ความถ่อมตนในฐานะคุณธรรมแห่งกีฬา: ความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในการแข่งขัน แบบไทยๆ

มีคนถามว่า ศิริเชษฐ์  ว่างมากหรือเปล่า เปล่าเลย แต่พยายามจัดสรรเวลา Time Management ในการค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อแบ่งปัน เพื่อให้วงการกีฬาไทย ฉุกคิด! หรือเปล่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ผมพอมีเวลาเขียนเกี่ยวกับเรื่องของพลศึกษา 100 ปี ไป ว่าวงการพลศึกษาของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเราจะต้องปรับตัวกันอย่างไร การศึกษามันก็คงเป็นเรื่องของปรัชญากระมั้ง เช้านี้พอมีเวลาได้อ่านบทความของ Michael W. Austin (2014) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Applied Philosophy เรื่อง “Is Humility a Virtue in the Context of Sport?” ก็เลยอยากนำมาแบ่งปันกันในมุมมองและบริบทของไทยๆ Thainess แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องของวิชาปรัชญากีฬา มันหายไปจริงๆ จากการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาไปนานมากแล้ว

คำพูดของ Deion Sanders และคำถามที่อยู่เบื้องหลัง

อดีตผู้เล่น American Football ระดับตำนาน Deion Sanders เคยพูดประโยคหนึ่งที่กลายเป็นที่ถกเถียงในวงการกีฬาว่า  “They don’t pay nobody to be humble.” (ไม่มีใครจ่ายเงินให้คนที่ถ่อมตน)

ประโยคนี้สะท้อนความเชื่อหนึ่งที่ฝังอยู่ลึกในวัฒนธรรมกีฬายุคปัจจุบัน ความถ่อมตนเป็นข้อจำกัด เป็นอุปสรรคของความเป็นเลิศ เป็นสิ่งที่ฉุดรั้งนักกีฬาไม่ให้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด

แต่ความเชื่อนี้จริงหรือ? Michael W. Austin นักปรัชญาจาก Eastern Kentucky University ได้เขียนบทความเชิงปรัชญาที่น่าสนใจในปี 2014 โต้แย้งจุดนี้อย่างหนักแน่น และเสนอว่า ความถ่อมตนคือคุณธรรมที่จำเป็นในบริบทของกีฬา ไม่ใช่อุปสรรคของความเป็นเลิศ แต่เป็นรากฐานของมัน

บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดของ Austin ปรับให้เข้ากับบริบทกีฬาไทย และเชื่อมโยงกับคำถามที่เราควรถามตัวเองในวงการ  ว่าเราต้องการให้กีฬาไทยเดินไปทางไหน ดี แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับนักกีฬา โค้ช ผู้บริหารสมาคม ในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวงการกีฬาของประเทศในอนาคตได้

ปัญหาเริ่มต้น: Martial/Commercial Model ของกีฬา

Andrew Holowchak และ Heather Reid เสนอว่า ปรัชญาที่ครอบงำวงการกีฬาสมัยใหม่คือสิ่งที่เรียกว่า Martial/Commercial Model (MC Model) แบบจำลองที่มองกีฬาเป็นการต่อสู้ทางทหารและธุรกิจในเวลาเดียวกัน

ในแบบจำลองนี้:

  • การแข่งขันคือสนามรบ
  • คู่แข่งคือศัตรู
  • ชัยชนะคือเป้าหมายเดียวที่มีความหมาย
  • รางวัลที่แท้จริงคือ external goods  ชื่อเสียง เงินทอง สถานะ การเป็นคนดัง
  • พฤติกรรมที่ถูกตอบแทนคือการโปรโมตตัวเอง การดูถูกคู่แข่ง การแสดงอัตตา

แบบจำลองนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่มันถูกฝังในวิธีที่นักกีฬาให้สัมภาษณ์ ในวิธีที่สื่อรายงานข่าว ในวิธีที่สปอนเซอร์เลือกว่าจะสนับสนุนใคร และในที่สุด ในวิธีที่นักกีฬารุ่นใหม่เข้าใจว่า “การเป็นนักกีฬาที่ดี” หมายถึงอะไร

แต่ Austin ชี้ให้เห็นว่า  แบบจำลองนี้ทำลายทั้งคุณค่าทางจริยธรรมของกีฬาและคุณค่าทางสุนทรียะของมันในเวลาเดียวกัน และความถ่อมตนคือสิ่งที่ตรงข้ามกับแบบจำลองนี้โดยตรง

นิยามความถ่อมตน: ทางสายกลางระหว่างการเหยียดตัวเองและการหลงตัวเอง

ก่อนจะพูดถึงคุณค่าของความถ่อมตนในกีฬา เราต้องนิยามมันให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะความเข้าใจผิดเรื่องความถ่อมตนเป็นที่มาของการต่อต้านมัน ซึ่งเรามักจะพบได้บ่อยในบริบทของวงการกีฬาของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งวงการกีฬาของโลก ของเรานี่แหละครับ

ในยุคกลาง St. Benedict ระบุว่าผู้เป็นพระต้อง “เชื่อในใจอย่างลึกซึ้งว่าตนเองต่ำต้อยกว่าทุกคน” คำนิยามแบบนี้คือสิ่งที่ Austin ปฏิเสธ เพราะมันเรียกร้องให้คนเชื่อในสิ่งที่ไม่จริง ว่าตัวเองด้อยค่ากว่าทุกคนในเชิงศีลธรรม

ความถ่อมตนในความหมายที่ผิดนี้คือ การเหยียดตัวเอง (self-denigration) หมายถึง การดูถูกตัวเอง การลดคุณค่าตัวเอง หรือการพูดถึงความสามารถและผลงานของตนเองในทางลบ มักเป็นการวิจารณ์ตัวเองหรือแสดงความถ่อมตัวจนเกินพอดี (self-criticism) ซึ่งไม่ใช่คุณธรรม แต่เป็นข้อบกพร่องอีกแบบหนึ่ง

นิยามที่ถูกต้อง: ความถ่อมตนแบบอริสโตเติล Aristotelian

Austin ใช้กรอบของ Aristotle ที่มองคุณธรรม ความพอดี (virtue) เป็น mean (ทางสายกลาง) ระหว่างความขาด (deficiency) และความเกิน (excess)

ในกรณีของความถ่อมตน:

  • ความขาด: การเหยียดตัวเอง (self-denigration)
  • ความเกิน: การหลงตัวเองและความหยิ่งทะนง (pride, arrogance)
  • ทางสายกลาง = คุณธรรมของความถ่อมตน

ความถ่อมตนที่แท้จริงประกอบด้วย 2 องค์ประกอบสำคัญ:

องค์ประกอบที่ 1: การประเมินตนเองที่ถูกต้อง (Proper Self-Assessment)

มิติที่เกี่ยวกับตัวเอง  การมีความรู้จักตนเองอย่างแม่นยำ ทั้งในส่วนของจุดแข็ง จุดอ่อน ความสามารถ ข้อจำกัด และที่สำคัญ การเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้สมควรได้รับเครดิตทั้งหมดสำหรับพรสวรรค์ ทักษะ และความสำเร็จของตัวเอง (เพราะมีปัจจัยอื่นเสมอ — พันธุกรรม โอกาส คนรอบตัว สังคม)

นักปรัชญา Norvin Richards นิยามคุณสมบัตินี้ว่าคือ การมีความรู้สึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวเอง… ความโน้มเอียงที่จะรักษามุมมองต่อความสำเร็จและคุณสมบัติของตนเองให้ไม่ถูกขยายเกินจริง แม้ในยามที่มีสิ่งกระตุ้นให้ขยาย”

องค์ประกอบที่ 2: การลดตัวเองและให้ความสำคัญกับผู้อื่น (Self-Lowering Other-Centeredness)

การมีความโน้มเอียงที่จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้อื่นก่อนของตนเอง การมีศูนย์กลางความสนใจที่อยู่นอกตัวเอง และนี่คือจุดสำคัญที่ Austin เน้น สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถ่อมตนต้องเสียสละผลประโยชน์ของตนเองเสมอ ความถ่อมตนทำงานร่วมกับคุณธรรมอื่น โดยเฉพาะ phronesis (ปัญญาเชิงปฏิบัติ) ซึ่งช่วยให้รู้ว่าเมื่อใดควรเสียสละ เมื่อใดควรยืนหยัด

เหตุผล 6 ประการที่ความถ่อมตนเป็นคุณธรรมในกีฬา

  1. ความถ่อมตนคือองค์ประกอบของน้ำใจนักกีฬา (Sportspersonship)

นักปรัชญา Anthony Skillen เสนอแนวคิด idealistic realism มองกีฬาว่าเป็น “พื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นกิจกรรมอันสูงส่งและมีคุณค่าทางการศึกษา  เป็นภาพสะท้อนของชีวิตที่ดี”

ในมุมมองนี้ Skillen เสนอว่านักกีฬาที่ดีต้องเรียนรู้สองสิ่งที่เกี่ยวพันกัน:

  • “Go for it” การทุ่มสุดตัว ไล่ตามความฝัน ลงสนามอย่างเต็มที่
  • “Take it” การยอมรับผลที่ตามมา การยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสง่างาม

นักกีฬาที่ดี คือ “ผู้ที่สง่างามในความพ่ายแพ้ และถ่อมตนในชัยชนะ”

ในวงการกีฬาไทย พิธีกรรมเหล่านี้เห็นได้ชัด ในมวยไทยเรามีการไหว้ครูก่อนชก การรามวย การกอดคู่ต่อสู้หลังจบยก ในการแข่งขันบาสเกตบอลมีการจับมือหลังจบเกม ในยูยิตสูมี bow ก่อนและหลังเข้า roll พิธีกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ธรรมเนียมปฏิบัติ formality  แต่มันคือการแสดงออกที่ฝังลึกของความถ่อมตนต่อคู่ต่อสู้ ต่อกีฬา และต่อความจริงที่ว่าเราต่างเปราะบางต่อความพ่ายแพ้

หากกีฬาที่ปราศจากน้ำใจนักกีฬาคือกีฬาที่เสื่อมคุณค่า และน้ำใจนักกีฬาประกอบด้วยความถ่อมตน ก็แสดงว่าความถ่อมตนคือสิ่งที่ทำให้กีฬาเป็นกีฬาในความหมายที่สมบูรณ์ เรื่องน้ำใจนักกีฬา ในเพลงกราวกีฬาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี ผมว่าเป็นสิ่งที่ตอบเราได้ชัดเจน และชี้ชัดเกี่ยวกับความถ่อมตน นั่นเอง

  1. ความถ่อมตนยับยั้งอัตตา (Egoism) ที่ทำลายตัวนักกีฬาเอง

Robert L. Simon นักปรัชญาด้านกีฬาเสนอแนวคิดที่สำคัญว่า กีฬาควรถูกมองว่าเป็น การแสวงหาความเป็นเลิศร่วมกันผ่านความท้าทาย” (mutual quest for excellence through challenge) ไม่ใช่ zero-sum game คือ สถานการณ์ในทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่ผลประโยชน์หรือกำไรของผู้เล่นคนหนึ่ง จะเท่ากับผลขาดทุนของอีกคนหนึ่งพอดี ทำให้เมื่อนำผลลัพธ์ของทุกฝ่ายมารวมกันแล้วจะเท่ากับ ศูนย์ หมายความว่า ทรัพยากรมีจำกัด การได้เปรียบของฝ่ายหนึ่งมาจากการเสียเปรียบของอีกฝ่ายเสมอ

ในมุมมองนี้ คู่ต่อสู้ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น คู่หู (partner) ในการแสวงหาความเป็นเลิศ การที่ผมเล่นได้ดีที่สุดต้องอาศัยให้คุณเล่นได้ดีที่สุดด้วย เราดึงศักยภาพของกันและกันออกมา และผลลัพธ์คือทั้งสองฝ่ายได้พบกับขีดจำกัดที่แท้จริงของตัวเอง

นักกีฬาที่ถูกอัตตาครอบงำไม่สามารถเข้าใจมุมมองนี้ได้ เขาเห็นคู่ต่อสู้เป็นเพียงอุปสรรคที่ต้องกำจัด เห็นชัยชนะเป็นการลดคุณค่าของผู้อื่น และในที่สุด  เขาเข้าใจกีฬาน้อยกว่าที่ควร เขาพลาดความสวยงามที่สุดของมัน

  1. ความถ่อมตนเป็นเชื้อเพลิงของความใฝ่ฝันและการกล้าเสี่ยง (Risk-Taking)

นี่คือข้อโต้แย้งของ Austin ที่ฟังดูขัดสามัญสำนึกที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด  ความถ่อมตนทำให้นักกีฬากล้าเสี่ยงมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง สิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าฝันใหญ่ ไม่ใช่ความถ่อมตน แต่เป็น ความกลัวที่จะถูกคนอื่นมองว่าล้มเหลว ซึ่งเป็นอาการของอัตตา ไม่ใช่ของความถ่อมตน

นักกีฬาที่อัตตาครอบงำไม่กล้าทุ่มเต็มที่ เพราะถ้าทุ่มแล้วล้มเหลว = ความสามารถจริงไม่เท่าที่คนคิด = อัตตาถูกกระทบ ทางเลือกที่ปลอดภัยคือ “ไม่ได้ทุ่มเต็มที่หรอก ถ้าจริงจังก็ทำได้แน่”

นักกีฬาที่ถ่อมตน  เพราะตัวตนของเขาไม่ได้ผูกอยู่กับการต้อง “ดูเก่ง” ตลอดเวลา  สามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะค้นพบขีดจำกัดจริงของตัวเองได้ เขาสามารถทุ่มเต็มที่เพื่อตามฝันโอลิมปิก แม้รู้ว่าอาจไม่ได้ไป เขาสามารถสมัครเข้าทีมชาติแม้รู้ว่าอาจถูกตัดออก ลองสังเกตนักกีฬาของประเทศญี่ปุ่น ในกีฬาต่อสู้ดูนะครับ หลายคนเคยพ่ายให้กับนักกีฬาจากประเทศไทย แต่ทำไมเขาถึงกลับมายิ่งใหญ่ แม้กระทั่งแมนนี่ ปาเกียว ยังเคยพ่ายแพ้ให้กับ โค้ชหนึ่ง ชัชชัย สาสะกุล แต่หลังจากนั้น ทำไมปาเกียวถึงกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในการเป็นแชมป์โลก นั่นเอง

ในเชิง paradox  คนที่อัตตาน้อย กลับฝันใหญ่ได้กว่า เพราะเขาไม่ต้องปกป้องอัตตา

ในวงการ MMA, Muay Thai, BJJ ที่ผมคุ้นเคย ผมเห็นปรากฏการณ์นี้ชัดเจน นักสู้ที่ถ่อมตน (ไม่ใช่ขี้เกรงใจ แต่ถ่อมตนในความหมายของ Austin) มักจะกล้าขึ้นเวทีกับคู่ที่หนักกว่า กล้าทดลองเทคนิคใหม่ที่อาจล้มเหลว กล้าฟังคำวิจารณ์จากครูฝึก และในที่สุดก็พัฒนาได้เร็วและไกลกว่า และที่สำคัญเขาจะไม่โทษสิ่งแวดล้อมในวันที่เขาพ่ายแพ้ แต่เขาจะยอมรับและกลับไปปรับปรุงตัวของเขา เพื่อให้เขากลับมายิ่งใหญ่ ในตอนต่อไป

  1. ความถ่อมตนเสริมสร้างความรู้จักตนเองทางกีฬา (Athletic Self-Knowledge)

ความถ่อมตนไม่ใช่การคิดว่าตัวเองด้อยกว่าที่เป็น มันคือ การเห็นตัวเองตามความเป็นจริง

ในกีฬา ความสามารถในการเห็นตัวเองตามจริงเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง:

นักบาสเก็ตบอลตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่เก่งในการเล่นใต้แป้น แต่ยอมรับว่ายิงฟรีโทรว์ไม่ดี  สามารถฝึกฝนและปิดจุดอ่อนนี้ได้ ในขณะที่ผู้เล่นที่ปฏิเสธจุดอ่อนของตัวเองจะถูกใช้กลยุทธ์ “intentional foul” ในเกมสำคัญและทำให้ทีมแพ้

นักปั่นจักรยาน stage race ที่เก่งทางขึ้นเขาแต่ยอมรับว่า time trial ของตัวเองอ่อน  สามารถทุ่มเทฝึก time trial ได้ ในขณะที่ผู้ปฏิเสธจะติดอยู่ที่ผลงานเดิม

นักมวยที่ยอมรับว่ากำลังภายในยังไม่พอจะคว้าแชมป์โลก  สามารถวางแผนการพัฒนา 3-5 ปีข้างหน้าอย่างเป็นระบบได้ ในขณะที่ผู้ปฏิเสธจะเร่งขึ้นชกในรายการที่เกินศักยภาพ และจบอาชีพเร็วกว่าที่ควร

ความถ่อมตนคือเครื่องมือทางญาณวิทยา (epistemic tool) ที่ช่วยให้นักกีฬาเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเอง ความจริงที่อัตตาพยายามปกปิด

  1. ความถ่อมตนลดวงจรของการดูหมิ่น (Humiliation Cycles)

Mike McNamee นักปรัชญากีฬา แยกแยะการดูหมิ่นเป็น 2 ประเภท:

Strong humiliation การลดทอนคุณค่าของผู้อื่นในเชิงศีลธรรม (เช่น การเหยียดเชื้อชาติ การล้อปมด้อย การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์)

Weak humiliation เกิดเมื่อบุคคลอ้างสถานะที่เกินกว่าความจริง แล้วถูกเปิดโปงต่อสาธารณะ (เช่น นักมวยรองที่โอ้อวดในการแถลงข่าวว่าจะถล่มแชมป์ แล้วถูกแชมป์น็อคในยกแรก)

McNamee ชี้ว่า weak humiliation มีหน้าที่ทางสังคม  มันคือการ “ลงโทษ” คนที่หยิ่งทะนงเกินตัว

แต่ Austin เสนอว่า  นักกีฬาที่ถ่อมตนไม่จำเป็นต้องเข้าสู่วงจรนี้เลย เขาไม่ดูหมิ่นคู่ต่อสู้ในเชิง strong humiliation เพราะเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น และเขาไม่ตกเป็นเหยื่อของ weak humiliation เพราะไม่อ้างสถานะที่เกินจริง

ในวงการ MMA ปัจจุบัน เราเห็นปรากฏการณ์ “trash talk” ที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกีฬา (โดยเฉพาะใน UFC ตามรอย Conor McGregor) แต่ trash talk ส่วนใหญ่ทำงานบนหลักของ weak humiliation  ผู้พูดอ้างสถานะที่ยังไม่ได้พิสูจน์ และเสี่ยงต่อการถูกเปิดโปง นักสู้ที่ถ่อมตนไม่จำเป็นต้องเล่นเกมนี้ เขาพิสูจน์ตัวเองในสังเวียนการต่อสู้ของพวกเขา ให้ผลการแข่งขัน เป็นตัวตอบข้อสงสัยนี่แหละคือหนทางที่ดี และมีความสุข

  1. ความถ่อมตนผลักดันสู่ความเป็นเลิศที่ลึกซึ้งกว่า

จุดสุดท้ายที่ Austin เน้นคือ  ความถ่อมตนไม่ได้เป็นอุปสรรคของความเป็นเลิศ มันคือ เงื่อนไขที่จำเป็น ของความเป็นเลิศที่แท้จริง เพราะความเป็นเลิศที่แท้จริงต้องการ:

  • การมองเห็นจุดอ่อนของตัวเอง (ซึ่งอัตตาปกปิด)
  • การเรียนรู้จากผู้อื่น (ซึ่งอัตตาปฏิเสธ)
  • การยอมรับเมื่อสิ่งที่เคยใช้ได้ ไม่ใช้ได้แล้ว (ซึ่งอัตตาต่อต้าน)
  • การเข้าใจว่ามีคนเก่งกว่าเรา และเรียนจากเขาได้ (ซึ่งอัตตาปิดกั้น)

นักกีฬาที่อัตตาน้อยกว่าจึงมีเส้นทางการพัฒนาที่ยาวและสูงกว่า แม้พรสวรรค์เริ่มต้นอาจเท่ากัน

ความถ่อมตนในกีฬาประเภททีม: บทเรียนเรื่อง “ส่วนรวม” ที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น

นักปรัชญา Robert Adams เสนอแนวคิดที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดในงานของ Austin:

“มีความถ่อมตนรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นความถ่อมตนซึ่งเป็นรักในความเป็นเลิศไปพร้อมกัน ความถ่อมตนแบบนี้จดจ่ออยู่กับความเป็นเลิศโดยรวมที่มีอยู่หรือสามารถเกิดขึ้นได้ มากกว่าจดจ่ออยู่กับความเป็นเลิศของส่วนของตนเอง… ผู้ที่ถ่อมตนแบบนี้จะอยากร่วมในความเป็นเลิศที่อยู่เหนือตัวเอง หรือขยายไปไกลกว่าตัวเอง”

ในกีฬาทีม ความถ่อมตนแบบนี้สร้างปรากฏการณ์ที่งดงาม:

นักฟุตบอลที่ส่งบอลให้เพื่อนยิงเพราะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า  แทนที่จะดวลฝ่าเข้าไปยิงเอง

ผู้เล่นปีกใน NFL ที่ฝึกตัวเองเป็นบล็อคเกอร์ที่ดี แม้ว่าตำแหน่ง wide receiver ที่บล็อคจะไม่ได้ขึ้นไฮไลท์ ESPN

ตำนาน NBA ที่ยอมส่งบอลให้รุกกี้ในจังหวะตัดสินเกม เพราะรุกกี้อยู่ในตำแหน่งที่เปิดมากกว่าตน

ทีมที่นักกีฬาแต่ละคนมีความถ่อมตนแบบนี้ จะสร้างความเป็นเอกภาพ (unity) ที่ทรงพลังเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะเมื่อทีมประกอบด้วยผู้เล่นที่หลากหลายในเชิงเชื้อชาติ ศาสนา ภูมิหลัง บุคลิก ความถ่อมตนคือสิ่งที่เปลี่ยน “กลุ่มของบุคคล” ให้เป็น “ทีม” ในความหมายที่แท้จริง

ในวงการกีฬาไทย เราคุ้นเคยกับวลี “ความสามัคคีของทีม” แต่คำพูดสวยๆ นี้ไม่เกิดขึ้นเองจากการประกาศ มันเกิดจากการที่นักกีฬาแต่ละคนมีความถ่อมตน  ในความหมายที่ Austin นิยาม ไม่ใช่ความถ่อมตนแบบเหยียดตัวเอง แต่เป็นความถ่อมตนที่ทำให้พวกเขาเห็นความเป็นเลิศของส่วนรวมมีค่ามากกว่าการตักตวงสปอตไลท์ส่วนตัว แต่จริงๆแล้ว ไม่เฉพาะทีมกีฬานะครับ เรื่องของการทำงานเป็นทีม ก็สามารถนำเรื่องของความถ่อมตน ไปใช้ได้เช่นกัน และได้ผลดีด้วยนะครับ นี่คือสิ่งที่กีฬา สอนเรา สอนให้เรามีการพัฒนาในตนเองนั่นแหละ

ปริศนาของนักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลก: ความถ่อมตนกับความซื่อตรงต่อความจริง

มีคำถามหนึ่งที่ Austin หยิบยกมาถกเถียงอย่างน่าสนใจ  ถ้านักกีฬาคนหนึ่งเป็นที่หนึ่งของโลกในกีฬาของเขาจริงๆ และถูกถามในงานแถลงข่าวว่า “คุณเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดในโลกหรือไม่” เขาควรตอบอย่างไรถ้าเขาเป็นคนถ่อมตน

หลายคนคิดว่าคำตอบของคนถ่อมตนคือ “ไม่หรอกครับ ผมยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ” แต่ Austin ชี้ว่า — คำตอบแบบนั้นคือความถ่อมตนปลอม เพราะมันเป็นการปฏิเสธความจริงที่ชัดเจน

เมื่อ Usain Bolt อยู่ในจุดสูงสุด เขาเป็นนักวิ่ง 100 เมตรที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างไม่มีข้อสงสัย การที่เขาบอกว่า “ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น” จะเป็นการโกหก ไม่ใช่ความถ่อมตน นักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลก ที่ถ่อมตนในความหมายของ Austin จะ:

  1. ยอมรับสถานะของตัวเองอย่างซื่อตรง ใช่ ผมเป็นที่หนึ่งในตอนนี้ นี่คือความจริง
  2. รับรู้ว่าสถานะนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในตัวเอง — โค้ช ครอบครัว ทีมงาน พันธุกรรม โอกาส ระบบสังคมที่สนับสนุน ทุกคนที่แพ้เขาเพื่อให้เขาชนะ
  3. รับรู้ความเปราะบางของสถานะนี้ — บาดเจ็บ โรคภัย ความแก่ ผู้ท้าชิงที่กำลังเติบโต ทุกอย่างนี้ทำให้สถานะ “ที่หนึ่ง” เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว
  4. แสดงความขอบคุณ — ต่อโอกาสที่ได้พัฒนาและแสดงความเป็นเลิศของตัวเอง
  5. มอง sub specie aeternitatis — ในมุมมองของนิรันดร์ การเป็นที่หนึ่งในกีฬาหนึ่งช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเพียงเรื่องเล็กในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

นี่คือความถ่อมตนที่แท้จริง  ความซื่อตรงต่อความจริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ความจริงที่ฟังดูสุภาพ

บทเรียนสำหรับวงการกีฬาไทย

หากเรายอมรับว่าความถ่อมตนเป็นคุณธรรมในกีฬาดังที่ Austin โต้แย้ง  แล้วเราในฐานะคนที่ทำงานในวงการกีฬาไทยควรปฏิบัติอย่างไร?

สำหรับนักกีฬา

ไม่ต้องเลียนแบบนักกีฬาตะวันตกที่ trash talk เก่ง อย่าให้ใครหลอกให้คิดว่าการแสดงอัตตาคือการแสดงความมั่นใจ ความมั่นใจที่แท้จริงไม่ต้องประกาศ มันแสดงออกในการกระทำ ในการทุ่มเทฝึกซ้อม ในการลงสนาม

สำหรับโค้ช

หยุดสอนนักกีฬาให้เกลียดคู่ต่อสู้ สอนให้พวกเขาเคารพคู่ต่อสู้ในฐานะ “คู่หูในการแสวงหาความเป็นเลิศ”  มุมมองนี้ไม่ได้ทำให้ก้าวร้าวน้อยลงในการแข่ง แต่ทำให้เป็นนักกีฬาที่สมบูรณ์ขึ้น และที่สำคัญ  ใช้ชีวิตหลังกีฬาได้อย่างมีคุณค่า

สำหรับสื่อกีฬา

หยุดให้สปอตไลท์เฉพาะกับนักกีฬาที่พูดเก่ง trash talk ดี หรือสร้างดราม่าเก่ง การให้พื้นที่กับพฤติกรรมแบบนี้คือการสร้างแรงจูงใจให้นักกีฬารุ่นใหม่เลียนแบบ และในที่สุดทำลายวัฒนธรรมกีฬาทั้งระบบ

สำหรับสมาคมและองค์กรกีฬา

ในฐานะคนทำงานในสหพันธ์และสมาคม ผมคิดว่าเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ  กฎเกณฑ์ ระบบรางวัล และวัฒนธรรมที่เราสร้าง กำลังส่งเสริมความถ่อมตนหรือกำลังหล่อเลี้ยงอัตตา? เรากำลังสร้างนักกีฬาที่เก่งและมีคุณธรรมแบบที่กีฬาควรสร้าง หรือเรากำลังสร้างเซเลบที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ?

สำหรับสถาบันการศึกษาด้านพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬา

ในหลักสูตรของเรา ปรัชญากีฬา (Sport Philosophy) ซึ่งปัจจุบันมันน่าจะหายไปจากวงการศึกษาในมหาวิทยาลัย ไปแล้วหละ มักถูกมองว่าเป็นวิชารองเทียบกับ Exercise Physiology, Biomechanics, หรือ Sport Psychology ผมเสนอว่าเรากำลังประเมินค่าผิด  เพราะปรัชญากีฬาคือสิ่งที่ตอบคำถามว่า “เรากำลังสร้างอะไรอยู่กันแน่”

นักกีฬาและโค้ชที่ไม่เคยถามคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำ จะถูกหล่อหลอมโดยปรัชญาที่อยู่ในวัฒนธรรมโดยปริยาย  ซึ่งในยุคนี้คือ MC Model ที่ Austin วิจารณ์

บทสรุป: กีฬาในฐานะภาพสะท้อนของชีวิตที่ดี

Skillen เสนอว่ากีฬาในแบบที่ดีที่สุดคือ ภาพของชีวิตที่ดี” (image of the good life) นี่คือเหตุผลที่กีฬายังคงสำคัญแม้ในยุคที่มีบันเทิงรูปแบบอื่นมากมาย

กีฬาให้บางสิ่งที่วงการบันเทิงทั่วไปไม่ให้  มันสร้างพื้นที่ที่คุณธรรมของมนุษย์ถูกทดสอบในเงื่อนไขที่ชัดเจน ความกล้าหาญ ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความเคารพ การทำงานเป็นทีม การยอมรับความพ่ายแพ้ การแบ่งปันชัยชนะ  ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในเวลาจำกัด บนสนามที่ทุกคนจับจ้องมอง

หากกีฬาคือภาพสะท้อนของชีวิตที่ดี ความถ่อมตนคือคุณธรรมหนึ่งที่ทำให้ภาพสะท้อนนั้นชัดและงดงาม

นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่าวงการกีฬาไทย  ตั้งแต่นักกีฬาเยาวชน นักกีฬาทีมชาติ โค้ช ผู้บริหารสมาคม นักวิชาการพลศึกษา ไปจนถึงสื่อกีฬาและแฟนกีฬา  ควรใช้เวลาทบทวนคำถามนี้:

เราต้องการให้กีฬาไทยเป็นพื้นที่ของความถ่อมตน หรือเป็นพื้นที่ของอัตตา

คำตอบของคำถามนี้จะกำหนดทิศทางวงการกีฬาไทยในทศวรรษข้างหน้ามากกว่างบประมาณใดๆ ที่เราได้รับ และคำตอบจริงๆ ของคำถามนี้  ไม่ได้อยู่ที่นโยบาย หากแต่อยู่ที่การกระทำและคำพูดของแต่ละคนในวงการกีฬาของประเทศ ของภูมิภาค และของโลก ในแต่ละวัน

เอกสารอ้างอิงหลัก

  • Austin, M. W. (2014). Is humility a virtue in the context of sport? Journal of Applied Philosophy, 31(2), 203-214. doi: 10.1111/japp.12049
  • Adams, R. (2006). A Theory of Virtue. New York: Oxford University Press.
  • Holowchak, M. A., & Reid, H. L. (2011). Aretism: An Ancient Sports Philosophy for the Modern Sports World. Lanham, MD: Lexington Books.
  • McNamee, M. (2008). Sports, Virtues and Vices. New York: Routledge.
  • Richards, N. (1992). Humility. Philadelphia, PA: Temple University Press.
  • Simon, R. L. (2010). Fair Play: The Ethics of Sport (3rd ed.). Boulder, CO: Westview Press.
  • Skillen, A. (1998). Sport is for losers. In M. J. McNamee & S. J. Parry (Eds.), Ethics and Sport (pp. 169-181). New York: E and FN Spon.

Sirichet.com

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment