จิตวิทยาเบื้องหลังอินฟลูและโซเชี่ยลมีเดีย

มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากให้ลองถามตัวเองก่อนอ่านบทความนี้ ครั้งสุดท้ายที่คุณ “เชื่อ” อะไรสักอย่างบนโลกออนไลน์ คุณเชื่อเพราะ “หลักฐาน” หรือเชื่อเพราะ “คนพูดดูมั่นใจและมีคนกดไลก์เยอะ” ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง ไม่ต้องรู้สึกผิดครับ เพราะสมองของเราทุกคนถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น และมีคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจกลไกนี้ดีมาก ดีจนสามารถเปลี่ยนมันเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับพวกเขาอย่างเป็นกอบเป็นกำ

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อชวนทำความเข้าใจ “ระบบนิเวศทางจิตวิทยา” Psychological Ecosystem ที่หล่อหลอมพฤติกรรมของอินฟลูเอนเซอร์ไทยยุคนี้ โดยเฉพาะสายที่ขายความแข็งแกร่ง ความดุดัน และสายที่เติบโตจากการ “ล้ม” คนอื่นให้ดูเล็กลง

เมื่อ “สายตา” กลายเป็นเงินตรา

Herbert Simon นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 1971 ว่า “ความมั่งคั่งของข้อมูลสร้างความยากจนของความสนใจ” กล่าวคือ ยิ่งโลกมีข้อมูลล้นเกิน สิ่งที่หายากที่สุดก็คือ “ความสนใจของมนุษย์” กล่าวคือ ถ้าหากรอบๆตัวเรานั้นเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย คุณจะรู้สึกเบื่อ ที่จะรับหรือสนใจข้อมูลนั้นๆ นึกถึงตอนเวลาที่เราเรียนในห้องเรียน ถ้าในวิชานั้นเต็มไปด้วยงานวิจัย ข้อมูลมากมาย เราเองก็ไม่ค่อยอยากที่จะสนใจเท่าไรนัก นี่คือรากฐานของสิ่งที่เรียกว่าระบบนิเวศน์ของความสนใจ Attention Economy  ในระบบนี้ อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ขายสินค้า พวกเขาขาย “สายตา” ของเราให้แพลตฟอร์มและสปอนเซอร์ ยิ่งตรึงสายตาเราได้นาน พวกเขายิ่งมีมูลค่า เขากำลังพูดถึงการที่ทำให้คนสนใจ จดจ่ออยู่กับข้อมูลที่พวกเขานำเสนอ บ่อยครั้งที่ เขาจะนำเสนอเรื่องดราม่า เพื่อเล่นกับความรู้สึกของคน ทำให้แฟนคลับรู้สึกสนใจ สงสาร เห็นอกเห็นใจ ซึ่งมีในมนุษย์ทุกคน ซึ่งเมื่อเราเชื่อกับดราม่าเหล่านั้น เราก็จะต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อของเรา ความคิดของเรา และทำการหักล้างในสิ่งที่ขัดแย้งกับความคิดหรือความเชื่อของเราเอง

และนี่คือปัญหาแรก  เพราะสิ่งที่ตรึงสายตามนุษย์ได้ดีที่สุด ไม่ใช่ “ความจริง” หรือ “ความถูกต้อง” แต่คือ “อารมณ์” โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบ

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาพบสิ่งที่เรียกว่า Negativity Bias  สมองมนุษย์ตอบสนองต่อสิ่งคุกคาม ความขัดแย้ง และความโกรธ ได้เร็วและแรงกว่าสิ่งดีๆ หลายเท่า นี่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษที่ต้องระวังภัยเพื่อเอาชีวิตรอด คนที่ไวต่ออันตรายคือคนที่รอดมามีลูกหลาน ตามหลักของการคัดเลือกทางธรรมชาติ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น สัตว์ก็เช่นกัน

ผลคือ เนื้อหาที่ “ด่า” “แฉ” “ท้าทาย” “ปะทะ” จะได้รับการมองเห็นมากกว่าเนื้อหาที่ “ให้ความรู้ ให้ข้อมูล หรือแม้กระทั่งสื่อที่ให้ข้อมูลทั้งสองฝั่ง” อย่างเทียบไม่ได้ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเรียนรู้สิ่งนี้ และมันก็ป้อนสิ่งที่เราตอบสนองกลับมาให้เราเสพมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดอารมณ์ร่วม การมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น จากความเห็นอกเห็นใจ ความสะใจ เหมือนในหลายๆเคสในปัจจุบัน การเล่นบทเหยื่อ เกิดขึ้นมากขึ้น เพื่อร้องขอความเห็นใจ ความสงสาร จากบรรดาแฟนคลับ  โดยบางครั้งลืมคิดไปว่า การเรียกร้องหาความสงสาร ความเห็นใจ หรือการเป็นเหยื่อนั้น มันเป็นพล็อตที่เราสร้างขึ้น และกลับไปสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้าม หรือ คนที่เห็นต่างๆ จนปัญหาลุกลามใหญ่โต ก็มีมาหลายกรณี

อินฟลูเอนเซอร์ที่ฉลาด (ในเชิงกลยุทธ์) จึงไม่ได้ “เลือก” ที่จะดราม่า แต่พวกเขา “ถูกระบบคัดเลือก” ให้ดราม่า เพราะนั่นคือพฤติกรรมที่อยู่รอดและเติบโตได้ในระบบนิเวศนี้  เป็นสิ่งที่นักชีววิทยาเรียกว่า Selection Pressure หรือแรงกดดันคัดสรร

โดพามีนและรางวัลที่คาดเดาไม่ได้

ในช่วงทศวรรษ 1950 B.F. Skinner นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ทำการทดลองกับหนูในกล่อง เขาพบสิ่งที่น่าทึ่ง หนูที่ได้อาหารทุกครั้งที่กดคานจะกดอย่างเรื่อยเปื่อย แต่หนูที่ได้อาหารแบบ “สุ่ม” (บางครั้งได้ บางครั้งไม่ได้) จะกดคานอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน

เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Variable Ratio Reinforcement  การเสริมแรงด้วยรางวัลที่คาดเดาไม่ได้ และมันคือกลไกเดียวกับที่ทำให้เครื่องสล็อตแมชชีนเสพติด และ… ก็เป็นกลไกเดียวกับการปัดหน้าจอดูยอดไลก์

ทุกครั้งที่อินฟลูเอนเซอร์โพสต์ พวกเขาไม่รู้ว่าจะปังหรือแป๊ก คลิปที่คิดว่าดีอาจเงียบ ส่วนคลิปที่ด่าใครแบบไม่ตั้งใจอาจระเบิดเป็นล้านวิว ความไม่แน่นอนนี้แหละที่ทำให้สมองหลั่งโดพามีน  และที่สำคัญคือ งานวิจัยพบว่าโดพามีนไม่ได้หลั่งตอน “ได้รางวัล” มากเท่าตอน “กำลังคาดหวังรางวัล”

อินฟลูเอนเซอร์สายปะทะจึงมักติดอยู่ในวงจรที่เรียกว่า Compulsion Loop  ยิ่งปะทะ ยิ่งได้ยอด ยิ่งได้ยอด ยิ่งต้องหาเรื่องปะทะใหม่ที่แรงกว่าเดิม เพราะสมองสร้างภาวะดื้อ (Tolerance) เหมือนคนติดสารเสพติด ยอดวิวเท่าเดิมเริ่มไม่ตื่นเต้นแล้ว ต้องแรงขึ้นเรื่อยๆ เราจึงได้เห็นพฤติกรรมแปลก หรือไม่คาดคิดในการแสดงออกของเหล่าอินฟลูทั้งหลายเพิ่มมากขึ้น

นี่อธิบายว่าทำไมหลายคนที่เริ่มต้นจากคอนเทนต์ดีๆ ค่อยๆ ไถลลงสู่ความสุดโต่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะนิสัยเสียลง แต่เพราะพวกเขากำลังไล่ตามโดพามีนที่หนีห่างออกไปทุกที แพลตฟอร์มนั้นออกแบบระบบที่ไม่มีความแน่นอน พวกเขาเหล่านั้น จึงพยายามหารูปแบบและวิธีที่จะตรงจริตของแพลทฟอร์มและโซเชี่ยล โดยที่ไม่ต้องแคร์ใคร อินฟลูหลายคนบอกว่า พวกเขาไม่ได้ให้เงินฉัน ฉันจะต้องไปแคร์ความรู้สึกคนอื่นทำไม

“สายต่อสู้” ถึงขายดี: จิตวิทยาของลำดับชั้นและการแสดงอำนาจ

ในหมู่สัตว์สังคมทุกชนิด ตั้งแต่ไก่จนถึงลิงชิมแปนซี มีสิ่งที่เรียกว่า Dominance Hierarchy หรือลำดับชั้นของการมีอำนาจเหนือกว่า การแสดงความแข็งแกร่ง ความก้าวร้าว และการ “ชนะ” การเผชิญหน้า คือวิธีไต่ลำดับชั้นนี้

มนุษย์เราแม้จะสร้างอารยธรรมซับซ้อนขนาดไหน สมองส่วนลึกก็ยังตอบสนองต่อสัญญาณของ “ผู้นำฝูง” อยู่ดี อินฟลูเอนเซอร์สายต่อสู้เข้าใจสิ่งนี้โดยสัญชาตญาณ ภาพลักษณ์ของความแกร่ง การท้าทาย การ “เอาจริง” คือการส่งสัญญาณว่า “ฉันคือจ่าฝูง ตามฉันมาสิ” และผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะในวัยที่กำลังค้นหาตัวตนและความหมาย ก็โหยหาผู้นำแบบนี้

ในทางจิตวิทยาวิวัฒนาการ มีแนวคิดเรื่อง Costly Signaling (การส่งสัญญาณที่ต้องแลกด้วยต้นทุน) การแสดงออกว่าพร้อมสู้ พร้อมเสี่ยง พร้อมเจ็บ เป็นสัญญาณที่ “ปลอมยาก” มันบอกผู้ชมว่า “ฉันของจริง เพราะฉันกล้าทำสิ่งที่คนขี้ขลาดไม่กล้าทำ” และสัญญาณนี้ทรงพลังมากในวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความเป็นชาย (Masculine Honor Culture)

ความก้าวร้าว: มันคือเครื่องมือ ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ

ตรงนี้เราต้องแยกแยะให้ชัด เพราะคำว่า “ความก้าวร้าว” ในภาษาทั่วไปมักถูกเข้าใจว่าเป็นการระเบิดอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่ในทางจิตวิทยา ความก้าวร้าวมีสองประเภทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเภทแรกคือ Reactive Aggression (ความก้าวร้าวแบบตอบโต้)  เกิดจากอารมณ์ร้อน เป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งคุกคาม เหมือนคนที่โดนเหยียบเท้าแล้วหันไปด่า มันร้อนแรงแต่ไม่ได้วางแผน

ประเภทที่สองคือ Instrumental Aggression หรือ Proactive Aggression (ความก้าวร้าวเชิงเครื่องมือ) — นี่คือความก้าวร้าวที่ “เย็น” คำนวณมาแล้ว ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ไม่ได้โกรธจริง แต่ “เลือกที่จะแสดงความโกรธ” เพราะมันได้ผล

และนี่คือหัวใจที่คนส่วนใหญ่มองข้าม  ความก้าวร้าวของอินฟลูเอนเซอร์สายปะทะจำนวนมาก ไม่ใช่ Reactive แต่เป็น Instrumental พวกเขาไม่ได้ “หลุด” แต่พวกเขา “แสดง” การหลุด เพราะเรียนรู้แล้วว่าคลิปที่ดูเดือด ดูเอาจริง ดูพร้อมฟาด จะได้ยอดเสมอ นักจิตวิทยาเรียกการจัดการอารมณ์เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบนี้ว่า ทาสอารมณ์ Emotional Labor และในบริบทนี้มันคือการทำงานอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากนักแสดงที่ต้องร้องไห้ตามบท

ทำไมความก้าวร้าวที่แสดงออกมาถึงทรงพลังนัก เพราะมันเล่นกับกลไก การติดต่อทางอารมณ์ Emotional Contagion งานวิจัยพบว่าอารมณ์มนุษย์ “แพร่เชื้อ” ได้เหมือนไวรัส เมื่อเราเห็นคนโกรธจัด สมองส่วน Amygdala ของเราจะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตาม หัวใจเต้นเร็วขึ้น เราถูกดึงเข้าสู่ภาวะเร้าอารมณ์ (Arousal) โดยไม่รู้ตัว และในภาวะเร้าอารมณ์นี่แหละ ที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเราลดต่ำลงที่สุด

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ความก้าวร้าวมีคุณสมบัติในการ “Normalize” ตัวเอง เมื่อเราเห็นการด่าทอ การข่มขู่ การดูถูกซ้ำๆ ทุกวัน สมองเราจะค่อยๆ ปรับเพดานของ “สิ่งที่ยอมรับได้” ให้สูงขึ้น สิ่งที่เมื่อก่อนดูรับไม่ได้ กลายเป็นเรื่องปกติ นักสังคมวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการปรับรรทัดฐานใหม่ (Shifting Norms) และมันคือเหตุผลที่วัฒนธรรมการปะทะในโลกออนไลน์ดุเดือดขึ้นทุกปี  ไม่ใช่เพราะคนเลวลง แต่เพราะเพดานความอดทนของทั้งสังคมถูกดันให้สูงขึ้นทีละนิด

ความมั่นใจ: เมื่อ “ความแน่ใจ” ทรงพลังกว่า “ความถูกต้อง”

ถ้าความก้าวร้าวคือเครื่องมือดึงความสนใจ ความมั่นใจก็คือเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ และนี่อาจเป็นกลไกที่อันตรายที่สุดในบทความนี้ เพราะมันหลอกได้แนบเนียนที่สุด นักจิตวิทยาพบสิ่งที่เรียกว่า Confidence Heuristic มนุษย์ใช้ “ระดับความมั่นใจ” ของผู้พูดเป็นทางลัดในการตัดสินว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน พูดง่ายๆ คือ เราเชื่อคนที่พูดฟันธง เสียงหนักแน่น ไม่ลังเล มากกว่าคนที่พูดว่า “อาจจะ” “ขึ้นอยู่กับ” “ยังไม่แน่ใจ”  แม้ว่าคนกลุ่มหลังอาจกำลังพูดความจริงที่ซับซ้อนกว่าก็ตาม

ปัญหาคือ ในความเป็นจริง “ความมั่นใจ” กับ “ความรู้จริง” มักสวนทางกัน

How to Stay Humble and Improve as a Personal Trainer: The Dunning-Kruger  Effect

ปรากฏการณ์ Dunning-Kruger Effect อธิบายเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ งานวิจัยของ David Dunning และ Justin Kruger พบว่าคนที่รู้น้อยมักประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินจริง เพราะพวกเขา “ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรบ้าง” ในทางกลับกัน ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมักถ่อมตัวและพูดอย่างระมัดระวัง เพราะยิ่งรู้ลึก ยิ่งเห็นความซับซ้อนและข้อยกเว้นมากมาย

ผลที่ตามมาจึงย้อนแย้งอย่างยิ่ง คนที่ “มั่นใจที่สุด” บนโลกออนไลน์ มักเป็นคนที่ “รู้น้อยที่สุด” ส่วนคนที่รู้จริงกลับพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น เต็มไปด้วยคำว่า “ขึ้นอยู่กับบริบท” และ “มันซับซ้อนกว่านั้น” ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่อัลกอริทึมและสายตามนุษย์ไม่ชอบเอาเสียเลย

เมื่อนำความมั่นใจมารวมกับความก้าวร้าว เราจะได้ส่วนผสมที่ทรงพลังที่สุด  สิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “Aggressive Certainty” หรือความแน่ใจเชิงรุก คนที่ทั้งมั่นใจและดุดันในเวลาเดียวกัน ส่งสัญญาณสองอย่างพร้อมกัน: “ฉันถูก” (จากความมั่นใจ) และ “อย่ามาเถียง” (จากความก้าวร้าว) การรวมกันนี้ทำให้ผู้ชมไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม เพราะการตั้งคำถามกับคนที่ดูพร้อมจะฟาดกลับ มีต้นทุนทางใจที่สูงเกินไป

กลไกนี้ยังได้รับการเสริมแรงด้วย Halo Effect  เมื่อเราเห็นคนมีคุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่ง (ดูแกร่ง มั่นใจ เด็ดขาด) สมองเราจะอนุมานไปเองว่าเขาต้องเก่งเรื่องอื่นด้วย (ความรู้ ความถูกต้อง คุณธรรม) ทั้งที่ความสามารถในการ “แสดง” ความมั่นใจบนกล้อง กับความสามารถในการ “เป็น” ผู้เชี่ยวชาญจริง เป็นคนละทักษะกันโดยสิ้นเชิง

ลองสังเกตดูนะครับ คนที่พูดว่า “เรื่องนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์” “ฟันธงเลย!” “ใครเถียงคือโง่!” มักได้รับความเชื่อถือมากกว่าคนที่พูดว่า “จากหลักฐานที่มี น่าจะเป็นแบบนี้ แต่ยังต้องดูข้อมูลเพิ่ม” ทั้งที่ประโยคหลังต่างหากที่สะท้อนวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง เราอยู่ในยุคที่ “ความกล้าฟันธง” ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ความเชี่ยวชาญ”

การล้มคนอื่น : ทำไมการดิสเครดิตถึงได้ผล

ทีนี้มาถึงส่วนที่ซับซ้อนที่สุด ทำไมการ “ดิสเครดิตชาวบ้าน” ถึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล

Leon Festinger นักจิตวิทยาสังคม เสนอทฤษฎี Social Comparison Theory ในปี 1954 ว่ามนุษย์ประเมินคุณค่าตัวเองโดยการ “เปรียบเทียบ” กับคนอื่นเสมอ และมีการเปรียบเทียบสองแบบ การมองขึ้น (Upward) กับคนที่เหนือกว่า และการมองลง (Downward) Look Down กับคนที่ด้อยกว่า

การ “มองลง” ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกับตัวเองทันที และนี่คือสินค้าที่อินฟลูเอนเซอร์สายดิสเครดิตขายให้ผู้ชม พวกเขาไม่ได้แค่โจมตีเป้าหมาย แต่พวกเขากำลัง “มอบความรู้สึกเหนือกว่า” ให้แฟนคลับได้ร่วมเสพ “ดูสิ คนนั้นมันโง่/ปลอม/ไม่จริง เราที่มองออกนี่แหละฉลาดกว่า”

กลไกนี้ยังเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า Moral Outrage หรือความโกรธเชิงศีลธรรม งานวิจัยพบว่าการแสดงความโกรธแทนความอยุติธรรม (จริงหรือปลอมก็ตาม) ให้ “รางวัลทางสังคม” สูงมาก คนที่ออกมา “แฉ” ความไม่ถูกต้องจะได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ ได้ยอดแชร์ ได้คำชม ความโกรธจึงกลายเป็น “เงินตราทางสังคม” (Social Currency) ที่แลกเป็นการมองเห็นได้

และยังมีเทคนิคเล่าเรื่องที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง  David vs Goliath หรือเรื่องเล่าของคนตัวเล็กสู้คนตัวใหญ่ อินฟลูเอนเซอร์มักวางตัวเองเป็น “คนเล็กๆ ที่กล้าท้าชนผู้มีอำนาจ/ผู้เชี่ยวชาญจอมปลอม” ซึ่งเป็นโครงเรื่องที่สมองมนุษย์หลงใหลมาตั้งแต่สมัยนิทานปรัมปรา เราเอาใจช่วยคนตัวเล็กเสมอ แม้บางครั้ง “คนตัวเล็ก” ในเรื่องจริงอาจเป็นฝ่ายที่กำลังรังแกคนอื่นอยู่ก็ตาม น่าสนใจว่า เป้าหมายของการดิสเครดิตมักถูกเลือกอย่างมียุทธศาสตร์  มักเป็นคนที่ “ตอบโต้กลับได้ยาก” หรือเป็นประเด็นที่ “คนส่วนใหญ่มีอารมณ์ร่วมอยู่แล้ว” เพราะการปะทะกับเป้าหมายที่ปลอดภัยให้ผลตอบแทน (ยอด) สูง โดยมีความเสี่ยงต่ำ

จิตวิทยาของแฟนคลับ

สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้ยั่งยืน ไม่ใช่ตัวอินฟลูเอนเซอร์ แต่คือ “แฟนคลับ”

Henri Tajfel นักจิตวิทยาสังคม ทำการทดลองที่โด่งดังในทศวรรษ 1970 เขาพบว่าเพียงแค่แบ่งคนเป็นสองกลุ่มแบบสุ่มๆ (เช่น กลุ่มที่ชอบภาพวาดคนละแบบ) มนุษย์ก็จะเริ่มเข้าข้างพวกพ้องตัวเองและกีดกันคนนอกทันที  นี่คือ In-group/Out-group Bias หรืออคติเข้าข้างพวกเดียวกัน

Understanding the ingroup-outgroup bias and its effects on social division

เมื่อคนกลายเป็น “แฟนคลับ” ของใครสักคน อัตลักษณ์ส่วนตัวของเขาจะผูกติดกับไอดอล การวิจารณ์ไอดอลจึงถูกสมองตีความว่าเป็น “การโจมตีตัวเขาเอง” กลไกนี้เรียกว่า Identity Fusion (การหลอมรวมอัตลักษณ์) และมันอธิบายว่าทำไมแฟนคลับถึงปกป้องไอดอลอย่างดุเดือด แม้จะเห็นหลักฐานว่าไอดอลผิดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับอินฟลูเอนเซอร์คือสิ่งที่เรียกว่า Parasocial Relationship หรือความสัมพันธ์ด้านเดียว ผู้ชมรู้สึกว่า “รู้จัก” และ “สนิท” กับอินฟลูเอนเซอร์เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ทั้งที่อีกฝ่ายไม่รู้จักตัวตนของเขาเลย ความรู้สึกใกล้ชิดจอมปลอมนี้ทำให้คำพูดของอินฟลูเอนเซอร์มีน้ำหนักเท่ากับคำแนะนำจากเพื่อนสนิท  ทั้งที่จริงมันคือคำพูดที่ออกแบบมาเพื่อคนหลายล้านคน

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน อคติพวกพ้อง การหลอมรวมอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ด้านเดียว เราก็ได้ “เผ่า” ที่พร้อมปกป้องผู้นำและโจมตีศัตรูตามคำสั่ง โดยที่สมาชิกเผ่าเชื่อสุดใจว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

ความเข้าใจ ไม่ใช่การประณาม

ถึงตรงนี้ ผมอยากย้ำสิ่งที่สำคัญที่สุด

อินฟลูเอนเซอร์ที่ทำพฤติกรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ “คนเลว” ในความหมายที่เราชอบจินตนาการ หลายคนเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดี หลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกระบบหล่อหลอม พวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีสมองรักโดพามีน อยู่ในระบบที่ให้รางวัลกับความขัดแย้ง และต้องเอาตัวรอดในเศรษฐกิจที่ “ความสนใจ” คือปากท้อง เช่นเดียวกับผู้ชมที่กดไลก์ กดแชร์ กดรีวิวแย่ๆ โดยที่ไม่ได้ดูข้อเท็จจริง เราไม่ได้โง่ เราแค่มีสมองที่ถูกออกแบบมาเมื่อหลายแสนปีก่อน เพื่อโลกที่เผ่าพันธุ์เล็กๆ ต้องพึ่งพาผู้นำและระแวงคนนอก สมองชุดเดิมนี้กำลังทำงานผิดบริบทในโลกดิจิทัลที่มีคนแปลกหน้าหลายล้านตะโกนใส่เราทุกวินาที การเข้าใจเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเรายอมรับทุกอย่าง แต่มันเปลี่ยนคำถามจาก “ใครคือคนเลว” ไปเป็น “ระบบแบบไหนที่สร้างพฤติกรรมเช่นนี้ และเราจะรู้ทันมันได้อย่างไร”

บทส่งท้าย: ยอดไลก์ไม่ใช่จุดตัดสินใจ

กลับมาที่คำถามตอนต้น

Daniel Kahneman สอนเราว่าสมองมีสองโหมด ระบบที่ 1 ที่เร็ว อัตโนมัติ ใช้อารมณ์ กับระบบที่ 2 ที่ช้า ใช้เหตุผล ต้องออกแรงคิด ปัญหาคืออินฟลูเอนเซอร์สายดราม่าทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อ “กระตุ้นระบบที่ 1 และปิดระบบที่ 2” พวกเขาต้องการให้เรารู้สึกก่อนคิด เข้าข้างก่อนไตร่ตรอง กดแชร์ก่อนตรวจสอบ ดังนั้น เครื่องมือป้องกันตัวที่ทรงพลังที่สุดจึงไม่ใช่การเลิกตามใคร แต่คือการ “เปิดระบบที่ 2” กลับมาทำงาน ด้วยคำถามง่ายๆ ไม่กี่ข้อก่อนจะเชื่ออะไร:

หนึ่ง คนนี้พูดเพราะ “มีหลักฐาน” หรือเพราะ “พูดแล้วได้ยอด” ลองแยก “ความมั่นใจ” ออกจาก “ความถูกต้อง” เพราะทั้งสองไม่ได้มาคู่กันเสมอ บ่อยครั้งคนที่ฟันธงดังที่สุดกลับเป็นคนที่รู้จริงน้อยที่สุด

สอง  คนนี้กำลัง “โกรธจริง” หรือ “เลือกที่จะแสดงความโกรธ” ถ้าความดุดันนั้นเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างเป็นแบบแผน ตรงกับจังหวะที่ต้องการยอด นั่นอาจไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นกลยุทธ์

สาม จำนวนคนเห็นด้วยบอกอะไรเกี่ยวกับความจริงหรือไม่ คำตอบคือ แทบไม่บอกอะไรเลย นักจิตวิทยาเรียกการเชื่อตามคนหมู่มากว่า Social Proof Heuristic  มันเคยช่วยบรรพบุรุษเรารอด แต่ในยุคที่ยอดไลก์ซื้อได้ ปั่นได้ และถูกอัลกอริทึมบิดเบือนได้ “คนเยอะ” ไม่เท่ากับ “ถูกต้อง” อีกต่อไป ล้านไลก์ก็ยังเป็นความเห็น ไม่ใช่ความจริง

สี่ ถ้าเรื่องนี้ทำให้ฉัน “โกรธ” หรือ “สะใจ” มากเป็นพิเศษ นั่นอาจเป็นสัญญาณให้ “ระวัง” มากกว่าจะ “เชื่อ” เพราะอารมณ์ที่พุ่งแรงมักเป็นร่องรอยว่าเรากำลังถูกออกแบบให้ตอบสนอง ไม่ใช่ถูกเชิญชวนให้คิด

ท้ายที่สุด ยอดไลก์คือมาตรวัดว่า “เนื้อหานี้ตรึงความสนใจได้ดีแค่ไหน” มันไม่เคยเป็นและไม่มีวันเป็นมาตรวัดว่า “เนื้อหานี้จริงแค่ไหน” หรือ “คนพูดเป็นคนดีแค่ไหน” การสับสน สองสิ่งนี้คือกับดักที่ทำให้สังคมทั้งสังคมตัดสินใจผิดพลาดพร้อมกันได้

เราเปลี่ยนอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ เราเปลี่ยนอัลกอริทึมไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้เสมอ คือ “ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างการเห็นกับการเชื่อ” ช่วงเวลานั้นแหละครับ คือพื้นที่ของสติ และสติ  ไม่ใช่ยอดไลก์ ไม่ใช่เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่คนที่มั่นใจที่สุด   คือจุดตัดสินใจที่แท้จริงของมนุษย์ที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติ เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน

Leave a Comment