
เพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดของการใช้ความเร็ว ในการฝึกซ้อมซึ่งไม่เพียงพอ Dr. Di Prempo ได้เสนอหลักในการวิเคาะห์การเคลื่อนไหวบนฐานของเวลา โดยมีแนวคิดที่ว่า การเพิ่มหรือลดความเร็วของการวิ่งในแนวราบนั้น ระดับของการใช้พลังงานจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการวิ่งขึ้นเขาหรือลงเขา ซึ่งปริมาณการใช้พลังงานจะสัมพันธ์กับความเร็วที่ทำได้ ซึ่งพลังงานที่ใช้ไปนั้นนั้นก็คือ Metabolic Power นั่นเอง (Pmet) (Diprempo.2015) ดังนั้นเมื่อเรานำข้อมูลของความเร็ว ความเร่ง ความหน่วง มาคำนวณเราก็จะได้ค่า Pmet ของแต่ละอีเวนต์ที่เกิดขึ้น มาเข้าสู่การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน ผลก็คือความต้องการในการเคลื่อนที่ในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลนั่นเอง มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดของ Metabolic Power ในปี ค.ศ. 2010 โดยเป็นการหาความต้องการในการวิ่งของนักกีฬาฟุตบอลที่แข่งขันในลีกสูงสุดของอิตาลี กัลโช่ซีรีส์อา พบว่า ร้อยละ 18 ของระยะทางที่ทำได้ทั้งหมดในการแข่งขันถ้าใช้การแบ่งด้วยความเร็ว แต่ถ้าใช้หลักของ Metabolic Power นั้นจะได้ค่าถึงร้อยละ 26 ของระยะทางที่ทำได้ทั้งหมดที่เป็นการวิ่งที่ความเร็วสูง ด้วยการใช้ Pmet (Manzi.2014) และอีกชิ้นหนึ่งทำการหาความสัมพันธ์ระหว่าง Pmet กับความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของระบบแอโรบิคในนักกีฬาฟุตบอล พบค่าความสัมพันธ์ในระดับปานกลางระหว่างปริมาณการใช้ออกซิเจนสูงสุดกับระยะทางที่ทำได้ที่ระดับสูงของค่า Pmet

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า แนวคิดของการใช้ความเร็วในการแบ่งระบบพลังงานนั้นเราจะได้ค่าที่ต่ำกว่า ค่าจริงเป็นอันมาก ซึ่งสนับสนุนโดยข้อมูลของความสามารถแบบแอโรบิคในนักกีฬาฟุตบอล แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องการงานวิจัยที่จะมาสนับสนุนของ metabolic Power (Pmet) อีกมาก (Osgnach et.al.2010) ในกีฬาฟุตบอลนั้นถ้าหากเราเปรียบเทียบแมทช์ต่อแมทช์ในเรื่องของความเร็วในการวิ่งที่ระดับสูง นั้น จะพบว่า เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในการแข่งขัน 1 เกม แต่ที่น่าสงสัยคือ ความเชื่อมั่นของเทคโนโลยี GPS ในการวัด ความเร่ง และความหน่วงที่มีค่าสูงๆมากก็ยังคงเป็นคำถามกันต่อไป เป็นอย่างมาก ล่าสุด ในปี 2017 มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการใช้ Pmet ไปออกแบบ และ ประยุกต์ใช้ในการติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬา พบว่า ในมุมมองของการฝึกซ้อม พบว่า Pmet ในนักกีฬาฟุตบอลระดับอีลิท ในช่วงปรีซีซั่นนั้น การใช้ Pmet ในการวัดปริมาณการฝึกซ้อมนั้น สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมเป็นอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในปี 2010 ที่ออกมาสนับสนุนแนวคิดของ การใช้ Metabolic Power ในการวัด ความเร็ว ความเร่ง และความหน่วง ในการเคลื่อนที่ของนักกีฬา แล้วแปลงกลับมาเป็นค่าของพลังงาน หรือ ความหนักที่ใช้ในการฝึกซ้อมของแต่ละเซสชั่นนั่นเอง

2. di Prampero PE, Fusi S, Sepulcri L, Morin JB, Belli A, Antonutto G.. Sprint running: a new energetic approach. J Exp Biol. 2005;208:2809–2816. [PubMed]
3. di Prampero PE, Botter A, Osgnach C.. The energy cost of sprint running and the role of metabolic power in setting top performances. Eur J Appl Physiol. 2015;115:451–469. [PubMed]
4. Manzi V, Impellizzeri F, Castagna C.. Aerobic fitness ecological validity in elite soccer players: a metabolic power approach. J Strength Cond Res. 2014;28:914–919. [PubMed]
5. Osgnach C, Poser S, Bernardini R, Rinaldo R, di Prampero PE.. Energy cost and metabolic power in elite soccer: a new match analysis approach. Med Sci Sports Exerc. 2010;42:170–178. [PubMed]
6. Polglaze T, Dawson B, Peeling P.. Gold standard or fool’s gold? The efficacy of displacement variables as indicators of energy expenditure in team sports. Sports Med. 2016;46:657–670. [PubMed]