สังคมวิทยาว่าด้วยการช่วงชิงพื้นที่ของกีฬาต่อสู้ไทย และคำถามคาใจว่าทำไมมวยไทยยังไม่ถึงโอลิมปิก

ศิริเชษฐ์  พูลทิพายานนท์
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ทฤษฎีกับความอึดอัดและความคับข้องใจ

ความรู้สึกที่ว่า “พวกเขาไม่อยากให้เราโต” เป็นประโยคที่ผู้ทำงานในวงการ MMA ของไทยได้ยินซ้ำในใจตัวเองมาหลายปี มันไม่ใช่แค่อารมณ์ค้างของคนที่รู้สึกถูกกีดกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สังคมวิทยาการกีฬาอธิบายได้อย่างเป็นระบบ และเมื่ออธิบายได้ ก็แปลว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และที่สำคัญที่สุด มันแก้ได้ ถ้าเข้าใจกลไกที่แท้จริง

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อระบายความคับข้องใจ และไม่ได้เขียนเพื่อโจมตีมวยไทยซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การหวงแหน แต่เขียนเพื่อชวนตั้งคำถามที่ยากกว่านั้น: อะไรคือโครงสร้างที่ทำให้กีฬาต่อสู้ในดินแดนแห่งนี้เติบโตแบบแย่งชิงกันเอง แทนที่จะเติบโตไปด้วยกัน และคำถามที่ค้างคาคู่ขนานกันมา ทำไมมวยไทย ทั้งที่มีพร้อมทุกอย่าง ถึงยังไปไม่ถึงเวทีโอลิมปิกเสียที คำถามสองข้อนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่รากของมันคือเรื่องเดียวกัน

อ่านวงการกีฬาต่อสู้ไทยผ่านทฤษฎีของ Bourdieu

Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เสนอแนวคิด “สนาม” (field) ว่าเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้เล่นแต่ละคนถือ “ทุน” (capital) ต่างชนิดกัน แล้วแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งและความชอบธรรม ในกรณีของกีฬาต่อสู้ไทย มวยไทยไม่ได้เป็นเพียงกีฬาหนึ่ง แต่เป็น “เจ้าของสนาม” ที่ถือทุนครบทุกประเภท

มวยไทยถือ ทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) มหาศาลในฐานะศิลปะประจำชาติที่มีอายุนับร้อยปี ถือ ทุนทางสัญลักษณ์ (symbolic capital) ที่ผูกโยงกับความเป็นไทยจนแทบแยกไม่ออก ถือ ทุนทางเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมค่ายมวย เวทีลุมพินี-ราชดำเนิน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา และธุรกิจส่งออกครูมวยทั่วโลก และที่สำคัญ ถือ ทุนทางสังคม/การเมือง ผ่านโครงสร้างอำนาจที่เชื่อมกับหน่วยงานรัฐ กองทุน และองค์กรกีฬาระดับชาติ

เมื่อผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง MMA เดินเข้ามาในสนามที่มีเจ้าของครบทุกทุนเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามทฤษฎีคือ “การปกป้องเขตแดน” (boundary work) เจ้าของสนามเดิมมีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างที่จะนิยาม MMA ว่าเป็น “มวยกรง” เป็น “ความรุนแรงไร้ราก” หรือเป็น “ภัยคุกคามต่ออัตลักษณ์”  ไม่ใช่เพราะเกลียดชังเป็นการส่วนตัว แต่เพราะการยอมรับผู้เล่นใหม่หมายถึงการต้องแบ่งทรัพยากร แบ่งงบประมาณ แบ่งพื้นที่สื่อ และแบ่งความชอบธรรม นี่คือสิ่งที่ผู้ทำงานรู้สึกได้ในชื่อว่า “วัฒนธรรมกดหัวคนอื่นเพื่อความอยู่รอด” และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวงการกีฬาของประเทศไทย ก่อนหน้าที่เราจะมีสมาคมกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย ผู้เขียนได้สัมผัสถึงความยากลำบากของการต่อสู้ เพื่อที่จะทำให้กีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในประเทศนี้ ก่อนหน้านี้มีการต่อสู้กันหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ยื่นเข้าไป ก็จะโดนคน กกท ปัดตกทุกครั้ง จนกระทั่งวันนึงความพยายามของคน MMA ก็สำเร็จ จึงเกิดสมาคมกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตแห่งประเทศไทยขึ้นมา แต่ผมสัมผัสได้ถึงความพยายามที่จะขโมยกีฬานี้ ไปอยู่ใต้ร่มของสมาคมกีฬาบางสมาคม ที่เดินหน้าสกัดกั้นทุกวิถีทาง (ตอนนี้เล่าได้แล้ว)

ประเด็นที่ต้องพูดให้ชัดคือ พฤติกรรมนี้ มีเหตุผลเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เชิงศีลธรรม ตราบใดที่ระบบจัดสรรทรัพยากรกีฬาไทยยังเป็นเกมผลรวมศูนย์ (zero-sum)  คืองบก้อนเดียวกัน โควตาเดียวกัน พื้นที่สื่อจำกัดเดียวกัน  ตราบนั้นการเติบโตของกีฬาหนึ่งย่อมถูกอ่านว่าเป็นการสูญเสียของอีกกีฬาหนึ่งโดยอัตโนมัติ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “คน” แต่อยู่ที่ “เกม” ที่ถูกออกแบบมาให้ต้องแย่งกัน เกมที่เขาเซตอัพขึ้นเพื่อให้สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย แย่งชิงทรัพยากรกัน ทะเลาะกัน และสุดท้าย คนที่เข้าถึงอำนาจได้ ก็ Take All ทั้งหมด ทั้งที่สมาคมของเขาเองก็เพิ่งเกิดเรื่องอื้อฉาวมาเมื่อไม่นานมานี้ และเพิ่งจะโดนลงโทษจากสหพันธ์มาหมาดๆ แต่กลับได้ไปอยู่ กลุ่ม A ดังนั้น เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม สำหรับวงการกีฬาไทย ไม่ต้องพูดถึง นั่นคือ ไม่มี นั่นเอง

เศรษฐศาสตร์การเมืองของโควตาที่มีจำกัด

ทำไมกีฬาไทยจึงเป็นเกมผลรวมศูนย์ คำตอบอยู่ที่สถาปัตยกรรมของการจัดสรรทรัพยากร งบประมาณสนับสนุนสมาคมกีฬาผ่านกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและการกีฬาแห่งประเทศไทยมีเพดานจำกัด และถูกจัดสรรตามเกณฑ์ที่ให้น้ำหนักกับ “ผลงานเหรียญในมหกรรมกีฬา” และ “สถานะการรับรองในระบบโอลิมปิก” เป็นหลัก นั่นคือการพยายามเอาปรัชญากระบวนการโอลิมปิค ที่น่าสรรเสิญ มาเป็นสิ่งบังหน้าในการเข้าถึงผลประโยชน์ พร้อมกับพฤติกรรมห้อยโหน ทุกวันนี้ขัอบังคับของหน่วยงานโอลิมปิคบางประเทศก็ยังไม่สอดคล้องกับสหพันธ์เลย

โครงสร้างเช่นนี้สร้างสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า path dependency  การที่ทางเลือกในอดีตล็อกทางเลือกในปัจจุบัน กีฬาที่เข้าสู่ระบบก่อน ได้รับการรับรองก่อน ได้เข้าซีเกมส์-เอเชียนเกมส์ก่อน ย่อมสะสมทั้งงบ ทั้งบุคลากร ฐานของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ทั้งความคุ้นเคยของผู้มีอำนาจ จนกลายเป็น “ผู้เล่นที่ขยับออกยาก” (incumbent) ส่วนกีฬาหน้าใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเองภายใต้เกณฑ์ที่ออกแบบมาโดยและเพื่อผู้เล่นเดิม

สำหรับ MMA ในไทย ความย้อนแย้งยิ่งเจ็บปวด เพราะประเทศนี้เป็นที่ตั้งของ ONE Championship องค์กรกีฬาต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย เป็นตลาดที่ผู้ชมเข้าใจกีฬาต่อสู้ลึกซึ้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มี ทุนเชิงพาณิชย์และทุนเชิงวัฒนธรรมการชม (spectator capital) พร้อมสรรพ แต่ทุนเหล่านี้กลับ “แปลงร่าง” เข้าสู่ระบบการรับรองของรัฐไม่ได้ เพราะระบบราชการกีฬาไม่ได้ให้ค่ากับทุนเชิงตลาด แต่มันให้ค่ากับทุนเชิงสถาบัน คือการมีสหพันธ์นานาชาติที่รัฐรับรอง มีเส้นทางสู่มหกรรมกีฬา มีที่นั่งในโครงสร้างอำนาจ ช่องว่างระหว่าง “ความสำเร็จในตลาด” กับ “การยอมรับในระบบ” นี้เอง คือที่มาของความอึดอัด รวมทั้งการพยายามที่จะตีความทำให้มวยสามยก ไม่ได้เป็นมวยไทย ซึ่งเป็นความพยายามทุกวิถีทางไม่ให้มีการสนับสนุนให้กับ One Championship ถ้าหากเราเคยดูบทสัมภาษณ์ของชาตรี ศิษย์ยอดธง เราจะเห็นได้ ว่า สาเหตุนึงที่ One ไม่ได้รับการสนับสนุนคือ การที่ One ไม่สามารถ ทอนเงินกลับไปที่เจ้าของเงินในรูปของคอมมิชชั่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องปกติในวงการกีฬาของประเทศไทย

ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูด: มวยไทยเองก็เป็น “ผู้ถูกกดขี่” ในอีกสนามหนึ่ง

จุดที่บทวิพากษ์นี้ต้องซื่อสัตย์ก็คือ มวยไทยซึ่งเป็น “เจ้าของสนาม” ในบริบทประเทศไทย กลับเป็น “ผู้เล่นชายขอบ” ในสนามระดับโลกที่ชื่อว่าขบวนการโอลิมปิก และนี่คือกุญแจที่เชื่อมสองคำถามในบทความนี้เข้าด้วยกัน แต่ความเป็นผู้เล่นชายขอบของมวยไทย เองทำให้รัฐบาลก็ต้องสนับสนุน อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปดูแลสหพันธ์อย่างต่อเนื่องหลายปี จนเกิดคำถามที่ว่า มันจะไปได้หรอ หรือ กลายเป็น มหกรรมปาหี่ ระดับนานาชาติ

ในเวทีโลก มวยไทยเผชิญกับ “เจ้าของสนาม” รายอื่นที่ถือทุนมากกว่า มวยสากลสมัครเล่น ยูโด เทควันโด และมวยปล้ำ ล้วนเป็นกีฬาต่อสู้ที่อยู่ในโปรแกรมโอลิมปิกมาก่อน สะสม path dependency ในระดับโลกมานานหลายทศวรรษ พวกเขาครองพื้นที่ “โควตากีฬาต่อสู้” ในโอลิมปิกไว้เกือบเต็ม และมีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างเดียวกันกับมวยไทยในไทย  คือปกป้องเขตแดนไม่ให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาแบ่งพื้นที่

น่าสนใจที่เอกสารในกระบวนการขอรับรอง MMA ระดับโลกเคยระบุว่า ยูโด มวยไทย และมวยปล้ำ ต่างคัดค้านการยื่นขอสถานะของสหพันธ์ MMA นานาชาติ กล่าวคือ มวยไทยที่รู้สึกว่าถูกกดในสนามโลก ก็ทำหน้าที่ “กด” ผู้เล่นที่ใหม่กว่าในสนามเดียวกันด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประณาม แต่เป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบว่ากลไกการป้องกันเขตแดนทำงานเหมือนกันทุกระดับชั้น  คนที่เคยเจ็บจากการถูกกด เมื่อมีสนามของตัวเอง ก็ทำสิ่งเดียวกันโดยไม่รู้ตัว วงจรนี้เองที่ต้องถูกตั้งคำถาม รวมทั้ง วงจรนี้ในระดับ IOC เองก็ควรต้องถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกัน ว่าเป็นการกีดกัน หรือ การพัฒนา ตามปรัชญาโอลิมปิค ของบารอน ปิแอร์เดอคูเบอร์แตง ถ้า IOC ยังสร้างปัญหาแบบนี้เสียเอง การเมือง กับ การกีฬา ก็คงไม่ต่างอะไรกัน การสอนปรัชญาโอลิมปิค ก็แค่คำพูดสวยหรู ในขณะที่ เมมเบอร์ ไอโอซี ซัดกันนัว ทั้งระดับ IOC,OCA และ NOC

ไขปมค้างคาใจ: ทำไมมวยไทยยังไม่ถึงโอลิมปิกเสียที

คำถามนี้มักถูกตอบผิดในวงสนทนาสาธารณะไทย เพราะคนจำนวนมากสับสนระหว่างคำสองคำที่มีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง — “การรับรอง” (recognition) กับ “การบรรจุ” (inclusion)

ข้อเท็จจริงคือ มวยไทยผ่านด่านการรับรองไปแล้ว สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (IFMA) ได้รับการรับรองชั่วคราวจาก IOC ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2016 และได้รับ การรับรองอย่างสมบูรณ์ (full recognition) ในการประชุม IOC สมัยที่ 138 ที่โตเกียว เมื่อกลางปี ค.ศ. 2021 พร้อมกับคิกบ็อกซิ่งและซัมโบ้ นี่เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และเป็นผลของความพยายามหลายทศวรรษ

แต่นี่คือความจริงที่เจ็บปวด: การรับรองไม่ได้แปลว่าได้แข่ง การรับรองเพียงยืนยันว่า IFMA เป็นองค์กรปกครองกีฬาที่ชอบธรรม ผ่านมาตรฐานกฎบัตรโอลิมปิก มีระบบต้านสารต้องห้ามที่สอดคล้องกับ WADA มีความเสมอภาคทางเพศ และมีการกระจายตัวทั่วโลกเพียงพอ การรับรองเป็นเพียง “ใบเบิกทาง” ให้มี สิทธิ์ยื่นขอ บรรจุในการแข่งขันเท่านั้น

ด่านที่มวยไทยยังผ่านไม่ได้คือด่านการบรรจุ และด่านนี้อยู่ใต้ตรรกะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สำหรับโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส เจ้าภาพมีสิทธิ์เสนอกีฬาเพิ่มเติมนอกเหนือจากกีฬาแกน และในรอบนั้น IOC เลือกบรรจุเบสบอล/ซอฟต์บอล คริกเก็ต แฟลกฟุตบอล ลาครอส และสควอช — โดยมวยไทยและคิกบ็อกซิ่งตกรอบคัดเลือกทั้งที่เข้าไปถึงกลุ่มที่พิจารณาใกล้ชิด

เหตุผลเชิงโครงสร้างที่มวยไทยยังไปไม่ถึง มีอย่างน้อยห้าชั้น:

ชั้นที่หนึ่ง  เพดานโควตากีฬาต่อสู้เต็ม โปรแกรมโอลิมปิกถูกจำกัดจำนวนนักกีฬารวม (athlete quota) อย่างเข้มงวด และพื้นที่สำหรับ “กีฬาต่อสู้” ถูกจับจองโดยมวยสากลมัครเล่น ยูโด เทควันโด และมวยปล้ำไปเกือบหมดแล้ว การเพิ่มมวยไทยหมายถึงต้องมีใครสักคนเสียพื้นที่ ซึ่งไม่มีใครยอม

ชั้นที่สอง  ตรรกะเจ้าภาพ ไม่ใช่ตรรกะคุณค่าสากล ตั้งแต่การปฏิรูป Olympic Agenda 2020 การบรรจุกีฬาเพิ่มขึ้นอยู่กับ “ความเกี่ยวข้องกับตลาดเจ้าภาพ” เป็นสำคัญ กีฬาที่ได้บรรจุใน LA 2028 ล้วนเป็นกีฬาที่มีฐานผู้ชมมหาศาลในสหรัฐฯ (เบสบอล แฟลกฟุตบอล ลาครอส) มวยไทยแม้เติบโตในสหรัฐฯ แต่ยังไม่ถึงระดับที่เจ้าภาพจะเลือกเพื่อเรตติ้งภายในประเทศ

ชั้นที่สาม การเมืองของสหพันธ์และความซ้ำซ้อน IOC ระมัดระวังการบรรจุกีฬาที่มีข้อพิพาทเรื่ององค์กรปกครอง หรือที่ทับซ้อนกับกีฬาที่มีอยู่แล้ว มวยไทยในสายตาผู้กำหนดนโยบายบางส่วนถูกมองว่า “ใกล้เคียง” กับคิกบ็อกซิ่งและกีฬาสไตรก์กิ้งอื่น ทำให้ต้องแข่งขันกันเองเพื่อพื้นที่เดียว

ชั้นที่สี่  การพึ่งพารัฐและการเมืองภายใน การผลักดันมวยไทยสู่โอลิมปิกในฝั่งไทยผูกโยงกับบุคคลและโครงสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างแนบแน่น เมื่อผู้อุปถัมภ์เปลี่ยน ทิศทางและแรงส่งก็เปลี่ยน ความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์จึงเปราะบางกว่าที่ควร นี่คือปัญหา principal-agent แบบคลาสสิก ที่ผลประโยชน์ของผู้ผลักดันระยะสั้นไม่จำเป็นต้องตรงกับผลประโยชน์ระยะยาวของกีฬา

ชั้นที่ห้า  กับดักของความเป็นเจ้าของ ความย้อนแย้งที่ลึกที่สุดคือ ยิ่งมวยไทยผูกอัตลักษณ์กับ “ความเป็นไทย” แน่นเท่าไร ยิ่งขายความเป็นสากลได้ยากเท่านั้น โอลิมปิกต้องการกีฬาที่ “เป็นของทุกคน” ไม่ใช่ “เป็นของชาติใดชาติหนึ่ง” การที่มวยไทยเป็นสมบัติของไทยอย่างเข้มข้น กลายเป็นทั้งจุดแข็งในการสร้างแบรนด์ และจุดอ่อนในการอ้างความเป็นสากล นี่คือ paradox ที่ยูโด (ญี่ปุ่น) และเทควันโด (เกาหลี) เคยฝ่าข้ามมาได้ด้วยการยอม “สละความเป็นเจ้าของบางส่วน” ให้กลายเป็นกีฬาโลกอย่างแท้จริง  และนี่คือบทเรียนที่มวยไทยยังลังเลจะเรียนรู้

Isomorphism: เมื่อทุกคนถูกบังคับให้เดินทางเดียวกัน

มีคำถามที่แหลมคมกว่านั้นซ่อนอยู่ นั่นคือ  ทำไมทั้ง MMA และมวยไทยจึงต้องวิ่งเข้าหา “การรับรองแบบโอลิมปิก” เหมือนกันหมด ทั้งที่ทั้งสองเติบโตมาจากระบบตลาดและวัฒนธรรมที่ต่างจากตรรกะโอลิมปิกโดยสิ้นเชิง

ทฤษฎีสถาบันเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า institutional isomorphism (DiMaggio & Powell)  แรงกดดันที่ทำให้องค์กรในสนามเดียวกันมีรูปแบบเหมือนกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในกีฬาไทย “ความชอบธรรม” ถูกนิยามผูกขาดไว้ที่เส้นทางเดียว คือเส้นทางโอลิมปิก-มหกรรมกีฬา-เหรียญรางวัล-งบรัฐ กีฬาใดที่อยากได้ทรัพยากรและการยอมรับ จำต้องแปลงร่างตัวเองให้เข้าพิมพ์นี้ ไม่ว่าธรรมชาติดั้งเดิมจะเป็นอย่างไร

ผลคือความหลากหลายถูกบีบให้แคบลง MMA ที่ควรเติบโตในแบบของ MMA ต้องมาไล่ตามเกมโอลิมปิก มวยไทยที่มีระบบเวทีอาชีพอันทรงพลังของตัวเองมากว่าร้อยปี ก็ต้องมาสร้าง “มวยไทยสมัครเล่นแบบใส่เกราะ” เพื่อให้เข้าเกณฑ์ IOC จนบางครั้งสูญเสียแก่นของตัวเอง คำถามเชิงวิพากษ์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมเราไม่ได้ไปโอลิมปิก” แต่คือ “ทำไมเราถึงยอมให้โอลิมปิกเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของเราแต่เพียงผู้เดียว”

ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือคำถามที่ควรจะถามอย่างจริงจัง และคำตอบเชิงสังคมวิทยานั้นไม่ปลอบใจนัก หากโครงสร้าง “ผลรวมศูนย์” และ “ความชอบธรรมเส้นทางเดียว” ยังคงอยู่โดยไม่มีการปฏิรูป ภาพที่น่าจะเกิดขึ้นมีดังนี้

สำหรับ MMA ไทย จะเกิดสภาพ “แข็งแรงในตลาด อ่อนแอในระบบ” ต่อไปเรื่อยๆ  คือมีนักกีฬาเก่ง มีผู้ชมมหาศาล มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไร้ที่ยืนในโครงสร้างกีฬาชาติ ไร้งบพัฒนาเยาวชนอย่างเป็นระบบ ไร้เส้นทางอาชีพที่ชัดเจนสำหรับนักกีฬาที่ไม่ได้ดังระดับซูเปอร์สตาร์ ทาเลนต์รุ่นใหม่จะไหลออกไปหาโครงสร้างที่รองรับได้ดีกว่า หรือเลิกไปเลย และที่เจ็บที่สุดคือ ไทยจะเสียโอกาสในการเป็น “ศูนย์กลางกีฬาต่อสู้ของโลก” ทั้งที่มีต้นทุนพร้อมที่สุด ให้กับประเทศที่กล้าปฏิรูปโครงสร้างก่อน

สำหรับมวยไทย ความเสี่ยงคือการติดอยู่ในสถานะ “ได้รับการรับรองแต่ไม่ได้แข่ง” อย่างไม่มีกำหนด ทุกๆ รอบโอลิมปิกจะกลายเป็นวงจรของความหวัง-ความผิดหวังซ้ำๆ แต่คนผลักดันอาจจะชอบก็ได้ ได้ถลุงงบประมาณรัฐทุกรอบ ที่มีการบิดดิ้ง ขณะที่คู่แข่งในสนามโลกขยับตัวช้าแต่มั่นคง หากยังผลักดันด้วยตรรกะการเมืองระยะสั้นและการพึ่งพาบุคคล แทนที่จะสร้างสถาบันที่ยั่งยืน แรงส่งจะสลายทุกครั้งที่ผู้อุปถัมภ์เปลี่ยนมือ และที่ลึกกว่านั้น  การไล่ตามโอลิมปิกโดยไม่ระวัง อาจทำให้มวยไทยสูญเสียแก่นวัฒนธรรมที่เป็นทุนแท้จริงของตัวเอง แลกกับตั๋วที่ไม่มีวันได้ใช้

สำหรับระบบกีฬาไทยโดยรวม การรักษาเกมผลรวมศูนย์ไว้ หมายถึงการที่ทุกกีฬาใช้พลังงานไปกับการแย่งชิงกันเอง แทนที่จะขยายขนาดของเค้กทั้งก้อน ประเทศที่กีฬาต่อสู้ทะเลาะกันเองย่อมอ่อนแอกว่าประเทศที่กีฬาต่อสู้ผนึกกำลังกันในเวทีโลก และในเกมภูมิรัฐศาสตร์กีฬา ความแตกแยกภายในคือของขวัญที่มอบให้คู่แข่งฟรีๆ

ทางออก: จากเกมแย่งชิง สู่การขยายสนาม

การวิพากษ์ที่ไม่เสนอทางออกคือการบ่นที่ประณีต บทความนี้จึงขอเสนอกรอบคิดเพื่อเปลี่ยนเกม

หนึ่ง  เปลี่ยนจากผลรวมศูนย์ เป็นผลรวมบวก หัวใจของปัญหาคือโครงสร้างทรัพยากรที่บังคับให้แย่งกัน หากออกแบบกลไกจัดสรรใหม่ที่ให้รางวัลกับ “การเติบโตของระบบนิเวศกีฬาต่อสู้โดยรวม” ไม่ใช่แค่เหรียญของกีฬาใดกีฬาหนึ่ง แรงจูงใจในการกดหัวกันจะลดลงทันที ตัวอย่างเช่น การมองกีฬาต่อสู้ทั้งหมด (มวยไทย มวยสากล MMA คิกบ็อกซิ่ง ยูโด ฯลฯ) เป็น “คลัสเตอร์” ที่แชร์โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์การกีฬา และเส้นทางพัฒนาเยาวชนร่วมกัน แทนที่จะเป็นไซโลที่แข่งกัน

สอง  ปลดล็อกความชอบธรรมจากเส้นทางเดียว ไทยควรกล้ายอมรับว่า “คุณค่าของกีฬา” วัดได้หลายทาง ไม่ใช่แค่เหรียญโอลิมปิก ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซอฟต์พาวเวอร์ การจ้างงาน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเยาวชน หากระบบให้ค่ากับทุนเหล่านี้ด้วย MMA และมวยไทยอาชีพจะมีที่ยืนโดยไม่ต้องบิดตัวเองให้เข้าพิมพ์โอลิมปิกเสมอไป

สาม  สร้างสถาบัน ไม่ใช่พึ่งบุคคล ทั้งการผลักดันมวยไทยสู่โอลิมปิก และการยกระดับ MMA ต้องวางบนฐานองค์กรที่มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ มีฐานข้อมูล มีแผนระยะยาว 8–12 ปี ที่ไม่สั่นคลอนตามการเปลี่ยนผู้มีอำนาจ นี่คือบทเรียนจากยูโดและเทควันโดที่ใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างสถาบันจนแข็งแรงพอจะยืนได้เองในเวทีโลก

สี่  สำหรับมวยไทยโดยเฉพาะ: กล้าสละความเป็นเจ้าของบางส่วน การจะเป็นกีฬาโลกอย่างแท้จริง มวยไทยต้องยอมให้ชาติอื่นเป็นเจ้าของร่วม ยอมให้แชมป์โลกเป็นคนชาติอื่นได้อย่างสง่างาม ยอมลงทุนพัฒนามวยไทยในประเทศที่ไม่มีรากวัฒนธรรมนี้ ความเป็นสากลไม่ได้ทำให้ความเป็นไทยจางลง แต่ทำให้ทุนทางวัฒนธรรมไทยแผ่ขยายไปทั่วโลก  ซึ่งคือนิยามที่แท้จริงของซอฟต์พาวเวอร์

บทสรุป บ้านที่ใหญ่พอสำหรับทุกคน

ความรู้สึกว่า “พวกเขาไม่อยากให้เราโต” นั้นจริง และมีคำอธิบายเชิงโครงสร้างรองรับ แต่บทเรียนที่ลึกที่สุดของบทวิพากษ์นี้คือ ผู้ที่กดเรา ก็เคยถูกกดในสนามที่ใหญ่กว่า คงจะมีประสบการณ์หรือปมในใจ และหากเราไม่เข้าใจกลไกนี้ วันหนึ่งเมื่อเรามีสนามของตัวเอง เราก็จะทำสิ่งเดียวกันกับผู้เล่นที่ใหม่กว่าโดยไม่รู้ตัว

วงจรการกดหัวกันเพื่อความอยู่รอดจะไม่จบ ตราบใดที่เรายังเชื่อว่าสนามมีขนาดตายตัว ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การชนะเกมแย่งชิง แต่คือการเปลี่ยนเกม  จากการต่อสู้เพื่อแบ่งเค้กก้อนเดิม สู่การร่วมกันอบเค้กก้อนที่ใหญ่ขึ้น

มวยไทยไม่จำเป็นต้องเล็กลงเพื่อให้ MMA โต และ MMA ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธมวยไทยเพื่อยืนยันตัวตน ดินแดนที่ให้กำเนิดศิลปะการต่อสู้อันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ควรมีวุฒิภาวะพอที่จะเป็นบ้านของกีฬาต่อสู้ทุกแขนง ไม่ใช่ป้อมปราการที่หวงแหนพื้นที่จนลืมไปว่า  สิ่งที่ทำให้เราเป็นเมืองหลวงของกีฬาต่อสู้โลกได้ ไม่ใช่การผูกขาด แต่คือความกว้างขวางที่จะโอบรับ

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “ทำไมมวยไทยยังไม่ได้ไปโอลิมปิก” หรือ “ทำไม MMA ถึงโตไม่ได้” แต่คือคำถามที่ยากกว่านั้น  เรากล้าพอไหมที่จะสร้างบ้านที่ใหญ่พอสำหรับทุกคน แทนที่จะแย่งกันครองบ้านหลังเล็กที่กำลังคับแคบลงทุกวัน และนี่คือสิ่งที่พวกผมย้ำมาตลอดคือการที่ประเทศไทยเป็น Hub สำหรับกีฬาต่อสู้ของโลก พวกผมก้าวข้ามมานานแล้ว คุณหละก้าวพ้นแล้วหรือยัง

บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ มุ่งเสนอกรอบความเข้าใจเชิงโครงสร้าง มิได้มุ่งกล่าวหาบุคคลหรือองค์กรใดเป็นการเฉพาะ

sirichet.com

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน Google Scholar · About

Leave a Comment