“พรบ.คุ้มครองเด็ก กับ มวยเด็ก”: เมื่อวงการมวยลุกขึ้นคัดค้าน

 

ศิริเชษฐ์  พูลทิพายานนท์
ศูนย์วิจัยกีฬาต่อสู้และศิลปะป้องกันตัว : CMARC
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ความตึงเครียดที่หวนกลับมาอีกครั้ง

เมื่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 และผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 896/2568) ปรากฏต่อสาธารณะ เสียงคัดค้านจากวงการมวยไทยและมวยอาชีพก็ดังขึ้นอีกครั้ง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มาตรา 97 (12) ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใด “จัดให้เด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ชกมวย และการจัดชกมวยเด็กซึ่งมีอายุเกินกว่าสิบห้าปีที่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไข กติกา และอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยสำหรับเด็กเป็นการเฉพาะ” โดยมีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพการคัดค้านครั้งนี้สะท้อนเงาของเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 2561 หลังการเสียชีวิตของ “เพชรมงคล ป.พีณภัทร” นักมวยเด็กวัย 13 ปี ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 และนำมาสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างกว้างขวางของผู้คนในวงการขณะนั้น ก่อนที่ร่างจะถูก “ตกไป” ในที่สุด [1] วันนี้ บทบัญญัติในลักษณะใกล้เคียงกันกลับมาปรากฏอีกครั้ง แต่ในกฎหมายฉบับใหญ่กว่า  กฎหมายแม่บทว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทำงานด้านชีวกลศาสตร์การกีฬาควบคู่กับการดำรงตำแหน่งประธานสมาคมกีฬา MMA (TAMMA) ภายใต้การกำกับของการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่าการถกเถียงรอบนี้สมควรได้รับการพิจารณาด้วยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าด้วยอารมณ์หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม บทความนี้จึงมุ่งเสนอการอ่านร่างกฎหมายอย่างถ้วนถี่ ทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ทางประสาทวิทยาและชีวกลศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กในกีฬาต่อสู้ และเสนอแนะแนวทางที่จะทำให้กีฬามวยไทยอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ต้องแลกด้วยสมองของเด็กๆและเยาวชน ที่จะเติบใหญ่เป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศไทยของเราต่อไป

อ่านมาตรา 97 (12) อย่างถ้วนถี่และรอบคอบ ก่อนจะรีบคัดค้าน

ก่อนวิพากษ์กฎหมาย เราต้องอ่านสิ่งที่กฎหมายเขียนไว้ให้แม่นยำเสียก่อน บทบัญญัติในมาตรา 97 (12) ของร่างพระราชบัญญัตินี้แท้จริงประกอบด้วยข้อห้ามสองชั้นที่แยกพิจารณาได้ ชั้นแรกคือการห้าม “จัดให้” เด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ “ชกมวย”   สังเกตว่ากฎหมายมิได้ห้าม “ฝึกมวย” “เรียนมวย” หรือ “ออกกำลังกายด้วยมวย” แต่ห้าม “จัดให้ชก” ซึ่งโดยนัยกฎหมายอาญาหมายถึงการจัดการแข่งขันชกมวยตามรูปแบบที่เป็นการประลองกำลังกัน ชั้นที่สองคือเด็กอายุเกินกว่าสิบห้าปี (15–18 ปี) ยังสามารถชกมวยได้ แต่ต้อง “มีการกำหนดเงื่อนไข กติกา และอุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยสำหรับเด็กเป็นการเฉพาะ”

การอ่านอย่างนี้สำคัญ เพราะข้อกล่าวอ้างที่ปรากฏในสื่อสังคมและในวงสนทนาของคนในวงการมวยจำนวนหนึ่งว่า “ร่างนี้ห้ามไม่ให้เด็กฝึกมวยไทย” หรือ “จะทำให้นักมวยไทยสูญพันธุ์” จึงเป็นการตีความที่กว้างเกินตัวบท บทบัญญัตินี้ไม่ได้แตะเรื่องการฝึกซ้อม การเรียนแม่ไม้ ไหว้ครู หรือการประกวดศิลปะมวยไทยซึ่งไม่มีการประลองด้วยการต่อย-ต่อย-เตะอย่างเต็มกติกาแต่อย่างใด ในทางกลับกัน บทบัญญัตินี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 ซึ่งเดิมก็กำหนดให้ผู้แข่งขันต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ และในกรณีที่อายุต่ำกว่านั้น จะอนุญาตได้เฉพาะเมื่อมี “อุปกรณ์ในการป้องกันความปลอดภัยในการแข่งขัน” เท่านั้น [2]

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. ทำให้การฝ่าฝืนเป็น “ความผิดอาญา” ที่มีโทษจำคุก ในขณะที่ พ.ร.บ. กีฬามวย เน้นการกำกับเชิงปกครองมากกว่า นี่จึงเป็นการยกระดับจากกฎหมายเฉพาะกีฬาขึ้นสู่กฎหมายแม่บทคุ้มครองเด็ก โดยใช้ตรรกะของการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่ตรรกะของการจัดการแข่งขันกีฬา การเปลี่ยนกรอบเช่นนี้สำคัญในเชิงนโยบาย เพราะมันยืนยันสถานะของเด็กในฐานะ “ผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง” ก่อนสถานะ “นักกีฬา” “นักมวย” หรือ “ลูกค่าย” ใด ๆ

สมองเด็กไม่ใช่สมองผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กลง

ฐานทางวิทยาศาสตร์ของบทบัญญัติข้างต้นอยู่ที่หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านพัฒนาการสมอง (neurodevelopment) ซึ่งสะสมขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และชี้ตรงกันว่าสมองเด็กมิใช่เพียงสมองผู้ใหญ่ในขนาดที่เล็กลง หากแต่เป็นอวัยวะที่อยู่ระหว่างการก่อตัว มีความเปราะบางเฉพาะตัวต่อแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สมองเด็กยังคงมีสัดส่วนของศีรษะต่อลำตัวที่สูง (head-to-body ratio) กล้ามเนื้อคอที่ยังไม่แข็งแรงพอจะหยุดยั้งการสะบัด (whiplash) และกะโหลกศีรษะที่บางกว่าผู้ใหญ่ ทั้งสามปัจจัยรวมกันส่งผลให้แรงกระแทกขนาดเดียวกันก่อให้เกิดอัตราเร่งเชิงเส้น (linear acceleration) ความเร่งเชิงมุม (rotational acceleration) ที่ส่งผ่านไปยังสมองได้มากกว่าผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ [3] ขณะเดียวกัน กระบวนการสร้างปลอกหุ้มเส้นใยประสาท (myelination) และการพัฒนาสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex maturation) ยังดำเนินอยู่ต่อเนื่องจนถึงประมาณอายุ 25 ปี [4] หมายความว่าการบาดเจ็บต่อสมองในวัยเด็กไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อ “วงจรของการพัฒนา” ที่กำลังก่อตัวขึ้น และอาจปรากฏผลเชิงพฤติกรรม-สติปัญญาตามมาในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทรงพลังที่สุดในบริบทไทยมาจากโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็กของศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า ไอแมค (AIMC) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของศาสตราจารย์จิราพร เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งใช้เครื่อง MRI, functional MRI และ Diffusion Tensor Imaging (DTI) ตรวจนักมวยเด็กจำนวน 335 คน เปรียบเทียบกับเด็กกลุ่มควบคุมที่มีฐานะทางสังคม-เศรษฐกิจเทียบเคียงกัน 252 คน [5] ผลการศึกษาพบว่า ค่า Fractional Anisotropy (FA) ของ DTI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเด็กที่ชกมวยมาแล้วเกินสองปี ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การถูกทำลายของเนื้อสมองสีขาว (white matter damage) ขณะที่ค่า Mean Diffusivity (MD) เพิ่มขึ้น สะท้อนการคลายตัวของเนื้อเยื่อสมอง และพบการสะสมของเลือดคั่ง ในสมอง (brain iron accumulation) ผ่านค่า R2* ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ชก ที่น่าตกใจที่สุดคือ ค่าระดับสติปัญญา (IQ) ของกลุ่มนักมวยเด็กที่ชกมาแล้วเกินห้าปีอยู่ที่ประมาณ 84 คะแนน ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมประมาณ 10 คะแนน [5,6] หากเปรียบเทียบกับช่วงปกติของเด็กไทย (90–110) แล้ว ความแตกต่างนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางการศึกษาและโอกาสในชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างถาวร

หลักฐานในเชิงชีวกลศาสตร์ก็เสริมข้อมูลเชิงประสาทวิทยาในทิศทางเดียวกัน การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the 2024 5th International Conference on Intelligent Medicine and Health ใช้หุ่นทดสอบ Hybrid III วัดแรงจากเทคนิคต่าง ๆ ของมวยไทยที่ทำโดยนักมวยเด็ก พบว่าหมัดฮุคที่กรามมีการเร่งเชิงเส้นเฉลี่ย 26.3 g และเชิงมุม 2,115.5 rad/s² ในขณะที่ศอกที่ขมับ ซึ่งเป็นเทคนิคอันตรายที่สุดของมวยไทย ก่อให้เกิดการเร่งเชิงมุมเฉลี่ยถึง 3,626.8 rad/s² [7] ตัวเลขนี้สำคัญเพราะการเร่งเชิงมุมเป็นกลไกหลักของการเกิด diffuse axonal injury และเป็นแกนสำคัญของพยาธิสภาพของโรคสมองเสื่อมแบบเรื้อรังอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บ Chronic Traumatic Encephalopathy (CTE) ซึ่งสะสมจากการกระทบกระเทือนทที่ศีรษะแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะถึงระดับ concussion หรือเป็นเพียง sub concussive blow ก็ตาม [8]

CTE ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในวรรณกรรมสากล CTE ถูกระบุชัดเจนเป็นครั้งแรกในนักมวยอาชีพภายใต้ชื่อ ภาวะสมองเสื่อมแบบนักมวย “dementia pugilistica” ตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และต่อมาได้ขยายไปสู่อเมริกันฟุตบอล ฟุตบอลทั่วไป มวยปล้ำ และ MMA [8,9] อาการประกอบด้วยความเสื่อมของความจำ ภาวะซึมเศร้า การควบคุมตนเองที่บกพร่อง พฤติกรรมก้าวร้าว และในระยะท้ายอาจดำเนินไปสู่ภาวะสมองเสื่อมคล้ายอัลไซเมอร์ ทั้งหมดนี้ปรากฏผลในวัยกลางคนถึงสูงอายุ หลังจากที่นักกีฬาเลิกชกไปแล้วหลายปีหรือหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้สังคมมักประเมินความเสียหายต่ำเกินจริง เพราะเรามองไม่เห็นมันในขณะที่เด็กยังอยู่ในวัยที่ชก

“ฝึกมวย” ไม่เท่ากับ “ชกมวย”  มุมมองพลศึกษาและศาสตร์การฝึก

หัวใจของการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างวงการมวยกับกฎหมายฉบับนี้ อยู่ที่การแยกแยะระหว่างแนวคิดสองอันที่ในภาษาไทยมักถูกใช้สลับกันจนเกิดความสับสน นั่นคือ “ฝึกมวย” (boxing training/martial arts education) กับ “ชกมวย” (boxing competition/full-contact bouting)

ในกรอบของพลศึกษาและศาสตร์การฝึกกีฬา (sport pedagogy and coaching science) กิจกรรมในกีฬาต่อสู้ถูกจัดเรียงเป็นลำดับชั้น (continuum) จากกิจกรรมที่ไม่มีการสัมผัสตัว ไปสู่กิจกรรมที่มีการสัมผัสตัวภายใต้การควบคุม และไปสู่การประลองเต็มรูปแบบในที่สุด ระดับแรกคือการเรียนทักษะพื้นฐาน — การยืน การเคลื่อนที่ การออกอาวุธ การป้องกัน — ที่กระทำกับเป้านิ่ง กระสอบ หรือคู่ฝึกที่ไม่ตอบโต้ ระดับที่สองคือการซ้อมแบบ technical sparring หรือ light contact ที่มีกฎจำกัดความรุนแรงและจุดที่ถูกโจมตี ระดับที่สามคือการประลองในกติกาสมัครเล่นที่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น เฮดการ์ด สนับศอก สนับแข้ง และมีกรรมการห้ามการต่อยที่ศีรษะอย่างต่อเนื่อง และระดับสุดท้ายคือการชกอาชีพเต็มกติกา ซึ่งเปิดให้ทำลายร่างกายคู่ต่อสู้เพื่อชัยชนะภายในกรอบกฎหมายและกติกาที่กำหนด

กรอบ Long-Term Athlete Development (LTAD) ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในระบบกีฬาเยาวชนของแคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย เสนอว่าเด็กในช่วง “FUNdamentals” (อายุ 6–9 ปี) ควรเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานผ่านเกมและการเล่น ส่วนช่วง “Learn to Train” (9–12 ปี) เป็นช่วงที่สำคัญ ของการเรียนทักษะเฉพาะกีฬา แต่ “ยังไม่ใช่เวลาของการแข่งขันแบบเอาแพ้-ชนะ” และต้องรอจนถึงช่วง “Train to Train” (12–16 ปี) จึงค่อยเริ่มมีการแข่งขันอย่างเป็นระบบ [10] เด็กที่ขึ้นเวทีชกในวัย 7–8 ปี เพื่อหารายได้เข้าครอบครัวจึงไม่ใช่ “นักกีฬาที่กำลังพัฒนาตามขั้นตอน” แต่เป็นเด็กที่ถูกผลักข้ามขั้นการพัฒนาตั้งแต่ที่ยังไม่มีพื้นฐานที่แข็งแรงเพียงพอ

ในมุมของพลศึกษา การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้มวยไทยในฐานะมรดกวัฒนธรรม ทักษะการป้องกันตัว และการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาความแข็งแรง ความคล่องตัว สมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งและไม่มีกฎหมายฉบับใดในประเทศไทยห้ามไว้ การไหว้ครู การเรียนแม่ไม้ การเรียนทักษะการล็อค การจู่โจม-รับ การประกวดศิลปะมวยไทย และแม้แต่การชกในกติกาสมัครเล่นที่มีอุปกรณ์ป้องกันครบถ้วน ล้วนยังคงทำได้ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้ สิ่งที่ห้ามคือการจัดการแข่งขัน “ชกมวย” สำหรับเด็กต่ำกว่า 15 ปี และการจัดชกเด็ก 15–18 ปี ที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะเท่านั้น

บริบทระหว่างประเทศและจุดยืนขององค์กรวิชาชีพ

หากมองออกไปนอกประเทศไทย ทิศทางของมาตรา 97 (12) สอดคล้องอย่างยิ่งกับท่าทีขององค์กรวิชาชีพการแพทย์และกีฬาระดับสากล American Medical Association (AMA) ออกแถลงการณ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เรียกร้องให้ห้ามมวยอาชีพและสมัครเล่น และต่อมา American Academy of Pediatrics (AAP) ได้ออก policy statement พ.ศ. 2554 ระบุชัดเจนว่ากุมารแพทย์ควรไม่สนับสนุนให้เยาวชนเข้าร่วมการชกมวย เนื่องจากความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะและคออย่างเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 19 ปี [11]

ในระดับองค์กรกีฬาเอง International Boxing Association (เดิมเรียก AIBA ปัจจุบันคือ World Boxing) กำหนดให้กลุ่ม Cadet (15–16 ปี) และ Junior (17–18 ปี) ต้องสวมเฮดการ์ดในการแข่งขัน และจำกัดจำนวนยกและระยะเวลายกอย่างชัดเจน ขณะที่ Global Association of Mixed Martial Arts GAMMA ซึ่งเป็นองค์กรที่ผู้เขียนผลักดันให้ TAMMA เข้าเป็นสมาชิก ก็มีระเบียบ Youth MMA Rules ที่จำกัดการกระทบศีรษะอย่างเข้มงวด ห้ามการต่อยที่ศีรษะในรุ่นอายุน้อย และกำหนดอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติม [12] กล่าวอีกแบบนึงคือ ในเวทีนานาชาติ “การชกเด็กแบบที่ไม่มีกติกาคุ้มครองพิเศษ” ไม่ใช่มาตรฐานของกีฬาต่อสู้สมัยใหม่ ในโลกอีกต่อไป ยกเว้นในประเทศไทยที่อ้างประเพณีเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับตัว

ที่สำคัญ ประเทศไทยลงนามและให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ซึ่งในข้อ 19 กำหนดให้รัฐภาคีต้องคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ และในข้อ 32 ห้ามการใช้แรงงานเด็กในงานที่เป็นอันตราย หากพิจารณาว่ามวยเด็กในประเทศไทยจำนวนมากเข้าข่ายเป็น “งาน” ที่ได้รับ “ค่าตอบแทน” จากกระเป๋ารางวัล และมีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่า “เป็นอันตราย” แล้ว สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศของระบบมวยเด็กเดิมจึงเปราะบางอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเปราะบางเมื่อมีร่างพระราชบัญญัตินี้

การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าทำไมวงการมวยจึงคัดค้าน

หากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนเช่นนี้แล้ว เหตุใดวงการมวยจำนวนมากจึงยังคัดค้าน คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ความไม่รู้” ของคนในวงการเท่านั้น แต่อยู่ที่โครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ-การเมืองของระบบมวยไทยเอง ซึ่งสมควรได้รับการวิเคราะห์ อย่างตรงไปตรงมา

ประการแรก เศรษฐกิจของค่ายมวยจำนวนมากในต่างจังหวัดพึ่งพานักมวยเด็กเป็นแหล่งรายได้สำคัญ เด็กอายุ 7–14 ปี ที่ชกตามวัดและเวทีท้องถิ่นสามารถนำเงินกลับสู่ครอบครัวและค่ายในระดับที่ผู้ใหญ่จำนวนมากในชนบทไม่อาจหาได้จากแรงงานทั่วไป กระเป๋ารางวัลต่อไฟต์อาจอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งสำหรับครอบครัวยากจนเป็นเงินที่ไม่อาจปฏิเสธ การห้ามชกเด็กจึงไม่ใช่เพียงประเด็นวัฒนธรรม แต่เป็นการกระทบ “ปากท้อง” ของกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ประการที่สอง วัฒนธรรมการฝึกมวยไทยฝังลึกในความเชื่อว่า “ต้องเริ่มเร็วจึงจะเก่ง” ซึ่งสะท้อนผ่านคำกล่าวของนักมวยระดับตำนานที่ออกมาคัดค้านในรอบปี 2561 ว่า “หากเด็กเริ่มต่อยช้า จะทำให้นักมวยไทยสูญพันธุ์” [1] ความเชื่อนี้แม้จะมีฐานคิดมาจากความจริงในแง่ของช่วงเวลาการเรียนรู้ทักษะ (skill acquisition window) แต่ก็ผสมโรงกับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่าง “ฝึกทักษะแต่เด็ก” กับ “ขึ้นชกแต่เด็ก” ดังที่อภิปรายในตอนต้น นักมวยระดับโลกอย่าง เขาทราย กาแล็คซี่ หรือ แสนชัย เริ่มฝึกตั้งแต่เด็กก็จริง แต่นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่า “การชกตั้งแต่เด็ก” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อความสำเร็จ มันเพียงพิสูจน์ว่าระบบมวยไทยปัจจุบันไม่ได้คัดเลือกนักมวยที่ขึ้นมาในเส้นทางอื่น เพราะเส้นทางอื่นยังไม่ถูกสร้างขึ้น เราจึงมั่นใจ และปักใจเชื่อว่า เส้นทางที่กระทำสืบต่อกันมา เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง

ประการที่สาม ปัญหาที่นักทฤษฎีองค์การเรียกว่า Principal-Agent Problem ปรากฏชัดเจน  ผู้ใหญ่ (เจ้าของค่าย พ่อแม่ โปรโมเตอร์ เซียนมวย) เป็นผู้ตัดสินใจให้เด็ก โดยที่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้ใหญ่ (รายได้ ชื่อเสียง ความภูมิใจ) ตกอยู่กับผู้ใหญ่ ในขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว (สมองเสียหาย IQ ตกลง ความเสื่อมในวัยกลางคน) ตกอยู่กับเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะในการประเมินผลตอบแทน-ความเสี่ยงด้วยตนเอง การ “ยินยอม” ของเด็กในวัย 8 ปีต่อการขึ้นชก จึงไม่ใช่ความยินยอมในความหมายที่กฎหมายและจริยธรรม เท่านั้น ในแง่นี้ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. จึงเป็นการปรับสมดุลของระบบ โดยให้รัฐเข้ามาช่วยปกป้องประโยชน์ระยะยาวของเด็ก จากการตัดสินใจระยะสั้นของผู้ใหญ่ที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการตัดสินใจต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นสิทธิ์ ของผู้ปกครอง แต่การตัดสินใจนั้น ต้องไม่ลิดรอนสิทธิความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่น่าถกเถียงกันอย่างมาก ในบริบทของ principal agent เมื่อผู้ปกครองอนุญาต ให้เขาต้องไปชก อาจจะด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม เด็กก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เลยเช่นกัน

จากการคัดค้านสู่การร่วมออกแบบ

ผู้เขียนเชื่อว่าทางออกของวงการมวยไทยในรอบนี้ไม่ใช่การเดินซ้ำรอยปี 2561 ด้วยการรวมตัวกันคัดค้านจนกฎหมายตกไป แต่คือการลุกขึ้นมาร่วมออกแบบ “เงื่อนไข กติกา และอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยสำหรับเด็กเป็นการเฉพาะ” ที่กฎหมายเปิดช่องไว้ เพราะหากปล่อยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้ออกกฎกระทรวงโดยลำพังโดยปราศจากองค์ความรู้จากคนในวงการ ผลลัพธ์อาจเป็นกฎที่เข้มงวดเกินจริงและไม่สามารถปฏิบัติได้ ในขณะที่หากวงการมวยร่วมร่างด้วย เราจะได้กฎที่สมดุลและรักษาเอกลักษณ์ของศิลปะการต่อสู้ไทยไว้ได้

ข้อเสนอแรกคือการเร่งทบทวนพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฉบับนี้ โดยกำหนดมาตรฐานเฉพาะของอุปกรณ์ป้องกันสำหรับเด็กอายุ 15–18 ปี อย่างชัดเจน อาทิ การบังคับใช้เฮดการ์ดมาตรฐานสากล สนับศอก สนับแข้ง กระจับ ฟันยาง การจำกัดจำนวนยกต่อไฟต์ ระยะเวลายก น้ำหนักเปรียบเทียบที่ต่างไม่เกิน 2 กิโลกรัม และการจำกัดจำนวนไฟต์ต่อปีให้อยู่ในกรอบที่สมาคมแพทย์กีฬานานาชาติยอมรับ ร่วมกับการกำหนดช่วงพักหลังการชกที่ถูกน็อกอย่างเข้มงวด (mandatory medical suspension) อย่างน้อย 30–90 วัน

ข้อเสนอที่สองคือการสร้างเส้นทางการพัฒนานักมวยเยาวชนตามกรอบ LTAD ที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยแยก “มวยไทยเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรม” (อายุต่ำกว่า 15 ปี: เน้นทักษะ ไหว้ครู แม่ไม้ ประกวดศิลปะ การฝึกซ้อม) ออกจาก “มวยไทยสมัครเล่น” (15–18 ปี: ใส่อุปกรณ์ป้องกัน กติกาเข้มงวด) และ “มวยไทยอาชีพ” (18 ปีขึ้นไป: กติกาเต็ม) ระบบสามชั้นนี้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในกีฬาต่อสู้สากลแทบทุกประเภท ตั้งแต่ยูโด เทควันโด คาราเต้ มวยปล้ำ ไปจนถึง MMA

ข้อเสนอที่สามคือการที่ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนค่ายมวยและครอบครัวนักมวยที่จะต้องปรับตัว เพราะหากกฎหมายมีผลโดยปราศจากกลไกชดเชย ค่ายมวยจำนวนมากในชนบทจะล่มสลายและเด็กที่เคยพึ่งพารายได้จากมวยจะตกเข้าสู่ภาวะยากลำบากยิ่งขึ้น กองทุนส่งเสริมการคุ้มครองเด็กที่ตั้งขึ้นตามหมวด 7 ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ควรมีบทบาทตรงนี้อย่างชัดเจน รวมถึงการกีฬาแห่งประเทศไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรมีบทบาทร่วม ในการพัฒนาเส้นทางอาชีพทางเลือกให้กับเด็กในระบบมวยเดิม ทั้งในฐานะเทรนเนอร์ ผู้ตัดสิน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ประกอบการค่ายมวย และผู้สอนมวยไทยในต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการการศึกษาที่ดีและสมองที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ข้อเสนอที่สี่ ในฐานะวงการที่ใกล้ชิดกับ TAMMA และ MMA ผู้เขียนเห็นว่า MMA สามารถเป็นกรณีศึกษาที่ดี เพราะ GAMMA ได้พัฒนาระบบ Youth MMA ที่จำกัดการกระทบศีรษะอย่างเข้มงวดและเปิดให้เด็กฝึกศิลปะการต่อสู้ผสมผสานได้อย่างปลอดภัย ระบบนี้สามารถถอดบทเรียนมาใช้กับมวยไทยเด็กได้ และน่าจะเป็นพื้นที่ในการทำงานร่วมกันของสหวิชาชีพต่างๆ ในการออกแบบและพัฒนากีฬาการต่อสู้สำหรับเยาวชน ต่อไป

ระหว่างมรดกและสมองของเด็กไทย เราต้องเลือก หรือเราต้องออกแบบใหม่

มาตรา 97 (12) ของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. ไม่ใช่การประกาศสงครามกับมวยไทย และไม่ใช่ความพยายามทำลายมรดกวัฒนธรรมของชาติ มันคือการยืนยันว่าเด็กไทยมีสมองเพียงหนึ่งใบ และเราในฐานะรัฐ ในฐานะวงการกีฬา และในฐานะสังคม ไม่อาจอนุญาตให้สมองเหล่านั้นถูกทำลายลงทุกค่ำคืนบนเวทีท้องถิ่นเพื่อกระเป๋ารางวัลของผู้ใหญ่อีกต่อไป

วงการมวยไทยมีสองทางเลือก ทางแรกคือเดินซ้ำรอยปี 2561 รวมตัวคัดค้านอย่างแข็งขัน อาจสำเร็จในการชะลอกฎหมายไปอีกห้าปี สิบปี แต่จะแลกด้วยภาพลักษณ์ของวงการต่อสายตาสากลที่ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แลกด้วยข้อจำกัดในการขยายกีฬาเข้าสู่โอลิมปิกและเอเชียนเกมส์ และที่สำคัญที่สุด แลกด้วยสมองของเด็กไทยอีกหนึ่งรุ่น ทางที่สองคือยอมรับว่ามาตรา 97 (12) เป็นโอกาสที่จะปรับโฉมระบบมวยไทยเด็กให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยใช้ช่องว่างที่กฎหมายเปิดไว้  “เงื่อนไข กติกา และอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยสำหรับเด็กเป็นการเฉพาะ”  ในการสร้างมวยไทยรุ่นใหม่ที่นักมวยเดินออกจากเวทีในวัย 40 ปีโดยยังคิดได้ จำได้ และดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ในฐานะคนที่ทำงานกับ MMA ภายใต้กรอบกฎหมายและวิทยาศาสตร์ และในฐานะคนที่เชื่อในศักยภาพของกีฬาต่อสู้ในการสร้างเยาวชนที่มีวินัย แข็งแกร่ง และมีน้ำใจนักกีฬา ผู้เขียนเห็นว่าทางที่สองเป็นทางเดียวที่จะรักษามวยไทยให้คงอยู่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง การคุ้มครองเด็กไม่ใช่ศัตรูของมรดกวัฒนธรรม  มันคือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ทำให้มรดกวัฒนธรรมยังคงมีผู้สืบทอด จากรุ่นสู่รุ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมวยไทย จะเพิ่มความเป็นสากลมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. ไทยพีบีเอส. “สามารถ” นำทีมค้านแก้ร่าง พ.ร.บ.มวย ชี้กีฬาเลี้ยงชีพวัยเยาว์. 15 พฤศจิกายน
  2. การกีฬาแห่งประเทศไทย. พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.
  3. Meaney DF, Smith DH. Biomechanics of concussion. Clin Sports Med. 2011;30(1):19–31.
  4. Giedd JN, Blumenthal J, Jeffries NO, et al. Brain development during childhood and adolescence: a longitudinal MRI study. Nat Neurosci. 1999;2(10):861–863.
  5. Laothamatas J, Sungkarat W, Wongruangsri B, et al. Child Muaythai boxing: conflict of health and culture. 2018.
  6. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. “มวยเด็ก” ต่ำกว่า 15 “สมอง” ถูกกระทบแน่ ไอคิวลดลง 10 คะแนน.
  7. Liu Y, et al. Evaluating Concussion Risk in Child Muay Thai Boxers. Proceedings of the 2024 5th International Conference on Intelligent Medicine and Health. 2024.
  8. Stern RA, Riley DO, Daneshvar DH, et al. Long-term consequences of repetitive brain trauma: chronic traumatic encephalopathy. PM R. 2011;3(10 Suppl 2):S460–S467.
  9. Saulle M, Greenwald BD. Chronic traumatic encephalopathy: a review. Rehabil Res Pract. 2012;2012:816069.
  10. Balyi I, Way R, Higgs C. Long-Term Athlete Development. Champaign: Human Kinetics; 2013.
  11. American Academy of Pediatrics Council on Sports Medicine and Fitness. Policy statement: boxing participation by children and adolescents. Pediatrics. 2011;128(3):617–623.
  12. Global Association of Mixed Martial Arts, Youth MMA Rules and Regulations. 2024.

Sirichet.com

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment