Landing ≠ Loading: ทำไมภาพนิ่งถึงสอนท่าวิ่งไม่ได้

 Sports Biomechanics × Motor Learning

เมื่อความเข้าใจเรื่อง Center of Mass กับจุดวางเท้ากลายเป็นสมรภูมิออนไลน์ ผมเลยอยากจะลองชวนคุณมาดูเกี่ยวกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และชีวกลศาสตร์ แล้วเราเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหว

ในโลกออนไลน์ของนักวิ่ง มีคำแนะนำยอดนิยมอยู่สองขั้วที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ฝั่งหนึ่งบอกว่า “ต้องวางเท้าให้ตรงใต้ Center of Mass (CoM)” อีกฝั่งบอกว่า “เท้าต้องลงหน้า CoM เสมอ เพราะมันเป็นข้อกำหนดทางชีวกลศาสตร์”

คำถามคือ ใครถูก? คำตอบคือ ทั้งสองฝั่งมีจุดที่ถูกและจุดที่ขาดหายไป และปัญหาหลักอยู่ที่ การนำภาพนิ่งเพียงเฟรมเดียวมาเป็นคำตอบสำเร็จรูป ดังนั้นอาจจะต้องฟังมุมมองที่หลากหลายกันออกไป แต่ว่าเรื่องการเปิดวอร์กัน ผมว่าคุยกันดีๆ เราน่าจะได้ข้อสรุป วงการนี้อยู่ได้เพราะเราเคารพและให้เกียรติกันครับ ช่วยกันทำให้วงการน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย

ผมขอยืมภาพจากโค้ชเป้ง และ เพจวิ่งเล่น ที่กำลังนำเสนอแนวทางและเหตุผลให้ได้ฟังกัน

เท้าต้องลงหน้า CoM เสมอ — จริงหรือ?

จริง และนี่ไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์

ในการวิ่งบนพื้นราบด้วยความเร็วคงที่ ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น แรงปฏิกิริยาจากพื้น (Ground Reaction Force: GRF) จะมีทิศพุ่งเฉียงขึ้นบนและไปด้านหลัง ถ้าเท้าลงตรงใต้ CoM พอดี แรงนี้จะสร้างแรงบิด (Torque) ที่ผลักลำตัวให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ร่างกายจึง “ต้อง” วางเท้าไว้ด้านหน้า CoM เสมอ เพื่อให้แนวแรง GRF ผ่านใกล้ CoM มากที่สุด รักษาสมดุลการหมุนในระนาบ Sagittal ได้ (Hanley et al., 2011)

ข้อมูลจากนักวิ่งระยะไกลระดับ elite พบว่าจุดสัมผัสพื้นอยู่หน้า CoM เฉลี่ย 31–34 ซม. ทั้งในนักวิ่งชายและหญิง ตัวเลขนี้ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของท่าวิ่ง แต่เป็นสิ่งที่ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) คำนวณและสั่งการโดยอัตโนมัติ

แล้วที่โค้ชสอนว่า “ลงเท้าใต้ CoM” ล่ะ?

ถ้าตีความตามตัวอักษร  ผิดทางชีวกลศาสตร์ แต่ถ้าเจตนาของโค้ชคือ “อย่าก้าวยาวเกินไป อย่าให้เท้าลงไกลจาก CoM มากจนเกิดแรงเบรก” — เจตนานั้นไม่ผิด ปัญหาอยู่ที่ภาษาที่ใช้สื่อสารไม่ตรงกับความเป็นจริงทางกลศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้นักวิ่งพยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติตามมา

Landing กับ Loading: สองจังหวะที่ต่างกัน แต่ถูกปนกันตลอด

นี่คือหัวใจของปัญหา ภาพนิ่งจับได้แค่จังหวะเดียว แต่การวิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา จังหวะที่เท้า “แตะพื้น” กับจังหวะที่เท้า “รับน้ำหนักสูงสุด” เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา

Landing / Initial Contact (0 ms)เท้าสัมผัสพื้นครั้งแรก แรงกระทำต่อร่างกายยังน้อยมาก — ไม่ว่าจะลงส้น กลางเท้า หรือปลายเท้า ช่วงนี้แรง GRF แทบเป็นศูนย์ เท้าอยู่หน้า CoM ชัดเจน

Maximum Loading (40–80 ms หลัง landing)แรง GRF ในแนวดิ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ จังหวะนี้ ร่างกายเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว CoM จึงอยู่เกือบตรงเหนือเท้า — หรืออาจผ่านไปข้างหน้าเท้าแล้วด้วยซ้ำ

Midsupport → Toe-offแรง GRF เปลี่ยนทิศเป็นพุ่งไปข้างหน้าและขึ้นบน เท้าผลักพื้นส่งร่างกายเข้าสู่ช่วงลอยตัว

ดังนั้น เมื่อเราเห็นภาพนักวิ่ง elite ที่เท้าอยู่ห่างจาก CoM ตั้ง 30+ ซม. ตอน landing  นั่นคือภาพ ณ จังหวะที่แรงยังน้อย พอถึงจังหวะ max loading เท้ากับ CoM แทบจะซ้อนกันแล้ว ภาพนิ่งจึงบอกเล่าได้ไม่ครบ

ความเร็วเปลี่ยน  ทุกอย่างเปลี่ยน

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดแต่มักถูกละเลยคือ ความเร็วในการวิ่ง ระยะห่างระหว่างเท้ากับ CoM เท่ากัน แต่ความหมายทาง biomechanics ต่างกันสิ้นเชิงเมื่อวิ่งคนละเพซ

เพซเร็ว (~3:00/กม.)

ลำตัวเอนหน้ามากขึ้น → CoM อยู่หน้ากว่า
Contact time สั้น (~160 ms)
หน้าแข้งตั้งชัน → แรงเบรกน้อย
Momentum สูง → ผ่านช่วงเบรกเร็ว
ผลลัพธ์: แม้เท้าดูห่าง CoM แต่ braking impulse ต่ำ

เพซช้า (~6:00/กม.)

ลำตัวตั้งตรงกว่า → CoM อยู่หลังกว่า
Contact time ยาว (~280 ms)
หน้าแข้งเอียง → เข่าเหยียดตึง
Momentum ต่ำ → ค้างอยู่ในช่วงเบรกนาน
ผลลัพธ์: ระยะห่างเท่ากัน แต่ braking impulse สูงกว่ามาก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการนำภาพท่าวิ่งของนักวิ่ง elite ที่เพซ 3:00/กม. มาเป็นต้นแบบให้นักวิ่งทั่วไปที่เพซ 6:00/กม. จึงเป็นปัญหา  มันคือ biomechanics คนละบริบทกันโดยสิ้นเชิง

Heel Strike ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ Overstriding นี่ซิ

ข้อมูลจากการแข่งขันชิงแชมป์โลก IAAF และงานวิจัยของ Hasegawa et al. (2007) และ Larson et al. (2011) พบว่านักวิ่งมาราธอนระดับโลก ประมาณ 65–75% ลงส้นเท้า (rearfoot strike) ราว 25–30% ลงกลางเท้า และเพียง 1–5% ลงปลายเท้า

ทำไม heel strike ของพวกเขาถึงไม่เป็นปัญหา? เพราะว่า:  ส้นเท้าแค่ “แตะ” พื้นเบา ๆ ณ จังหวะ landing ที่แรง GRF ยังต่ำมาก เมื่อถึง max loading เท้าแทบอยู่ใต้ลำตัว เข่างอพร้อมรับแรง ข้อเท้า-เข่า-สะโพกทำงานเป็น kinetic chain ซับแรงกระแทก Impact transient (แรงกระแทกชั่ววูบที่เกิดตอนส้นแตะพื้น) จึงถูกลดทอนหรือหายไปเลย (Lieberman et al., 2010)

สิ่งที่ต่างจากนักวิ่งมือใหม่ที่ overstride คือ เข่าเหยียดตึง ส้นกระแทกพื้นเต็มแรงในจังหวะที่เท้ายังอยู่ไกลจาก CoM มาก ทำให้ loading rate พุ่งสูง และ impact transient ชัดเจน ซึ่ง “อาจ” เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อ tibial stress fracture แม้หลักฐานเชิงสาเหตุยังไม่เป็นที่ยุติ (Nigg et al., 2015)

ตัวชี้วัดที่ดีกว่า “ระยะห่างเท้า CoM”

มุมหน้าแข้ง (Shank Angle) ตอน initial contact — ยิ่งหน้าแข้งตั้งตรงใกล้แนวดิ่ง ยิ่งดี เพราะหมายถึงเข่างอพร้อมรับแรง แนว GRF ผ่านใกล้แนวแกนข้อต่อ ลด joint moment ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อต้านทาน ไม่มีตัวเลของศาตายตัว เพราะมุมนี้เปลี่ยนตามความเร็ว สัดส่วนร่างกาย และระดับความสามารถ

รองเท้าเปลี่ยน สมการก็เปลี่ยน

ในปี 2025-2026 จะพูดเรื่อง running biomechanics โดยไม่พูดเรื่องรองเท้าแทบจะเป็นไปไม่ได้ รองเท้ายุค carbon plate + super foam (เช่น Nike Vaporfly, Adidas Adizero, Asics Metaspeed) เปลี่ยนเกมอย่างมีนัยสำคัญ

Stack height ที่สูง 35–40 มม. ทำหน้าที่เป็น “ตัวกรองแรงกระแทก” (Mechanical filter) ลดทอน impact transient ได้แม้ลงส้นเท้า Rocker geometry ช่วยให้เท้า “กลิ้ง” จากส้นไปปลายเท้าเร็วขึ้น ลดเวลาที่อยู่ในช่วง braking แผ่น carbon fiber เพิ่ม stiffness ที่ข้อ metatarsophalangeal ช่วยเก็บและคืนพลังงานในจังหวะ push-off (Hoogkamer et al., 2018)

ผลก็คือ heel strike ในรองเท้ารุ่นใหม่กับ heel strike ในรองเท้าพื้นบาง ให้ force-time profile ที่ต่างกันอย่างชัดเจน คำแนะนำเรื่องท่าวิ่งที่มาจากงานวิจัยยุค barefoot running หรือ minimalist shoe จึงอาจไม่สามารถ generalize มาใช้กับรองเท้ายุคปัจจุบันได้ทั้งหมด

มุมมอง Motor Learning: ร่างกายเรารู้จักปรับปรุงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ถึงตรงนี้ต้องเชื่อมโยงไปยังศาสตร์อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กัน — การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Learning)

Self-Organization ไม่ใช่ความบังเอิญ

ตามทฤษฎี Dynamic Systems ของ Bernstein การเคลื่อนไหวของมนุษย์เกิดจากการจัดระเบียบตัวเอง (Self-organization) ของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และโครงกระดูก ภายใต้ข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม (Environment constraints) ภารกิจ (Task constraints) และตัวผู้เคลื่อนไหวเอง (Organism constraints)

การที่เท้าลงหน้า CoM 31–34 ซม. ไม่ใช่สิ่งที่นักวิ่งต้อง “คิด” หรือ “ฝึก” ให้ทำ — มันคือ emergent pattern ที่ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) คำนวณออกมาเพื่อรักษาสมดุลเชิงมุม (Angular momentum) ให้ใกล้ศูนย์ตลอดวงจรก้าว

Preferred Movement Path  ร่างกายเลือกเส้นทางที่ “ถูกใจ”

Nigg et al. (2015, 2017) เสนอแนวคิด Preferred Movement Path ว่าร่างกายมีเส้นทางการเคลื่อนไหวที่ “ชอบ” อยู่แล้ว ซึ่งถูกกำหนดโดยโครงสร้างกระดูก เอ็น และประสบการณ์การเคลื่อนไหวที่สะสมมา เมื่อรองเท้าหรือคำสั่งจากโค้ชพยายามบังคับให้ร่างกายเคลื่อนที่ออกนอกเส้นทางนี้ กล้ามเนื้อจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อ “ต้าน” (Muscle tuning) ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

แนวคิดนี้มีนัยสำคัญมาก — มันบอกว่าการพยายามบังคับให้นักวิ่งทุกคนวางเท้าในตำแหน่งเดียวกัน หรือลงเท้าแบบเดียวกัน อาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด

Constraints-Led Approach: สอนด้วยการจัดสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง

ในแนวทาง Nonlinear Pedagogy แทนที่จะบอกนักวิ่งว่า “วางเท้าตรงนี้” หรือ “ลงเท้าแบบนี้” โค้ชควร จัดสภาพแวดล้อมการฝึก ที่เอื้อให้ร่างกายค้นหาวิธีแก้ปัญหาการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมด้วยตัวเอง เช่น

การฝึกเปลี่ยนความเร็ว (Tempo variation) ช่วยให้ระบบประสาทเรียนรู้การปรับ stride length, contact time และ shank angle ตามความเร็วที่เปลี่ยนไป การฝึกบนพื้นผิวหลากหลาย (Surface variability) กระตุ้นให้ระบบประสาทปรับ stiffness ของข้อต่อแบบ real-time การฝึก cadence drills (เพิ่มความถี่ก้าว 5–10% จากปกติ) เป็นวิธีที่มีหลักฐานรองรับว่าช่วยลดระยะ overstride โดยไม่ต้องสั่งให้นักวิ่ง “คิด” เรื่องตำแหน่งเท้า (Heiderscheit et al., 2011)

วิธีเหล่านี้ได้ผลเพราะไม่ได้บังคับ movement pattern แต่เปลี่ยน constraints แล้วปล่อยให้ระบบ self-organize ซึ่งมักนำไปสู่ท่าวิ่งที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืนกว่าการพยายามเลียนแบบท่าวิ่งจากภาพนิ่ง

Vertical Oscillation  น้อยไม่ได้แปลว่าดีเสมอ

อีกหนึ่งความเชื่อที่ต้องทบทวน คือ “ยิ่งกระเด้งน้อยยิ่งดี” การกระเด้งขึ้นลง (Vertical oscillation) ที่มากเกินไปสิ้นเปลืองพลังงานจริง แต่การพยายามกดให้ต่ำเกินไปก็มีต้นทุน — ร่างกายต้องวิ่งด้วยท่าที่ “แข็ง” (Stiff) ขึ้น contact time สั้นลง peak force สูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่ม loading rate ที่ข้อต่อ

มี “ช่วงที่เหมาะสม” ของ vertical oscillation สำหรับแต่ละคนและแต่ละความเร็ว ไม่ใช่ค่าเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน Cue ที่ดีกว่าคือ “วิ่งให้ลื่น” (Run smoothly) มากกว่า “วิ่งให้เตี้ย” (Run low)

Braking Force ไม่ใช่ศัตรู

จุดสำคัญอีกประการจากหลักการ GRF cycle ที่ต้องทำความเข้าใจคือ แรงในแนวราบที่พุ่งไปด้านหลัง (Posterior GRF) ในช่วงครึ่งแรกของ stance phase ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด มันเป็นองค์ประกอบจำเป็นในการรักษาสมดุลเชิงมุม ถ้าไม่มี braking force เลย ลำตัวจะหมุนคะมำไปข้างหน้า

สิ่งที่ควรลดคือ braking impulse ส่วนเกิน ที่เกิดจากการ overstride — ไม่ใช่กำจัด braking force ให้เหลือศูนย์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วในการวิ่งปกติ

สรุป: สิ่งที่ภาพนิ่งไม่สามารถบอกคุณได้

ข้อสรุปสำหรับนักวิ่ง โค้ช และผู้สนใจ

1) เท้าต้องลงหน้า CoM เสมอ — นั่นคือกลไกปกติของการวิ่ง ไม่ใช่ข้อผิดพลาด อย่าพยายามวางเท้าใต้ CoM ตามตัวอักษร

2) Landing กับ Loading เป็นคนละจังหวะ ภาพนิ่งจับได้แค่ landing ซึ่งแรงยังน้อย จังหวะที่สำคัญกว่าคือ max loading ที่เท้าแทบอยู่ใต้ตัวแล้ว

3) ความเร็วเปลี่ยน biomechanics ทั้งหมด อย่านำท่าวิ่งเพซ 3:00/กม. มาเป็นต้นแบบให้เพซ 6:00/กม.

4) Heel strike ≠ Overstriding สิ่งที่ต้องดูคือ shank angle และ loading pattern ไม่ใช่ส่วนไหนของเท้าที่แตะพื้นก่อน

5) รองเท้าเปลี่ยนสมการ — carbon plate shoe ลดทอน braking penalty ของ heel strike ได้อย่างมีนัยสำคัญ

6) ร่างกายฉลาดกว่าที่คิด — แทนที่จะบังคับท่าวิ่งจากภาพนิ่ง ควรจัดสภาพแวดล้อมการฝึกที่ดี แล้วปล่อยให้ระบบประสาทค้นหาคำตอบเอง

เราเองก็ไม่ใช่นักวิ่งซะด้วย อย่าเพิ่งด่าผมก่อนนะครับ

เอกสารอ้างอิง

  • Boyer, E.R. & Derrick, T.R. (2015). Select injury-related variables are affected by stride length and foot strike style during running. American Journal of Sports Medicine, 43(9), 2310-2317.
  • Hamill, J., Gruber, A.H. & Derrick, T.R. (2014). Lower extremity joint stiffness characteristics during running with different footfall patterns. European Journal of Sport Science, 14(2), 130-136.
  • Hanley, B., Bissas, A. & Drake, A. (2011). Kinematic characteristics of elite men’s and women’s 20 km race walking and their variation during the race. Sports Biomechanics, 10(2), 110-124.
  • Hasegawa, H., Yamauchi, T. & Kraemer, W.J. (2007). Foot strike patterns of runners at the 15-km point during an elite-level half marathon. Journal of Strength and Conditioning Research, 21(3), 888-893.
  • Heiderscheit, B.C., Chumanov, E.S., Michalski, M.P., Wille, C.M. & Ryan, M.B. (2011). Effects of step rate manipulation on joint mechanics during running. Medicine and Science in Sports and Exercise, 43(2), 296-302.
  • Hoogkamer, W., Kipp, S., Frank, J.H., Farina, E.M., Luo, G. & Kram, R. (2018). A comparison of the energetic cost of running in marathon racing shoes. Sports Medicine, 48(4), 1009-1019.
  • Larson, P., Higgins, E., Kaminski, J., Decker, T., Preble, J., Lyber, D., Puleo, G. & Fellingham, G. (2011). Foot strike patterns of recreational and sub-elite runners in a long-distance road race. Journal of Sports Sciences, 29(15), 1665-1673.
  • Lieberman, D.E., Venkadesan, M., Werbel, W.A., Daoud, A.I., D’Andrea, S., Davis, I.S., Mang’eni, R.O. & Pitsiladis, Y. (2010). Foot strike patterns and collision forces in habitually barefoot versus shod runners. Nature, 463(7280), 531-535.
  • Nigg, B.M., Baltich, J., Hoerzer, S. & Enders, H. (2015). Running shoes and running injuries: mythbusting and a proposal for two new paradigms. British Journal of Sports Medicine, 49(20), 1290-1294.
  • Nigg, B.M., Mohr, M. & Nigg, S.R. (2017). Muscle tuning and preferred movement path — a paradigm shift. Current Issues in Sport Science, 2, 007.
author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment