NF ทำผิดจริง NOCT ควรสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงผู้นำผ่านกลไกที่ถูกต้อง โดยให้ กกท. เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การกีฬา

ในกรณีมวยช่วงปลายทศวรรษ 2550 NOCT ขาดทั้งสามชั้น  ไม่มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่จะรับรู้ว่ามีปฏิบัติการเปลี่ยนขั้วโดยใช้ AIBA เป็นเครื่องมือ ไม่มีบทบาทประสานที่จะสะกัดการเดินทางของหลักฐานที่น่าสงสัยไปยังไอบ้า และไม่มีการยืนยันหลักการเมื่อการลงโทษเกิดขึ้น ผลคือนักกีฬาไทยที่ไม่รู้เรื่องการเมืองภายในต้องเสียโอกาสไป และวงการมวยไทยสูญเสียเหรียญทองโอลิมปิกตลอดสามครั้งหลังสุด

ในกรณีเปตอง NOCT พยายามทำชั้นที่สอง แต่ขาดเครื่องมือของชั้นที่หนึ่ง เลยกลายเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และสุดท้ายเมื่อแบนเกิดขึ้น ก็ โอนความรับผิดชอบให้ กกท. ต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งในแง่กฎหมายอาจถูก แต่ในแง่ของบทบาทเชิงสถาบัน ทำให้เห็นว่าระบบสามเส้านี้ยังไม่มีกลไกประสานที่แท้จริง DailyNews

บทเรียนข้ามทศวรรษ

ความขัดแย้งของสมาคมมวยกับไอบ้าในยุคของ พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ และความขัดแย้งของสมาคมเปตองกับ WPBF ในปี 2568 แม้จะห่างกันเกือบสองทศวรรษ แต่สะท้อนปัญหาเดียวกัน คือการที่ระบบกีฬาไทยยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการจัดการความขัดแย้งระหว่าง IF กับ NF โดยที่ NOC ทำหน้าที่ตามบทบาทที่ธรรมนูญโอลิมปิกกำหนดไว้อย่างเต็มที่ คำถามคือ คณะกรรมการกลางที่ NOC ตั้งขึ้นนี่มันกลางจริงไหม นี่คือสิ่งที่หลายคนกำลังตั้งคำถาม เพราะในคณะกรรมกลางที่ NOC ตั้งขึ้นเอง ยังประกอบด้วยคู่ขัดแย้ง กับสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย อยู่ในคณะกรรมการกลางนั้น

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งสองกรณีสะท้อนความเปราะบางของระบบที่ปล่อยให้การเมืองภายในสมาคม สามารถยืมมือของ IF มาใช้เปลี่ยนขั้วอำนาจในประเทศได้ เมื่อ NOC เลือกที่จะนิ่ง ผลที่ตามมาตกกับนักกีฬาและกีฬาของประเทศโดยรวม ไม่ได้ตกกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองภายในสมาคม

NOCT ไม่ใช่ผู้พิพากษากลาง ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง NF และไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ของ NF ต่อ IF NOCT คือผู้พิทักษ์หลักการของขบวนการโอลิมปิกในประเทศ ซึ่งหมายความว่าต้อง “เลือกข้าง” — ข้างของ due process ข้างของธรรมาภิบาล ข้างของความเป็นอิสระของกีฬาจากการแทรกแซงทางการเมือง และข้างของผลประโยชน์ของนักกีฬาในระยะยาว

ความเป็นกลางที่ NOC ควรมีจึงไม่ใช่การไม่เลือกข้าง แต่คือการเลือกข้างของหลักการอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าหลักการนั้นจะนำพาให้ต้องขัดกับผู้บริหาร NF บางคน เจ้าหน้าที่ IF บางคน หรือกลุ่มอำนาจในวงการเองก็ตามนี่คือบทเรียนที่ค้างคาจากกรณีไอบ้า และเป็นโจทย์ที่ NOCT ในยุคปัจจุบันต้องตอบให้ได้ก่อนที่จะมีกรณีถัดไป ซึ่งในระบบกีฬาที่ธรรมาภิบาลยังคลอนแคลนของไทย คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอนาน

เอกสารอ้างอิงสำคัญ

  1. Olympic Charter, Rules 27–28 (NOC Mission and Role)
  2. พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 40, 43
  3. CAS 2008/A/1545 United States Olympic Committee v. IOC
  4. CAS 2011/A/2425 Kuwait Olympic Committee v. IOC
  5. CAS 2018/A/5795 International Weightlifting Federation v. Thai Amateur Weightlifting Association
  6. PPTV. “เปตองโลก” สั่งแบนห้ามไทยจัดแข่งในกีฬาซีเกมส์ 2025. 22 ก.ย. 2568
  7. มติชน. สหพันธ์เปตองสั่งแบนซีเกมส์. 22 ก.ย. 2568
author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment