เมื่อบอร์ดกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (National Sports Development Fund: NSDF) มีมติอนุมัติกรอบวงเงินและแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 4,130 ล้านบาท พร้อมเงินงบประมาณต่อเนื่องอีกราว 490 ล้านบาท [1] คำถามที่ตามมาจากแวดวงสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 90 สมาคม — ก็คือ “เงินก้อนนี้จะถูกแบ่งสรรอย่างไรให้เป็นธรรม” แถมยังมีข่าวสมาคมใหญ่เหยียดสมาคมกีฬาขนาดเล็ก อีก เรื่องเหล่านี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมกีฬา ที่เราควรจะสร้างบรรยายกาศและคุณค่าของการเคารพและให้เกียรติกัน มากกว่า ที่จะมือใครยาวสาวได้สาวเอา เพราะสุดท้าย ผลลัพธ์มันก็ตกอยู่กับทั้งองคาพยพ กีฬา ของประเทศไทยแทบทั้งสิ้น
การจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม ? คำถามนี้ทวีน้ำหนักขึ้นอีกเมื่อข่าวภายในวงการระบุว่ามีการประชุมเพื่อปรับปรุงและทบทวนเกณฑ์การประเมินผลของสมาคมกีฬาทั้งหมดอย่างเป็นทางการ [2] ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางของฝ่ายนโยบายในการ “จัดกลุ่ม” หรือ tiering สมาคม อันย่อมส่งผลโดยตรงต่อสัดส่วนงบประมาณที่แต่ละสมาคมจะได้รับ
ความเป็นธรรม (fairness) ในการจัดสรรทรัพยากรกีฬาเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น ไม่ใช่เพียงการแบ่งเค้กให้เท่ากัน และก็ไม่ใช่การให้สมาคมที่ได้เหรียญมากที่สุดได้เงินมากที่สุดเสมอไป หรือจะไปเน้นจ่ายให้กับสมาคมในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ บทความนี้จะขอตอบและวิเคราะห์ คำถามนี้ผ่านมุมมองทางการพัฒนาการกีฬา Sports Development โดยเสนอกรอบหลักการ 5 ประการ และข้อเสนอเชิงปฏิบัติการที่ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ระบบจัดสรรงบประมาณของ NSDF มีความชอบธรรม โปร่งใส และเอื้อต่อการพัฒนาการกีฬาของประเทศได้อย่างยั่งยืน ผมก็แค่เสนอนะ ส่วนพวกคุณจะทำหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง แต่ถ้าพวกคุณเลือกที่จะฟังบ้าง ความฉิบหาย มันคงจะไม่บานปลายแน่นอน เชื่อแนท
NSDF และระบบจัดสรรในปัจจุบัน
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 หมวด 5 [3] โดยเป็นทุนหมุนเวียนในการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มีวัตถุประสงค์หลักครอบคลุมการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของชาติ การพัฒนานักกีฬาและบุคลากรกีฬา การให้ทุนการศึกษา รวมถึงการให้รางวัลแก่นักกีฬาและสมาคมกีฬาที่สร้างผลงานในระดับนานาชาติ เมื่อเราพูดถึงหมุนเวียนคือมันต้องมีทั้งเงินเข้าและเงินออก แต่ทุกวันนี้ มีแต่เงินออก และโดยส่วนมากก็ชอบออกไปกับอีเวนต์ (สงสัยจะปิดงานไว)
ระบบจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันมีหลายช่องทาง ที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ผ่านการยื่นคำขอตามระเบียบกองทุน โดยเฉพาะตามข้อ 28 ที่กำลังถูกปรับปรุงเป็นระบบบันทึกข้อตกลง (MoU) รูปแบบใหม่ในปีงบประมาณ 2569 [4] ส่วนเงินรางวัลตามผลงานเหรียญในมหกรรมกีฬาระดับโลก เอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ และอื่นๆ มีหลักเกณฑ์เฉพาะที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จ (formula-based)
ทว่าในส่วนของการสนับสนุนการดำเนินงานประจำของสมาคม (operating support) และโครงการเฉพาะ ระบบยังคงมีลักษณะของ “การพิจารณาเป็นรายกรณี” สูง ซึ่งเปิดช่องให้ดุลพินิจ (discretion) และอิทธิพลทางการเมืองและเครือข่ายมีผลต่อการตัดสินใจมากเกินสมควร สะท้อนถึงระบบธรรมาภิบาลภายในกองทุน เอง แต่ก็คงไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคนที่มาล้วงกระเป๋า ก็ใช่คนอื่นคนไกล เจ้าประจำ ที่เราๆ ท่านๆ ต่างรู้กันดี
ข้อมูลจาก กกท. เองในช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ยอมรับโดยอ้อมถึงความซับซ้อนนี้ เมื่อต้องชี้แจงต่อสังคมว่า “งบสมาคม” ไม่ได้ถูกตัดลด หากแต่ถูกกระจายไปอยู่ในหมวดต่างๆ เช่น งบจัดอีเวนต์ระดับชาติ งบเงินรางวัล และงบสนับสนุนนักกีฬาโดยตรง รวมแล้วมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันสองร้อยล้านบาทต่อปีสำหรับกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ [5] การชี้แจงในลักษณะนี้สะท้อนว่าระบบงบประมาณปัจจุบันซับซ้อนจนทำให้แม้สมาคมที่ได้รับเงินมากที่สุดยังรู้สึกว่าได้รับน้อยลง อะไรที่ทำให้งบที่ต้องจัดสรรให้กับกองทุน ถูกกระจายไปยังอีเวนต์ เงินรางวัล ถ้าไม่ใช่มติบอร์ด หรือไม่
“ความเป็นธรรม” จึงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน
หากเรามองสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทั้งหมดเป็นหน่วยเดียวกันที่ต้องได้รับเงิน “เท่าๆ กัน” เราย่อมจะพบว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะสมาคมกีฬาเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลในหลายมิติ
มิติของขนาดและฐานผู้เล่น สมาคมฟุตบอลมีฐานสโมสร ลีก ผู้เล่นเยาวชน และผู้ชมจำนวนหลายล้านคน ในขณะที่สมาคมกีฬาประเภทเฉพาะกลุ่ม เช่น เรือใบ บิลเลียด หรือสควอช มีฐานผู้เล่นที่จำกัด
มิติของศักยภาพในเวทีนานาชาติ บางสมาคมมีโอกาสคว้าเหรียญโอลิมปิกสูง (เช่น ยกน้ำหนัก เทควันโด มวย แบดมินตัน) ในขณะที่บางสมาคมเป็นชนิดกีฬาที่ไม่อยู่ในโปรแกรมโอลิมปิกเลย
มิติของคุณค่าเชิงวัฒนธรรม กีฬาอย่างมวยไทย เซปักตะกร้อ กระบี่กระบอง และกีฬาพื้นบ้านอื่นๆ มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชาติที่ไม่อาจวัดเป็นเหรียญรางวัลเพียงอย่างเดียว
มิติของขีดความสามารถองค์กร บางสมาคมมีระบบการเงิน การตรวจสอบ และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ในขณะที่บางสมาคมยังมีจุดอ่อนเชิงระบบ ซึ่งหากให้งบมากก็เสี่ยงต่อการใช้ไม่มีประสิทธิภาพ หากให้น้อยก็ไม่มีโอกาสพัฒนา
ในทางทฤษฎี “ความเป็นธรรม” มีอย่างน้อย 5 ความหมายที่แตกต่างกัน:
- ความเป็นธรรมเชิงเท่าเทียม (Equality) ทุกสมาคมได้รับเท่ากัน
- ความเป็นธรรมเชิงเสมอภาค (Equity) ได้รับตามที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความแตกต่างของจุดเริ่มต้น
- ความเป็นธรรมเชิงความต้องการ (Need-based) ได้รับตามความขาดแคลน
- ความเป็นธรรมเชิงผลงาน (Merit-based) ได้รับตามผลงานในอดีต
- ความเป็นธรรมเชิงการมีส่วนร่วม (Contribution-based) ได้รับตามการมีส่วนร่วมต่อเป้าหมายส่วนรวม
ระบบที่ดีจะต้องผสมผสานหลายแนวคิดเหล่านี้ ไม่ใช่ยึดแบบใดแบบหนึ่งสุดโต่ง และปัญหาที่ต้องระวังที่สุดคือสิ่งที่ Robert Merton เรียกว่า “Matthew Effect” [6] กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับมากอยู่แล้วจะได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่ได้รับน้อยจะถูกตัดน้อยลงเรื่อยๆ จนหมดโอกาสไต่เต้า หรือพัฒนา ระบบที่ปล่อยให้เกิด Matthew Effect ไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำให้ระบบกีฬาทั้งระบบเปราะบางเชิงโครงสร้าง
เมื่อระบบกีฬาคือระบบนิเวศ
ในมุมมองทาง Sports Development หรือการพัฒนาการกีฬา สมาคมกีฬาไม่ใช่เพียง “หน่วยผลิตเหรียญ” หากแต่เป็น “หน่วยผลิตผลลัพธ์เชิงพัฒนาการ” (developmental outcomes) ที่หลากหลายมิติ
กรอบแนวคิด Long-Term Athlete Development (LTAD) ของ Balyi และ Hamilton [7] ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล วางลำดับขั้นการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ Active Start, FUNdamentals, Learning to Train, Training to Train, Training to Compete, Training to Win ไปจนถึง Active for Life กล่าวคือ การมีนักกีฬาระดับเหรียญที่ยอดพีระมิดได้ ต้องอาศัยฐานพีระมิดที่กว้างและแข็งแรง
ระบบกีฬาทั้งระบบจึงต้องผลิตผลลัพธ์อย่างน้อย 6 ประการพร้อมกัน:
- การมีส่วนร่วมของมวลชน (Mass participation)
- การพัฒนาเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ (Talent pathway)
- การพัฒนาผู้ฝึกสอนและบุคลากรกีฬา (Coach and personnel development)
- การพัฒนาผู้ตัดสินและเจ้าหน้าที่ (Officials development)
- ความสำเร็จในเวทีนานาชาติ (International success)
- คุณค่าเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ (Health, cultural and economic value)
หากใช้กรอบ SPLISS (Sports Policy factors Leading to International Sporting Success) ของ De Bosscher และคณะ [8] ซึ่งครอบคลุมเสาหลัก 9 ประการ ตั้งแต่การสนับสนุนทางการเงิน ธรรมาภิบาล การพัฒนานักกีฬาตั้งแต่มวลชนถึงเป็นเลิศ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวก การฝึกสอน การแข่งขัน และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬา จะเห็นได้ว่า “การประเมินสมาคม” ที่ใช้ตัวชี้วัดเดียว เช่น จำนวนเหรียญ จะมองไม่เห็นการลงทุนของสมาคมที่ผลิตผลลัพธ์ในเสาหลักอื่นที่ไม่ปรากฏเป็นเหรียญในระยะสั้น
ข้อสรุปเชิงนโยบายจึงคือ: ความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณต้องวัดจากการมีส่วนร่วมต่อ “ผลลัพธ์เชิงพัฒนาการ” ที่หลากหลาย ไม่ใช่จากผลลัพธ์เชิงผลงานเดี่ยว
Tiered funding ที่ใช้กันทั่วโลก
การจัดกลุ่มสมาคม (tiering) เพื่อจัดสรรงบประมาณไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ของไทย หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาใช้ระบบนี้ แต่ที่สำคัญกว่าตัวระบบคือ “เกณฑ์” ที่ใช้แบ่งกลุ่ม
สหราชอาณาจักร UK Sport เคยใช้แนวทาง “No Compromise” ที่เคร่งครัด หลังจากความสำเร็จของ Team GB ในโอลิมปิก London 2012 โดยจัดสรรงบประมาณตามศักยภาพการคว้าเหรียญอย่างเข้มข้น ผลคืออันดับเหรียญที่สูงขึ้น แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าทำลายระบบนิเวศกีฬาเพราะตัดงบสมาคมที่ไม่มีโอกาสได้เหรียญ และส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพนักกีฬา ในระยะหลังจึงมีการปรับมาเป็น “Win Well” และยุทธศาสตร์ 2032 [9] ซึ่งให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความยั่งยืนของบุคลากรควบคู่กับผลงาน
ออสเตรเลีย Australian Institute of Sport ใช้ระบบการจัดประเภทกีฬา (sport categorisation) ที่ผสมผสานระหว่างศักยภาพการคว้าเหรียญในมหกรรมระดับโลก กับการลงทุนในเส้นทางสู่ความเป็นเลิศ (pathway investment) และคุณค่าเชิงสังคม
แคนาดา Sport Canada มี Sport Funding and Accountability Framework (SFAF) [10] ที่ใช้การประเมินหลายมิติ ผูกพันกับมาตรฐานธรรมาภิบาลของ National Sport Organizations อย่างเข้มงวด สมาคมที่ไม่ผ่านมาตรฐานธรรมาภิบาลพื้นฐานจะไม่สามารถได้รับงบประมาณระดับสูงได้ แม้จะมีผลงานที่ดี
นอร์เวย์ ใช้แนวคิด “Idrettens grunnverdier” หรือคุณค่าฐานรากของกีฬา ซึ่งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะลงทุนระดับเป็นเลิศ ผลคือประเทศที่มีฐานนักกีฬากว้างและประสบความสำเร็จในกีฬาฤดูหนาวระดับโลกอย่างยั่งยืน
จะเห็นได้ว่า tiering เกิดขึ้นได้ภายใต้ปรัชญาที่ต่างกันมาก ไทยจึงควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ไม่ใช่ลอกแบบใดแบบหนึ่ง
หลักการ 5 ประการของการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม
จากการวิเคราะห์ข้างต้น ผมเสนอหลักการ 5 ประการที่ NSDF ควรยึดเป็น “ธรรมนูญ” ในการจัดสรรงบประมาณ
ประการแรก หลักความโปร่งใส (Transparency Principle) สูตรการคำนวณ เกณฑ์การประเมิน คะแนนของแต่ละสมาคม และผลการจัดสรรต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ การปกปิดข้อมูลคือต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ไม่เป็นธรรม เพราะแม้การตัดสินใจจะเป็นธรรมก็จะถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่เคยเห็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนเลยที่ผ่านมา
ประการที่สอง หลักความเป็นธรรมเชิงผลงานหลายมิติ (Multi-dimensional Performance Equity) ผลงานไม่ใช่เพียงเหรียญ แต่รวมถึงการขยายฐานผู้เล่น คุณภาพระบบเยาวชน คุณภาพผู้ฝึกสอน และความยั่งยืนทางการเงินขององค์กร การวัดมิติเดียวเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนเชิงนโยบาย (policy distortion) สมาคมจะปรับกลยุทธ์ให้ตอบสนองตัวชี้วัดเดียวที่ใช้วัด แม้จะแลกกับความเสียหายเชิงระบบในระยะยาว
ประการที่สาม หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Principle) การลงทุนต้องสมดุลระหว่างฐานพีระมิดและยอดพีระมิด การลงทุนเฉพาะส่วนยอดจะทำให้ระบบเปราะบาง เพราะเมื่อรุ่นปัจจุบันหมดอายุ ก็จะไม่มีรุ่นใหม่มาทดแทน
ประการที่สี่ หลักความรับผิดชอบและขีดความสามารถ (Accountability and Capability Principle) งบประมาณที่มากต้องมาพร้อมกับมาตรฐานธรรมาภิบาลที่สูง ระบบ MoU ที่ NSDF กำลังพัฒนาเป็นก้าวที่ถูกทางแล้ว แต่ต้องมีกลไกบังคับใช้และบทลงโทษที่ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขการดึงงบประมาณคืนเมื่อสมาคมไม่ปฏิบัติตาม
ประการที่ห้า หลักความหลากหลายและอัตลักษณ์ชาติ (Diversity and Identity Principle) ระบบต้องสงวนพื้นที่ให้กับกีฬาที่มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ กระบี่กระบอง ตะกร้อลอดห่วง รวมถึงกีฬาสำหรับคนพิการ และกีฬาที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แม้บางชนิดอาจไม่อยู่ในโอลิมปิกหรือมีศักยภาพคว้าเหรียญน้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศกีฬาไทยที่ขาดไม่ได้
โมเดล “5-Tier Multi-Criteria Funding”
ในเชิงรูปธรรม ผมเสนอโมเดลการจัดสรรที่เรียกว่า 5-Tier Multi-Criteria Funding ดังนี้
โครงสร้างชั้นการจัดสรร (Tiering Structure)
Tier 1 ความเป็นเลิศโอลิมปิก (Olympic Excellence) สมาคมที่มีศักยภาพคว้าเหรียญในโอลิมปิกเกมส์/พาราลิมปิก หรือมีระบบเส้นทางสู่ความเป็นเลิศที่พิสูจน์แล้วในระดับโลก ประมาณ 6–10 สมาคม ได้รับงบประมาณสนับสนุนสูงสุดต่อสมาคม โดยมีพันธะผูกพันด้านผลงานและธรรมาภิบาลในระดับสูงสุดเช่นกัน
Tier 2 ความเป็นเลิศนานาชาติ (International Excellence) สมาคมที่มีศักยภาพในเวทีเอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ หรือชิงแชมป์โลกของสหพันธ์ระดับ tier 1 ประมาณ 15–20 สมาคม
Tier 3 พัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Development) สมาคมที่อยู่ในช่วงรีบูตหรือมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในระยะ 4–8 ปี ประมาณ 25–30 สมาคม ได้รับงบประมาณในรูปแบบ “การลงทุนเชิงกลยุทธ์” พร้อมเงื่อนไขชัดเจนเรื่องเป้าหมายและตัวชี้วัดความก้าวหน้า
Tier 4 คุณค่าเชิงวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วม (Cultural and Participation Value) กีฬาพื้นบ้าน กีฬาที่มีคุณค่าทางสังคม-วัฒนธรรม หรือกีฬาที่มีฐานผู้เล่นกว้างแม้ไม่ใช่กีฬาในระดับสากล ประมาณ 20–30 สมาคม
Tier 5 เงินสนับสนุนพื้นฐาน (Baseline Operating Grant) ทุกสมาคมที่จดทะเบียนถูกต้องและยังคงสถานะ “แห่งประเทศไทย” ได้รับเงินสนับสนุนการดำเนินงานพื้นฐานในระดับที่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ขององค์กร เพื่อให้ระบบกีฬาทั้งระบบไม่ล่มสลายเพราะการเปลี่ยนผ่าน
หมายเหตุสำคัญ: สมาคมหนึ่งสามารถอยู่ได้หลายชั้นพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น สมาคมมวยไทยอาจอยู่ทั้ง Tier 2 (ความเป็นเลิศนานาชาติ) และ Tier 4 (คุณค่าเชิงวัฒนธรรม) ในเวลาเดียวกัน หลักการคือ แต่ละสมาคมจะได้รับงบประมาณรวมจากทุก tier ที่ตนเข้าเกณฑ์ ไม่ใช่ถูกบังคับให้เลือกบทบาทเดียว
เมทริกซ์การให้คะแนนหลายมิติ (Multi-Criteria Scoring Matrix)
สำหรับการจัดอันดับและกำหนดวงเงินภายในแต่ละ tier ควรใช้เมทริกซ์การประเมินดังต่อไปนี้ (น้ำหนักเป็นข้อเสนอเบื้องต้น ปรับได้ตามบริบทและ tier):
| มิติ | น้ำหนัก |
| ผลงานระดับนานาชาติ (ถ่วงน้ำหนักตามความสำคัญของรายการ) | 25% |
| ขนาดและการเติบโตของฐานผู้เล่นและสโมสรในประเทศ | 20% |
| ความเข้มแข็งของเส้นทางพัฒนานักกีฬาเยาวชน | 15% |
| คุณภาพธรรมาภิบาล (ผลตรวจสอบ ความหลากหลาย การรายงาน) | 15% |
| การพัฒนาผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสิน | 10% |
| ความครอบคลุมเชิงภูมิภาคและสังคม (กระจายตัว เพศ คนพิการ) | 10% |
| การมีส่วนร่วมกับงานวิจัยและวิทยาศาสตร์การกีฬา | 5% |
ในแต่ละ tier น้ำหนักของแต่ละมิติอาจปรับให้แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น Tier 1 ให้น้ำหนักผลงานนานาชาติมากกว่า ขณะที่ Tier 4 ให้น้ำหนักการมีส่วนร่วมและคุณค่าเชิงวัฒนธรรมมากกว่า ไม่ต้องไปสร้างแพลทฟอร์มนะ เอาเงินที่จะทำแพลทฟอร์ม มาสนับสนุนสมาคมกีฬาดีกว่า ชอบทำเกินหน้าที่อยู่เรื่อย ถ้าอยากทำ ไปหาเงินตรงอื่นมาทำ เขาให้เอาเงินมาพัฒนากีฬา ไม่ใช่พัฒนาแพลทฟอร์ม
กลไกการสงวนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ (Strategic Ring-fencing)
นอกจากนี้ ควรกำหนดสัดส่วนงบประมาณส่วนหนึ่ง (ประมาณ 15–20% ของงบสมาคมทั้งหมด) ให้เป็น “งบสงวนเชิงกลยุทธ์” สำหรับ:
- กีฬาเกิดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในระดับสากล
- การพัฒนากีฬาสตรี
- กีฬาคนพิการ
- กีฬาพื้นบ้านและกีฬาเชิงวัฒนธรรม
- การวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ใช้ร่วมกันระหว่างสมาคม
การปฏิรูปกระบวนการ (Process Reform)
วงรอบงบประมาณหลายปี การจัดสรรควรมีวงรอบ 3–4 ปี ผูกกับวงรอบของซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ และโอลิมปิก เพื่อให้สมาคมวางแผนระยะยาวได้ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกปี การวางแผนระยะยาวเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการพัฒนานักกีฬาตามกรอบ LTAD ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 8–12 ปีจากระดับเริ่มต้นถึงระดับโลก
การทบทวนกลางวงรอบ มีกลไกทบทวนกลางวงรอบทุก 2 ปี โดยมีเกณฑ์การปรับเพิ่ม/ลดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการ “ค้างชั้น” ของสมาคมที่ผลงานตกต่ำ และเปิดโอกาสให้สมาคมที่พัฒนาขึ้นได้รับการยกชั้น
คณะกรรมการประเมินอิสระ ควรมีคณะกรรมการประเมินที่ประกอบด้วยนักวิชาการด้านกีฬา ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกษียณ และตัวแทนนักกีฬา ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสมาคมที่ประเมิน คณะกรรมการนี้ควรแยกอิสระจากบอร์ดบริหารกองทุน เพื่อป้องกันการชี้นำเชิงนโยบาย
รายงานผลลัพธ์ประจำปี เผยแพร่รายงานผลลัพธ์ของแต่ละสมาคมเทียบกับ MoU ที่ตกลงกันไว้ เป็นเอกสารสาธารณะ พร้อมข้อสรุปจากคณะกรรมการประเมิน
ช่องทางการอุทธรณ์ สมาคมต้องมีสิทธิ์อุทธรณ์ผลการประเมินผ่านกระบวนการที่เป็นทางการและโปร่งใส
การเชื่อมโยงงบประมาณกับการพัฒนาขีดความสามารถ (Capability-linked Funding)
สมาคมในแต่ละ tier ต้องผ่านมาตรฐานธรรมาภิบาลที่ต่างกัน ยิ่งได้รับงบมาก ยิ่งต้องผ่านมาตรฐานสูง ได้แก่ ระบบบัญชีตรวจสอบได้ การประชุมใหญ่ตามเวลา การเลือกตั้งโปร่งใส นโยบายป้องกันความรุนแรงและการคุกคาม การคุ้มครองนักกีฬาเยาวชน ฯลฯ บางสมาคมงบดุลมีปัญหา แต่ยังได้รับเงินสนับสนุน ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ไม่ควรเกิดขึ้น
สมาคมที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานสามารถได้รับ “เงินสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถ” (Capability Development Grant) จาก NSDF เพื่อยกระดับตนเองก่อนที่จะมีสิทธิ์ขอเงินสนับสนุนระดับสูงกว่า กลไกนี้ป้องกัน Matthew Effect และสร้างเส้นทางการเติบโตขององค์กรที่เป็นไปได้จริง
ความเป็นธรรมคือสัญญาประชาคมเชิงนโยบายกีฬา
การจัดกลุ่มสมาคม (tiering) เพื่อจัดสรรงบประมาณไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง สิ่งที่จะกำหนดว่าระบบนั้นเป็นธรรมหรือไม่คือ “เกณฑ์” และ “กระบวนการ” ที่ใช้ในการจัดกลุ่ม การพัฒนาการกีฬาเป็นกระบวนการที่ผลิตผลลัพธ์หลากหลายมิติ ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรจึงต้องประเมินจากการมีส่วนร่วมต่อผลลัพธ์เหล่านั้นแบบรอบด้าน ไม่ใช่จากตัวชี้วัดเดียวที่อาจสร้างแรงจูงใจที่บิดเบือน
ประเทศไทยมีองค์ประกอบเชิงสถาบันครบถ้วนแล้ว มีกฎหมายรองรับ มีกองทุนที่มีงบประมาณระดับสี่พันล้านบาทต่อปี มีสมาคมกีฬาที่ครอบคลุมกว่า 90 ประเภทกีฬา และมีการพัฒนาระบบยื่นคำขอและบันทึกข้อตกลงรูปแบบใหม่ในปีงบประมาณ 2569 สิ่งที่ขาดและจำเป็นต้องเติมให้สมบูรณ์คือ “การบูรณาการ” องค์ประกอบเหล่านี้ภายใต้กรอบหลักการที่ชัดเจน โปร่งใส และมีเหตุผลทางวิชาการ
ระบบจัดสรรที่เป็นธรรมไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสมาคมเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย: NSDF ได้รับความชอบธรรมในการตัดสินใจ สมาคมได้รับความแน่นอนในการวางแผนระยะยาว นักกีฬาได้รับความต่อเนื่องในการพัฒนา และประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีได้รับความรับผิดชอบจากระบบที่ใช้เงินของพวกเขา
การเปลี่ยนผ่านจากระบบที่ใช้ดุลพินิจสูง ไปสู่ระบบที่ใช้สูตรและเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจไม่ได้ปลอดความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง แต่จะลดความขัดแย้งลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะข้อโต้แย้งจะเปลี่ยนจาก “ทำไมสมาคมนั้นได้มากกว่าฉัน” ไปสู่ “สูตรนี้ควรปรับน้ำหนักอย่างไร” ซึ่งเป็นข้อถกเถียงเชิงนโยบายที่สังคมสามารถมีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมกันได้
ในท้ายที่สุด การจัดสรรงบประมาณของ NSDF มันไม่ใช่แค่เทคนิคการคลัง กระบวนการ หากแต่เป็น “สัญญาประชาคม” ที่ระบบกีฬาไทยทำกับสังคม ว่าเงินที่มาจากภาษีและรายได้สาธารณะนั้น จะถูกใช้เพื่อพัฒนากีฬาของชาติอย่างมีเหตุผล มีหลักการ และมีความรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผมเขียนเพราะผมเห็นปัญหาถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ผมก็เลยอยากจะเสนอทางแก้ไขปัญหาให้ก็เท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าใครบางคนคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น จะมาบอกว่าผู้เขียนไม่รู้เรื่องไม่ได้นะ เพราะสมาคม ที่ผู้เขียนดูแลอยุ่ก็ได้งบสนับสนุน จากสมาคมเพียง 300,000 บาท ทั้งปี สำหรับเจ้าหน้าที่ สองคน เท่านั้น แค่นี้จริงๆ
อ้างอิง
- สยามสปอร์ต. บอร์ดกองทุนฯ เห็นชอบกรอบวงเงิน 4 พันล้านพัฒนากีฬาปี 69. 23 สิงหาคม 2568. แหล่งที่มา: siamsport.co.th
- เชียงใหม่นิวส์. กกท. จัดประชุมสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อปรับปรุง/ทบทวนเกณฑ์การประเมินผล. กรกฎาคม 2568.
- ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558. เล่ม 132 ตอนที่ 21ก, 26 มีนาคม 2558.
- ประชาชาติธุรกิจ. กองทุนพัฒนากีฬาฯ เร่งติดตามเบิกจ่ายงบสมาคม พร้อมปรับระบบคำขอใหม่ ปี 2569. สิงหาคม 2568.
- ไทยพีบีเอส. กกท. ยัน งบลงสมาคมฯ พร้อมดึงงบ “มวยไทย” เติม “เอเชียนเกมส์”. กุมภาพันธ์ 2569.
- Merton RK. The Matthew Effect in Science. Science. 1968;159(3810):56-63.
- Balyi I, Hamilton A. Long-Term Athlete Development: Trainability in childhood and adolescence. Windows of opportunity, optimal trainability. National Coaching Institute British Columbia & Advanced Training and Performance Ltd; 2004.
- De Bosscher V, Shibli S, Westerbeek H, van Bottenburg M. Successful Elite Sport Policies: An international comparison of the Sports Policy factors Leading to International Sporting Success (SPLISS 2.0) in 15 nations. Meyer & Meyer Sport; 2015.
- UK Sport. The 2032 Strategic Plan: Powering Pride and Belonging. London: UK Sport.
- Sport Canada. Sport Funding and Accountability Framework (SFAF). Department of Canadian Heritage, Government of Canada.