มวยสากลอาชีพสหรัฐอเมริกา vs. มวยสากลอาชีพ–มวยไทยในประเทศไทย และเส้นทางสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมหมัดมวยของไทย
หากพูดถึงกีฬาหมัดมวยในเวทีโลก สหรัฐอเมริกาคือศูนย์กลางทางการเงินและการตลาดของมวยสากล อาชีพมาตลอดศตวรรษที่ 20 มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้เขียนเคยเข้าไปคลุกคลีอยู่ในวงการมวยสากลอาชีพของประเทศไทย รวมทั้งได้ร่วมงานกับองค์กรระดับโลกทางด้านศิลปะการต่อสู้ ก็พอที่จะได้ซึมซับแนวคิดต่างๆในการบริหารจัดการศิลปะการต่อสู้ได้ระดับนึง รวมทั้งได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของมวยสากลอาชีพ สมัยที่เคยช่วยงาน โปรโมเตอร์ จิมมี่ (ดร.เอกรัตน์ ชัยโชติช่วง) เกียรติกรีรินทร์ โปรโมชั่น ณ ตอนนั้น โปรคนแรกของประเทศไทย ที่กล้างจ่ายค่าตัวนักกีฬามวยสากลอาชีพ ระดับสิบล้าน ในขณะที่ประเทศไทยคือเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมอย่างมวยไทย และเคยเป็นชาติมหาอำนาจของมวยสากลอาชีพในเอเชีย ด้วยจำนวนแชมป์โลกสะสมถึง 49 คน อย่างไรก็ตาม ภาพปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปอย่างมาก ฝั่งสหรัฐฯ กำลังถูก “Disrupt” ด้วยทุนซาอุดีอาระเบียและแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลกอย่าง Netflix ขณะที่ฝั่งไทย มวยสากลอาชีพเข้าสู่ภาวะ “ไร้แชมป์โลกในสถาบันหลัก” เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ หลังน็อคเอาท์ ซีพีเฟรชมาร์ท เสียเข็มขัด WBA Super ให้ออสการ์ คอลลาโซ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ส่งผลให้ทำเนียบแชมป์โลกชาวไทยหยุดอยู่ที่ตัวเลข 49 คน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ขณะเดียวกัน “มวยไทย” กลับเฟื่องฟูในฐานะ Soft Power ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลักหมื่นล้านบาทต่อปี กรณีศึกษานี้จึงเป็นการมองสองอุตสาหกรรม ในสองทิศทาง และตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะนำบทเรียนจากทั้งสองด้านมาสร้างมูลค่าให้กับ “อุตสาหกรรมหมัดมวย” ของตนเองได้อย่างไร
อุตสาหกรรมมวยสากลอาชีพในสหรัฐอเมริกา จากระบบ Pay-Per-View สู่ Streaming-Scale Economics
ตลาดมวยสากลทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 7.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 13.82 พันล้านดอลลาร์ในปี 2576 ที่ CAGR 7.5% โดยตลาดสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งสำคัญ ทั้งในส่วนของ gym/club industry (มูลค่าประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568) และอุปกรณ์กีฬาในอเมริกาเหนือซึ่งมีมูลค่ารวมราว 811 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 โดยสหรัฐฯ ครองสัดส่วนถึง 73.05%
โครงสร้างอุตสาหกรรมมวยสากลอาชีพในสหรัฐฯ ตั้งอยู่บน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain ในแนวคิดของ Michael Porter) ที่ประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ โปรโมเตอร์ (Top Rank, PBC, Matchroom, Golden Boy), สถานีโทรทัศน์ระดับพรีเมียม (HBO ในอดีต, Showtime, ESPN, DAZN), ผู้จัดการ/พี่เลี้ยง และเครือข่าย Pay-Per-View ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน “ไฟต์” ให้กลายเป็น “อีเวนต์ระดับโลก”
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง: ทุนซาอุดีอาระเบียและการมาของ Netflix
สองเหตุการณ์ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของอุตสาหกรรมนี้อย่างถาวร
ประการแรกคือบทบาทของ Turki Alalshikh ประธาน General Entertainment Authority (GEA) ของซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้ Riyadh Season เป็นแพลตฟอร์มในการดึง “ไฟต์ที่เคยจัดไม่ได้” ให้เกิดขึ้น เช่น Tyson Fury vs. Oleksandr Usyk ที่มีค่าตัวรวมสูงถึง 190 ล้านดอลลาร์ในไฟต์รีแมตช์เดือนธันวาคม 2567 ในปี 2568 ทุนซาอุฯ ยังขยายเข้าสู่การร่วมทุนกับ TKO Group Holdings (Dana White UFC, WWE) และ Sela เพื่อตั้งโปรโมชันมวยใหม่มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ และก่อนหน้านั้น Alalshikh ยังซื้อนิตยสาร The Ring ในราคาประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อควบคุม “ระบบนิเวศของชื่อเสียง” (reputational ecosystem) ของวงการ
ประการที่สองคือการที่ Netflix ใช้ “มวย” เป็นหัวหอกของกลยุทธ์ Live Sports โดยไฟต์ Crawford vs. Canelo Álvarez ดึงผู้ชมพร้อมกันกว่า 41 ล้านคน และไฟต์ Katie Taylor vs. Amanda Serrano ในเดือนพฤศจิกายน 2567 กลายเป็นการแข่งขันกีฬาอาชีพหญิงที่มีผู้ชมสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Streaming-Scale Economics” โมเดลที่เปลี่ยนการเก็บเงินผู้ชมแบบเดี่ยว (PPV) ไปสู่การกระจายต้นทุนสร้างคอนเทนต์ลงในฐานสมาชิกกว่า 260 ล้านครัวเรือนทั่วโลก
ทฤษฎีที่เชื่อมโยงกัน : Service-Dominant Logic และ Sport Value Framework
เหตุการณ์เหล่านี้สามารถอธิบายผ่าน Sport Value Framework (SVF) ของ Woratschek, Horbel และ Popp ซึ่งสร้างต่อยอดจากแนวคิด Service-Dominant Logic (SDL) ของ Vargo และ Lusch โดย SVF มองว่า “มูลค่า” ในกีฬาไม่ได้ถูกสร้างจากผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจาก “การร่วมสร้างคุณค่า” (value co-creation) ระหว่างเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักมวย โปรโมเตอร์ ผู้สนับสนุน แพลตฟอร์มสื่อ แฟน และแม้กระทั่งรัฐผู้ให้ทุน ในกรณีของสหรัฐฯ–ซาอุฯ–Netflix การที่ทุนรัฐ ทุนแพลตฟอร์มสตรีมมิง และ IP ของนักมวยมาบรรจบกัน สะท้อนถึง “network-with-network model” ที่ SVF อธิบายว่า เป็นรูปแบบการสร้างมูลค่าที่ผู้ให้บริการกลางและผู้รับประโยชน์กลางต้องสานเครือข่ายร่วมกับนักกีฬา เพื่อบูรณาการทรัพยากร (resource integration) งานวิจัยล่าสุด เช่น Anagnostopoulos และคณะ (2021) ใน European Sport Management Quarterly ยังขยายแนวคิดนี้ไปสู่ “shared value creation in major sport event ecosystem” โดยชี้ว่าผู้สนับสนุนและเจ้าภาพไม่ได้แค่ “จ่าย” และ “ได้รับ” แต่ร่วมออกแบบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้ทุกฝ่าย
อีกหนึ่งทฤษฎีที่อธิบายกรณีอเมริกาได้ดีคือ ตรรกกะของระบบนิเวศน์ทางการกีฬา Sport Ecosystem Logic (2022) ซึ่งมองว่าอุตสาหกรรมกีฬาคือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักกีฬา สโมสร เอเจนต์ สื่อ ผู้สนับสนุน แพลตฟอร์มเดิมพัน และองค์กรกำกับ การที่นักมวยอเมริกันรุ่นใหม่ทำรายได้จาก NIL (Name, Image, Likeness) และจากการเป็น “Content Creator” ของตัวเอง คือผลพวงของระบบนิเวศที่อนุญาตให้ “Athlete Branding” กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จำหน่ายได้ โดย Global Athlete Representation Market มีมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคาดจะแตะ 3.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2576
อุตสาหกรรมหมัดมวยในประเทศไทย สองภาพที่สวนทางกัน คนนึงกำลังรุ่ง อีกคนนึงกำลังร่วง
สภาวะถดถอยของมวยสากลอาชีพไทย
ในขณะที่ตลาดโลกเติบโต มวยสากลอาชีพไทยกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤต ทำเนียบแชมป์โลกชาวไทยหยุดที่ 49 คนตั้งแต่ปี 2563 และในเดือนพฤศจิกายน 2567 ไทยสูญเสียแชมป์โลกในสถาบันหลัก (WBA, WBC, IBF, WBO) คนสุดท้าย ทำให้จำนวนแชมป์โลกในสถาบันหลักเหลือศูนย์ ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังประกอบด้วยอย่างน้อยสี่ประการ
ประการแรก โปรโมเตอร์ในประเทศประสบปัญหาขาดทุนจากยอดจำหน่ายตั๋ว ทำให้ระบบ “เพาะตัว” นักมวยอาชีพรุ่นใหม่ขาดเงินทุนหมุนเวียน ค่าตัวนักมวยขึ้นชกในไทยอยู่ในกรอบ 200,000–250,000 บาทต่อไฟต์สำหรับนักมวยที่มีชื่อ ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สอง การเชื่อมต่อนักมวยจาก “มวยสมัครเล่น” สู่ “มวยอาชีพ” มีอุปสรรค เนื่องจากโปรโมเตอร์ดึงตัวนักมวยจากสมาคมได้ยาก จึงต้องไปนำนักมวยไทยมาปรับสไตล์เป็นมวยสากล ซึ่งใช้เวลานาน ประการที่สาม “การไหลออกของทรัพยากรมนุษย์” ไปยังกีฬามวยแบบ 3 ยกและ MMA ที่จัดโดยโปรโมเตอร์ต่างชาติด้วยค่าตัวที่สูงกว่าหลายเท่า และประการสุดท้าย ตลาดมวยไทยที่ดูมีอนาคตและทำเงินได้ดีกว่า ดึงให้นักมวยรุ่นใหม่หันเหไปยังเส้นทางมวยไทยตั้งแต่เริ่มฝึก
มวยไทย: ดาวรุ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรร Creative Economy
ตรงข้ามกับมวยสากลอาชีพ “มวยไทย” กลับกลายเป็นหนึ่งในหัวหอกของยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ โดยถูกบรรจุเป็น “F” หนึ่งในห้าของกรอบ 5F ของรัฐบาล (Food, Film, Fashion, Fighting, Festival) โครงการ MUAYTHAI Soft Power ปีงบประมาณ 2567 ได้รับงบประมาณ 275.65 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ประเทศประมาณ 2,234 ล้านบาท ในขณะที่กีฬาโดยรวมในปี 2568 ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 40,000 ล้านบาท
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “การจับมือระหว่างทุนเอกชนกับวัฒนธรรมท้องถิ่น” คือ ONE Championship ซึ่งตามรายงานของ Nielsen เดือนเมษายน 2568 สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยปีละ 470 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมภาคค้าปลีก–สันทนาการ (105 ล้านดอลลาร์/ปี), โรงแรม (54 ล้านดอลลาร์/ปี) และอาหารและเครื่องดื่ม (38 ล้านดอลลาร์/ปี) โดย ONE Friday Fights ที่จัดทุกสัปดาห์ที่สนามมวยลุมพินีสร้างมูลค่าเฉลี่ยกว่า 7 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และอีเวนต์ใหญ่ของ ONE สร้างมูลค่าเกือบ 21 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ที่น่าสนใจคือ 82% ของผู้ชมต่างชาติเดินทางมาประเทศไทย “เพื่อ” มาดูอีเวนต์เหล่านี้โดยตรง และ 65% เดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นนอกกรุงเทพฯ
ความสำเร็จนี้เกิดบนเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ การปฏิรูปสนามมวยลุมพินีในปี 2564–2565 ที่อนุญาตให้นักมวยหญิงขึ้นชก เปิดทางให้ MMA และ “แบนการพนัน” เพื่อดึงผู้ชมที่ไม่ใช่นักพนันให้กลับเข้าสนาม การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้สถาบันเก่าแก่กลายเป็นแพลตฟอร์มถ่ายทอดสดระดับโลกผ่านความร่วมมือกับ ONE Championship
ทำไมมวยไทยเติบโตได้ ขณะมวยสากลอาชีพไทยถดถอย
หากใช้ Sport Value Framework วิเคราะห์ จะเห็นว่า “มวยไทย” มีระบบนิเวศที่หลากหลายและเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (multi-actor resource integration) ค่ายมวย, สนาม, โปรโมเตอร์ระดับโลก (ONE), การท่องเที่ยว, ยิมในต่างประเทศ, อุปกรณ์กีฬา และโรงเรียนสอนชาวต่างชาติ ทั้งหมดร่วมสร้างคุณค่าให้นักท่องเที่ยวและแฟนกีฬาในเวลาเดียวกัน ขณะที่มวยสากลอาชีพไทยขาด “การบูรณาการทรัพยากร” ในระดับเดียวกัน เพราะยังพึ่งพาโมเดลโปรโมเตอร์เดี่ยว–รายการเดียว–สปอนเซอร์เดียว ในรูปแบบ dyadic relationship ที่ SVF ระบุว่าไม่เพียงพอต่อการสร้างมูลค่าในยุคปัจจุบัน
แนวคิดสำคัญที่ไม่แพ้กันคือ Creating Shared Value (CSV) ของ Porter และ Kramer ที่ถูกประยุกต์เข้ากับวงการกีฬาในงานวิจัย 2564 ของ Anagnostopoulos และคณะ ซึ่งชี้ว่าผู้สนับสนุนและเจ้าภาพต้องร่วมออกแบบประสบการณ์ที่สร้าง “คุณค่าร่วม” ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กรณี ONE Championship × ลุมพินี คือตัวอย่างของ CSV ที่ ONE ได้คอนเทนต์ระดับโลก ไทยได้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว และนักมวยได้เวทีที่กว้างขึ้น ขณะที่กรณีมวยสากลอาชีพไทย ยังขาดผู้เล่นกลางที่ทำหน้าที่ “เชื่อม” ระหว่างทุน เนื้อหา และโครงสร้างพื้นฐาน
สร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมหมัดมวยของไทยอย่างไร
จากการเปรียบเทียบสองอุตสาหกรรม สามารถสกัดข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ออกได้เป็น 6 ข้อ
- การสร้าง “Anchor Investor” หรือผู้ลงทุนหลักที่มีกระเป๋าลึกพอจะอุดหนุนการสร้างซูเปอร์สตาร์รุ่นใหม่ บทเรียนจากซาอุดีอาระเบียในมวยสากลอาชีพ และจาก ONE Championship พี่ชาตรี ในมวยไทย ชี้ตรงกันว่ากีฬาที่ต้องสร้าง “นักมวยที่โลกรู้จัก” ต้องการเงินก้อนยาวที่ยอมขาดทุนช่วงเปิดตลาด แต่ในบริบทไทย Anchor Investor ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนความมั่งคั่ง อาจเป็นแค่บริษัทขนาดใหญ่อย่าง CP, SCG, Singha หรือ Thai Beverage ที่ร่วมลงทุนระยะยาวกับ Sports Authority of Thailand และ National Sports Development Fund ในรูปแบบ Public-Private Partnership : PPP
- การปฏิรูป “ห่วงโซ่คุณค่า” ของมวยสากลอาชีพไทยตามกรอบ Porter เริ่มจาก inbound logistics (ระบบเฟ้นหานักมวยจากสมัครเล่น), operations (การฝึกซ้อมและจัดการแข่งขัน), outbound logistics (การส่งนักมวยขึ้นสู่เวทีโลก), marketing & sales (การเล่าเรื่องและขายอีเวนต์) และ service (การดูแลนักมวยหลังเลิกชก) ปัญหาปัจจุบันคือ “รอยต่อ” ระหว่างสมาคมสมัครเล่นและโปรโมเตอร์อาชีพ ต้องมีระบบ Memorandum of Understanding ที่ชัดเจน รวมถึงการตั้งกองทุนชดเชยให้สมาคมเมื่อมีการดึงตัวนักมวยไปสู่ระบบอาชีพ ถ้าไม่มีใครทำ ต่อไป TAMMA อาจจะทำเองก็ได้นะครับ
- การสร้าง “Streaming-First Promotion” สำหรับมวยสากลอาชีพไทย โดยเรียนรู้จาก Netflix ในเรื่องการแพ็กเกจไฟต์เป็น “Global Entertainment Franchise” ปัจจุบันแฟนมวยไทยส่วนใหญ่ดูผ่าน YouTube และ Facebook โดยไม่มีรายได้จากการสมัครสมาชิก หาก SAT, ช่อง 7HD, ONE31 หรือ True ID จับมือกันสร้างแพลตฟอร์ม OTT มวยไทย-มวยสากลอาชีพแบบ paywall-light (ค่าสมัครต่ำแต่ฐานกว้าง) ก็จะสร้างฐานรายได้ recurring revenue ที่อุตสาหกรรมขาดมาตลอด
- การลงทุนใน Athlete Branding และ Athlete IP โดยตรง ตลาดการเป็นตัวแทนนักกีฬาโลกมีมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 ขณะที่นักมวยไทยส่วนใหญ่ยังขายค่าตัวต่อไฟต์ ไม่ใช่ “เรื่องราว” (narrative) และ “บุคลิก” (persona) ของตนเอง ที่ทำเงินได้ระยะยาวกว่า การตั้งหลักสูตร Athlete-as-Brand สำหรับนักมวยและทีมโค้ช พร้อมระบบเอเจนต์มืออาชีพระดับสากล จะช่วยเปลี่ยนนักมวยทั่วไป ให้กลายเป็น ซุปตาร์ ที่เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ขายได้ทั้งสปอนเซอร์ คอนเทนต์ และ merchandise
- การใช้ “5F Soft Power” เป็นกาวเชื่อมข้ามอุตสาหกรรม เช่น ผลิต Netflix Original Documentary เกี่ยวกับนักมวยไทยรุ่นใหม่ (เชื่อม Fighting × Film), จัด Festival มวยไทย-อาหารไทย-แฟชั่นไทยในต่างประเทศ (Fighting × Food × Fashion × Festival), และจดทะเบียน Geographical Indication ของ “มวยไทย” ในประเทศเป้าหมาย เช่นเดียวกับที่ข้าวหอมมะลิทำมาแล้ว แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ Brand Finance Global Soft Power Index 2568 ที่ไทยเลื่อนอันดับขึ้นมาที่ 39 จาก 100 ประเทศ
- การวางตำแหน่งให้มวยสากลอาชีพไทยให้เป็น “Feeder System” ของระบบโลก ผ่านการส่งนักมวยไปฝึกและขึ้นชกในเวทีระดับ Riyadh Season, MGM Las Vegas, Tokyo Dome และเวทีของ Top Rank/Matchroom พร้อมสร้างข้อตกลงระดับ G2G (Government-to-Government) เพื่อให้นักมวยไทยมีสิทธิ์ได้รับโควตาในไฟต์ระดับโลก เหมือนกับที่นักมวยฟิลิปปินส์ใช้ Manny Pacquiao เปิดประตูในยุค 2000–2010
จาก “Race to Zero” สู่ “Race to Co-Create”
ภาพปัจจุบันของอุตสาหกรรมหมัดมวยไทยคือสองภาพที่สวนทางกัน มวยสากลอาชีพไร้แชมป์โลกในสถาบันหลักเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ขณะที่มวยไทยกลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทผ่านการจับมือกับทุนเอกชนระดับโลก ความสวนทางนี้ไม่ใช่เพราะ “มวยสากลตายแล้ว” แต่เป็นเพราะระบบนิเวศของมวยสากลไทยยังไม่ได้ใช้กรอบ Service-Dominant Logic, Sport Value Framework, Sport Ecosystem Logic และ Creating Shared Value อย่างที่อุตสาหกรรมระดับโลกใช้
หากประเทศไทยมองสองอุตสาหกรรมนี้เป็น “ระบบนิเวศเดียวกัน” ที่สามารถหล่อเลี้ยงกันได้ มวยไทยเป็นต้นน้ำของวัฒนธรรมและทักษะ, มวยสากลอาชีพเป็นปลายน้ำของการแข่งขันระดับโลก, และทั้งสองใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิง, athlete branding, ทุน Anchor Investor และนโยบาย Soft Power 5F ร่วมกัน เราจะไม่ต้องเลือกระหว่าง “อนุรักษ์” กับ “ทำเงิน” แต่จะสร้าง การแข่งขันที่ร่วมกันสร้างสรรค์ ที่น่าจะเกิดภาพนี้ยากในประเทศไทย เพราะด้วยนิสัยคนไทยที่ไม่ชอบให้ใครมาใหญ่เกินเรา แต่ถ้าเราสามารถทำได้ จะเกิดประโยชน์ ทั้งนักมวย, โปรโมเตอร์, แพลตฟอร์ม, ทุน, รัฐ และแฟนกีฬาร่วมสร้างมูลค่าให้กันและกันได้พร้อมกัน และที่สำคัญคือ รัฐบาล การกีฬาแห่งประเทศไทย และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติไม่ต้องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพื่อจะผลักดันซอฟท์พาวเวอร์ มวยไทย ที่ดูเหมือนจะมาไกล แต่ไปไม่ถึงไหน
สิ่งที่เรายังขาดอยู่นั่นก็คือ ความสามัคคี และแนวคิดอย่างเป็นระบบ ในการมองวงการมวย เป็นระบบนิเวศน์ ที่ไม่ใช่ว่าเราจะทิ้งเงินไปเฉพาะบางจุดของระบบนิเวศน์เท่านั้น แต่มันคือ ต้องกระจายเงินออกไปให้ทั่วถึงทั้งระบบนิเวศน์ ของอุตสาหกรรมกีฬามวยต่างหาก…นี่คือหัวใจสำคัญ และคือคำตอบในการที่มีคนถามว่าถ้าจะพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬามวยของประเทศไทยต้องทำอย่างไร
และนี่คือทิศทางที่อุตสาหกรรมหมัดมวยของไทยควรไป ไม่ใช่เพื่อแข่งกับสหรัฐฯ หรือซาอุดีอาระเบีย แต่เพื่อรักษาตำแหน่ง “เจ้าของมรดกหมัดมวยของโลก” และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า
เอกสารอ้างอิง
- Anagnostopoulos, C., Gillooly, L., Cook, D., Parganas, P., & Chadwick, S. (2021). The creation of shared value in the major sport event ecosystem: understanding the role of sponsors and hosts. European Sport Management Quarterly.
- Woratschek, H., Horbel, C., & Popp, B. (2014). The sport value framework – a new fundamental logic for analyses in sport management. European Sport Management Quarterly. https://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/16184742.2013.865776
- Gammelsæter, H. (2021). Sport is not industry: bringing sport back to sport management. European Sport Management Quarterly, 21(2), 257–279. https://doi.org/10.1080/16184742.2020.1741013
- Thompson, A., Lachance, E. L., Parent, M. M., & Hoye, R. (2023). A systematic review of governance principles in sport. European Sport Management Quarterly, 23(6), 1863–1888. https://doi.org/10.1080/16184742.2022.2077795
- Toward a Sport Ecosystem Logic (2022). ResearchGate. https://www.researchgate.net/publication/358874513_Toward_a_Sport_Ecosystem_Logic
- Analysis of the Sport Ecosystem and Its Value Chain, What Lessons in an Uncertain World? (2023). Springer. https://link.springer.com/chapter/10.1007/978-981-19-7010-8_6
- Platform power, athlete branding, generative AI, and the future of sport governance—a systematic review (2025). Frontiers in Sports and Active Living. https://www.frontiersin.org/journals/sports-and-active-living/articles/10.3389/fspor.2025.1642180/full
- ONE Championship Drives US $470 Million Annual Economic Impact for Thailand (2025, Nielsen). Serrari Group. https://serrarigroup.com/one-championship-drives-us-470-million-annual-economic-impact-for-thailand/
- ONE Championship delivers $470 million annual economic boost to Thailand. The Nation Thailand. https://www.nationthailand.com/blogs/news/sport/40050237
- Muay Thai Set for Global Push with 275 Million Baht Budget in 2024. Khaosod English. https://www.khaosodenglish.com/life/2024/07/31/muay-thai-set-for-global-push-with-275-million-baht-budget-in-2024/