บทเรียนจากประธาน IOC สู่การออกแบบ Pathway Investment Model

บทเรียนจากแถลงการณ์ Kristy Coventry สู่การออกแบบ Pathway Investment Model ที่ผู้บริหารกีฬาไทยเขียนได้

ปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ประธาน IOC คนที่ 10 และคนแรกที่เป็นทั้งผู้หญิงและชาวแอฟริกัน Kirsty Coventry เผชิญ “moment” ที่นักการเมืองกีฬาทุกคนเกลียดที่สุด  คือการให้สัมภาษณ์ที่กลายเป็นไวรัล โดยที่สิ่งที่กลายเป็นไวรัลไม่ใช่ “นโยบาย” แต่เป็น “ประโยค” ที่หลุดออกมาจากปาก ในรายการของสำนักข่าว Sport Nation ที่นิวซีแลนด์ Coventry กล่าวว่า “I don’t believe in paying athletes” พร้อมเหตุผลส่วนตัวว่า “ฉันมาจากประเทศเล็ก มาจากกีฬาที่ไม่ได้จ่ายนักกีฬาดีนัก และฉันก็ยังคิดว่าเราไม่ควรจ่ายเงินให้นักกีฬาที่โอลิมปิกเกมส์”

ภายในสามวัน คำพูดนี้ระเบิดในโซเชียลมีเดียทั่วโลก นักกีฬาเหรียญทองออสเตรเลีย Leisel Jones ออกมาสวนทันทีว่า “ความรุ่งโรจน์มันจ่ายค่าผ่อนบ้านไม่ได้” และในที่สุด IOC ก็ต้องออกแถลงการณ์ “clarification” ผ่าน Athlete 365 ที่เราเห็นในภาพ  โดย Coventry ยอมรับว่า “เมื่อถูกถามต่อหน้ากล้อง ฉันไม่ได้พูดซ้ำคำว่า prize money  เป็นความผิดของฉัน บทเรียนที่ได้รับ”

แต่ในฐานะคนที่ทำงานในวงการกีฬา ผมคิดว่าถ้าเราอ่านแค่ข่าวว่า “ประธาน IOC ขอโทษ” เราจะพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดในเหตุการณ์นี้ไปทั้งหมด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของคำพูดผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารที่ไม่ดี และไม่ใช่เรื่องของ “lesson learnt” คนเดียว แต่นี่คือกระจกบานใหญ่ที่โลกกีฬาส่องเข้ามายังเรา และไทยมีโอกาสยืนตรงกระจกนี้แล้วถามคำถามที่ผู้บริหารระดับนโยบายของเราเลี่ยงมาตลอด 20 ปี หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ เชื่อเถอะ ก็ต้องมีเสียงบ่น เสียงด่าตามมาอย่างแน่นอน 555

คำพูดที่ “ไม่ได้พูด” และคำพูดที่พูดออกมา

ถ้าหากเราลองอ่านแถลงการณ์ของ Coventry อย่างละเอียดอีกครั้ง สิ่งที่เธอ “แก้ตัว” คือเธอ “ลืม” ใส่คำว่า “prize money” ระหว่างการให้สัมภาษณ์ แต่เธอยืนยันชัดเจนว่า “ใช่ ฉันพูดมาตลอดว่าฉันไม่เชื่อในการจ่ายเงินรางวัลแก่นักกีฬาในกีฬาโอลิมปิก เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อนักกีฬาเพียงจำนวนน้อยมาก” และเธอเน้นว่า บทบาทของ IOC คือการ “สนับสนุนนักกีฬาจำนวนมาก” บนเส้นทางสู่การเป็น Olympian ระหว่างเป็น Olympian และเมื่อเปลี่ยนผ่านและ ออกจากกีฬา

นี่ไม่ใช่การถอย นี่คือการ เน้นย้ำในจุดยืนเชิงโครงสร้าง และเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ชัดที่สุดของ Coventry นับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2025 สิ่งที่เธอกำลังบอกโลกคือ “Solidarity Model” จะไม่เปลี่ยน และเธอจะใช้กลวิธีทางการเมืองคลาสสิกของ IOC คือเปลี่ยนกรอบการถกเถียงจาก “เงินรางวัล vs ไม่มีเงินรางวัล” ไปเป็น “นักกีฬา 48 คน vs นักกีฬาหมื่นคน”

นี่คือกรอบที่ Thomas Bach ใช้มาก่อนเมื่อ World Athletics ประกาศจ่ายเงินรางวัลปี 2024 Bach โต้แย้งว่า “เงินควรนำไปใช้เพื่อพัฒนากีฬา” และ “มาตรการนี้กระทบเพียง 48 คนจาก 2,000 คนที่จะแข่งขัน” เพียงแต่ตอนนี้ Coventry รับช่วงต่อ และในฐานะอดีตนักกีฬาจากประเทศเล็กที่เคยได้รับ Olympic Solidarity Scholarship เอง การพูดของเธอมีน้ำหนักทางทุนทางจริยธรรม ที่ Bach ไม่เคยมี

แต่กรอบนี้ กรอบ “เพื่อหลายคน ไม่ใช่ไม่กี่คน”  เป็น ความฉลาดทางภาษา ที่เราต้องอ่านให้ออก เพราะมันสมมติว่าทรัพยากรของ IOC มีกติกาที่บังคับว่าทุกอย่างบวกกันต้องได้ ศูนย์พอดี ค่าเฉลี่ย zero-sum constraint คือถ้าจ่ายเงินรางวัลแล้วจะไม่มีเงินให้ solidarity ทั้งที่ในความจริง เงินรางวัล 2.4 ล้านดอลลาร์ของ World Athletics ที่ปารีส 2024 มาจาก share ที่ World Athletics ได้รับจาก IOC อยู่แล้ว เป็นการเลือกใช้เงินภายในของ IF เอง ไม่ได้ลดเงิน solidarity เลย

MSG IOC President solidarity

สงครามเย็นในวงการโอลิมปิก: เมื่อความเชื่อของ Bach ปะทะ ความเชื่อของ Coe

ที่จริงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ “ดราม่าคำพูด” แต่คือสงครามเย็นระหว่างสองหลักคิดเชิงโครงสร้างที่กำหนดอนาคตของระบบกีฬาโลก

ความเชื่อของ Bach (และตอนนี้ Coventry) คือ Solidarity Model — IOC เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่ทำหน้าที่เป็นคนจัดสรร redistributing รายได้จากการขาย broadcasting rights และ sponsorship ของ Olympic brand กลับลงไปยัง National Olympic Committees (NOCs) และ International Federations (IFs) ตัวเลขที่ IOC ชอบเอ่ยถึงคือ “IOC redistributes 90% ของรายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะให้ NOCs และ IFs” หลักคิดคือนักกีฬาที่เป็น “stars of the show” จะได้ประโยชน์ทางอ้อมผ่านสนามฝึก โค้ช ทุนการศึกษา และโครงการ Athlete 365 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ talent identification ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ career transition

ความเชื่อของ Coe คือ การใช้โมเดลทางการตลาด Market Recognition Model  เมื่อเดือนเมษายน 2024 Sebastian Coe ในฐานะประธาน World Athletics ทำสิ่งที่หักประเพณีโอลิมปิก 128 ปี โดยประกาศจ่ายเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ให้แชมป์เหรียญทองทั้ง 48 รายการที่ปารีส 2024 พร้อมเหตุผลว่า “เพื่อยอมรับว่าส่วนแบ่งรายได้ที่เราได้รับนั้น ส่วนใหญ่มาจากนักกีฬาที่เป็นดารานำของการแสดง” และที่สำคัญกว่านั้นสหพันธ์กรีฑาโลก World Athletics ประกาศจะขยายเงินรางวัลให้ครอบคลุมเหรียญเงินและเหรียญทองแดงที่ลอสแอนเจลิส 2028

ที่ทำให้เหตุการณ์ปี 2024 มีน้ำหนักทางการเมืองมากเป็นพิเศษคือ Coe แจ้ง IOC ในเช้าวันที่ประกาศ  การลุกขึ้นของ COE ไม่กี่ชั่วโมงก่อนแถลง คือการประกาศอิสรภาพในระดับสถาบัน ไม่ใช่การปรึกษาหารือ แต่ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2025 ที่ Costa Navarino กรีซ Coe ก็พ่ายแพ้ และ Coventry  ผู้ที่ยืนข้างความเชื่อของ Bach  คือผู้ชนะ ดังนั้นการที่ Coventry กลับมาพูดเรื่องนี้อีกในเดือนพฤษภาคม 2026 ไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือการตอกย้ำว่า “การลงมติของ IOC Session คือคำตอบ” และ แนวคิดของ COE  จะไม่ถูกขยายขอบเขตออกไป

ระบบ Solidarity จริงๆ คือระบบอะไร

ก่อนจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด เราต้องเข้าใจว่า Solidarity Model ในเชิงปฏิบัติทำหน้าที่อะไรบ้าง และทำหน้าที่ให้ใครบ้าง

ในด้านบวก ระบบนี้คือเหตุผลที่ประเทศอย่างไทยมีนักกีฬาเข้าร่วม Olympics ได้อย่างต่อเนื่อง โครงการ Olympic Solidarity Scholarship เคยส่งนักกีฬาไทยไปฝึกในต่างประเทศ กองทุนพัฒนาโค้ชและการพัฒนา NOC ช่วยให้คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (NOCT) ทำหน้าที่ได้แม้ในช่วงที่งบประมาณรัฐผันผวน นักกีฬาจากซิมบับเว เคนยา เซเนกัล หรือติมอร์ เลสเต้ ก็ได้ประโยชน์ในรูปแบบเดียวกัน  และ Coventry เองก็เป็นตัวอย่างเชิงสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของระบบนี้

ในด้านลบ Solidarity Model ทำหน้าที่อีกอย่างที่ IOC ไม่พูดออกมาตรงๆ คือมันรักษาอำนาจสถาบันของ IOC ในฐานะ “ผู้กระจาย” (distributor) แทนที่จะเป็น “ผู้ซื้อบริการ” (employer) ของนักกีฬา ในระบบนี้ นักกีฬาไม่มีสถานะเป็นแรงงาน ไม่มี collective bargaining power ไม่มีสิทธิ์ในการมีส่วนแบ่งรายได้โดยตรง ทุกอย่างต้องผ่าน IFs และ NOCs ซึ่งจำนวนมาก governance ก็มีปัญหา (ทั้งระดับโลกและในประเทศไทยเอง)

นี่คือสาเหตุที่ Coventry พูดประโยคที่กลายเป็นไวรัลเสริมว่า นักกีฬา “ได้สนามแข่งสวย ได้หมู่บ้านนักกีฬาสวย ได้ประสบการณ์สวย และทั้งหมดมาจากเงินที่พวกเรา (IOC) ระดมมา”  ประโยคนี้เปิดเผยปรัชญาเบื้องลึกอย่างชัดเจน คือ IOC มอง Olympic Experience เป็น “in-kind compensation” ที่สมบูรณ์อยู่แล้ว และโดยนัยคือนักกีฬาควรรู้สึกประทับใจ grateful ไม่ใช่การเรียกร้อง

ปัญหาคือเศรษฐกิจของโอลิมปิกในปี 2026 ไม่ใช่เศรษฐกิจของปี 1896 หรือแม้แต่ปี 1996 อีกแล้ว IOC ทำรายได้ราว 7.6 พันล้านดอลลาร์ในรอบ Paris 2024 cycle และนักกีฬาในหลายกีฬาเป็น professional ที่มีสัญญา หลายล้านเหรียญ อยู่แล้ว การยืนยันว่า “นักกีฬาควรพึ่งใจรักล้วนๆ” ในขณะที่ทุกคนรอบตัวพวกเขา  โค้ช เจ้าหน้าที่ IOC ผู้บริหาร IF กรรมการ  ได้รับค่าตอบแทนเต็มที่ คือความขัดแย้งทางจริยธรรมที่นักกีฬารุ่นใหม่ไม่ยอมรับอีกต่อไป

ทำไม Coventry ต้องยืนตรงนี้ และทำไมระบบจะถูกบังคับให้เปลี่ยน

ในเชิงโครงสร้าง Coventry ไม่มีทางเลือกอื่น แม้เธอจะเห็นใจนักกีฬาแค่ไหน หากเธอเปิดประตูให้ “prize money” จาก IOC โดยตรง รายได้ที่ส่งกลับ NOCs จะลดลงทันที กระทบประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่ง solidarity ก่อน และเธอจะต้องตอบ IFs ที่ไม่ใช่ World Athletics ว่าทำไมนักกรีฑาถึง ได้ก่อน เปิดสงครามภายในขบวนการโอลิมปิกที่จะแก้ยากกว่าปัญหา prize money เสียอีก

แต่นี่ไม่ได้แปลว่าแรงกดดันจะหายไป ตรงกันข้าม แรงกดดันจะมาจากสามทิศทางที่ Coventry ไม่อาจปิดกั้นได้ทั้งหมด

ทิศทางแรกคือสหพันธ์กรีฑาโลก World Athletics เอง ที่ประกาศแล้วว่าจะจ่ายเงินรางวัลให้เหรียญเงินและเหรียญทองแดงที่ LA 2028  นี่ไม่ใช่เรื่องที่ Coventry จะหยุดได้ เพราะเงินมาจากส่วนแบ่งของ World Athletics เอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือกีฬาอื่นจะถูกถามว่า “ทำไมไม่ทำเหมือนกัน” และ swimming, gymnastics, cycling จะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากนักกีฬาดารามากขึ้นเรื่อยๆ

ทิศทางที่สองคือ Enhanced Games การแข่งขันแบบใหม่ที่อนุญาตให้ใช้สาร PED และจ่ายเงินรางวัลก้อนใหญ่ ที่กำลังจัดขึ้นจริงๆ ในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ Las Vegas Enhanced Games ดึงนักกีฬาเก่งๆ ไปได้เพราะมีเงินก้อนใหญ่ และทุกครั้งที่ IOC พูดประโยคแบบ “I don’t believe in paying athletes” Enhanced Games ก็ได้ความสูงส่งทางด้านจริยธรรม ขึ้นมา ฟรีๆ

ทิศทางที่สามคือ NCAA NIL revolution ในสหรัฐอเมริกา ที่ Coventry ก็ได้ถูกถามถึงในการสัมภาษณ์เดียวกัน นักศึกษานักกีฬาในสหรัฐสามารถรับเงินจาก name, image, likeness ได้แล้ว เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะเป็น Olympians ในปี 2030 และ 2034 เติบโตในระบบที่ “เงิน” เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางกีฬาตั้งแต่แรก พวกเขาจะไม่ยอมรับกับกรอบของจริยธรรม moral framework ของ Bach/Coventry ที่บอกให้ “พอใจกับประสบการณ์”

ในเชิง demographic ผมคิดว่า Coventry น่าจะรู้ดี และนั่นคือเหตุผลที่เธอเน้นย้ำเรื่อง “transition into life after sport” และการสนับสนุน “บนเส้นทาง” มากกว่าการให้รางวัลจุดสิ้นสุด เธอกำลังพยายามสร้างเงื่อนไขให้ Solidarity Model มีความหมายต่อนักกีฬายุคใหม่  แต่คำถามคือมันจะพอไหม ในขณะที่ระบบรอบข้างกำลังเปลี่ยนเร็วกว่ามาก

กระจกที่ส่องกลับมายังไทย: เราอยู่ตรงไหนในแผนที่นี้

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหารกีฬาไทย เพราะเรามักจะถกเรื่องนี้ในมุมมองของ “นักกีฬาฝรั่งเงินเดือนเยอะ” โดยไม่ตระหนักว่าไทยเองมีฐานะที่ซับซ้อนผิดปกติในระบบนี้

ในด้านหนึ่ง ไทยเป็น “small country” ตามนิยามของ Coventry และเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จาก Olympic Solidarity ในหลายมิติ ทั้งทุนนักกีฬา ทุนโค้ช และโครงการพัฒนา NOCT แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไทยและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) มีระบบเงินรางวัลเหรียญโอลิมปิกที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ GDP — และนี่คือจุดที่กระจก Coventry ส่องตรงเข้าใส่หน้าเรา

ตามประกาศของ NSDF ในรอบโอลิมปิก 2024 เงินรางวัลจะอยู่ที่ 12,000,000 บาทสำหรับเหรียญทอง (รับ 50% ก่อน ที่เหลือแบ่งจ่ายรายเดือนเป็นเวลา 4 ปี หรือเลือกรับครั้งเดียว 10,000,000 บาท), 7,200,000 บาทสำหรับเหรียญเงิน (หรือ 6,000,000 บาทครั้งเดียว) และ 4,800,000 บาทสำหรับเหรียญทองแดง (หรือ 4,000,000 บาทครั้งเดียว)

ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูสวยงาม สื่อมวลชนรายงานว่า “รัฐบาลให้กำลังใจนักกีฬา” และคนทั่วไปก็พึงพอใจที่นักกีฬาเหรียญทองได้รับการตอบแทนสมศักดิ์ศรี แต่ในมุมของผู้ที่ศึกษานโยบายการกีฬาตามกรอบ SPLISS ตัวเลข 12 ล้านบาทนี้คือสัญญาณที่ระบบการกีฬาไทยกำลังกินตัวเอง และ Coventry กับ Solidarity Doctrine ของเธอจะกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่บังคับให้เรามองเห็นในที่สุด การที่รัฐจะต้องจัดสรรเงินรางวัลจากกองทุน ถ้ามองในมิติของ Zero sum budgets นันก็คือ เขาเอาเงินที่ควรจะใช้พัฒนานักกีฬา เงินที่ถูกจัดสรรให้สมาคม เอามาจ่ายให้นักกีฬา นั่นเอง เพราะเงินก้อนนี้อยู่ในงบประมาณของกองทุน หากปีไหนมีนักกีฬาที่ได้รับรางวัลเยอะ หรือมีการจัดอีเวนต์เพื่อเคลมผลงาน กองทุนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนงบประมาณ ที่ตั้งไว้กับการพัฒนานักกีฬา ไปจ่ายเป็นเงินรางวัลนั่นเอง

ลองมาตามรอย pathway ของผู้ที่ได้รับเงินรางวัลนี้สองคน เพื่อเห็นภาพระบบที่อยู่เบื้องหลัง

เส้นทางของ นักเทควันโด : pathway ที่ระบบมองไม่เห็น

พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เริ่มเล่นเทควันโดตั้งแต่อายุ 9 ปี โดยเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา และย้ายมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพมหานคร ก่อนจบปริญญาตรีที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างทาง เธอผ่านมือโค้ชหลายคน ก่อนที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติ “โค้ชเช” (ชเว ย็อง-ซ็อก ปัจจุบันใช้ชื่อไทยว่า ชัชชัย เช) จะรับช่วงปั้นเธอสู่เวทีโลก

นี่คือ pathway สิบกว่าปีที่ลงทุนด้วยทรัพยากรของผู้คนนับสิบ ทั้งครู PE ในโรงเรียนประถม โค้ชชมรมในต่างจังหวัด ครอบครัวที่จ่ายค่าเดินทางและอุปกรณ์ในช่วงแรก และระบบโรงเรียนกีฬาที่รองรับเด็กที่มีแววในระดับมัธยม

เมื่อพาณิภัคคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่โตเกียวและปารีส เธอได้เงินรางวัล 12 ล้านบาทต่อเหรียญ พร้อมรายได้อื่นๆ จากสปอนเซอร์และการรับราชการ ส่วน “โค้ชเช” ผู้ปั้นเธอ เคยได้รับเงินเดือนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย 60,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราค่าตอบแทนสูงสุดสำหรับโครงการจ้างผู้ฝึกสอนต่างประเทศ พร้อมเงินสนับสนุนจากสมาคมเทควันโดเพิ่มเติม และตามระเบียบ NSDF โค้ชจะได้รับเงินรางวัลในอัตรา ร้อยละ 20 ของเงินรางวัลที่นักกีฬาได้รับสำหรับประเภทบุคคล คือประมาณ 2.4 ล้านบาท

แต่คำถามที่ผมอยากให้ผู้บริหารทุกท่านนั่งคิดคือ: ครู PE ที่โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ผู้สอนเด็กหญิงคนหนึ่งเตะลูกบอลเป็นครั้งแรก ได้อะไร? ชมรมเทควันโดในสุราษฎร์ธานีที่พาณิภัคฝึกตอนอายุ 9 ขวบ ได้อะไร? โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ที่ให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้สนามฝึกซ้อมแทนเวลาเรียน ได้อะไร? ครูที่อนุญาตให้เธอลาแข่งระดับเยาวชน  ได้อะไร? คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ไม่มีอะไร ไม่มีกลไกการจัดสรรย้อนกลับเลยในระบบ

เส้นทางของ “บี” จันทร์แจ่ม: ชมรมมวยที่หนองคายที่ไม่มีใครเห็น

กรณีของจันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น จันทร์แจ่มเริ่มชกมวยตอนอายุ 12 ปี โดยที่บ้านเป็นค่ายมวยและฝึกที่ชมรมมวยของโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เธอเริ่มต้นในฐานะนักมวยไทยอาชีพในชื่อ “น้องบี ป.ประสิทธิ์” ชก 7 ไฟต์ ก่อนหันมาทางมวยสากลสมัครเล่นซึ่งเป็นเส้นทางสู่โอลิมปิก ตามด้วยการเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย

ลองนึกภาพ “ชมรมมวยของโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์ อำเภอเฝ้าไร่” สักครั้งหนึ่ง โรงเรียนมัธยมในอำเภอชนบทของหนองคาย เป็นพื้นที่ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสามารถมาฝึกชกกระสอบทรายและสปาริงกับเพื่อนได้ — เด็กผู้หญิงคนนั้นต่อมากลายเป็นนักมวยสากลคนแรกของไทยที่คว้าเหรียญโอลิมปิก เมื่อจันทร์แจ่มได้เหรียญทองแดง เธอรับเงิน 4.8 ล้านบาท พ่อแม่ครอบครัวภาคภูมิใจ สื่อทำสกู๊ปกลับไปที่บ้านเกิด นายอำเภอจัดงานต้อนรับ

แต่ชมรมมวยที่โรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์  ที่บ่มเพาะเธอ  ได้อะไร? ครูที่ปรึกษาชมรม ครูพละ ผู้บริหารโรงเรียนที่จัดสรรงบประมาณให้กระสอบทราย นวมชกมวย และเครื่องแต่งกาย  ได้อะไร คำตอบเดียวกันคือ ไม่มี ไม่มีระบบที่จะส่งทรัพยากรกลับไปยังจุดเริ่มต้น

นี่คือสิ่งที่ผมขอเรียกว่า เศรษฐกิจสกัดทรัพยากร” (extractive sport economy) — ทรัพยากรของชุมชนชนบท โรงเรียน ครู PE ผู้ปกครอง ถูกใช้สร้างนักกีฬา และเมื่อนักกีฬาประสบความสำเร็จในระดับโลก รางวัลทั้งหมดถูกแจกจ่ายที่ปลายทาง โดยไม่มีกลไกการคืนทุนกลับสู่แหล่งกำเนิด

คณิตศาสตร์ของระบบ Winner-Take-All

ลองดูตัวเลขเชิงโครงสร้าง ในกรณีของซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนธันวาคม 2568 รัฐบาลผ่าน NSDF จ่ายเงินรางวัลรวม 487,365,000 บาท แบ่งเป็นเงินรางวัลนักกีฬา 335,700,000 บาท ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา 100,710,000 บาท ในซีเกมส์เพียงครั้งเดียว  โดยเรือพายไทยรับสูงสุดที่ 36,832,500 บาท

เกือบ 500 ล้านบาทถูกจ่ายในงานพิธีเดียว ที่อินดอร์สเตเดียมหัวหมาก ในช่วงไม่กี่ชั่วโมง

ตัวเลขนี้น่ากลัวเมื่อนำมาเทียบกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้ในระบบ ลองคิดเล่นๆ ครับ ถ้าเอาเงิน 487 ล้านบาทนี้ เฉลี่ยไปที่โรงเรียนมัธยมที่มีชมรมกีฬาทั่วประเทศ (สมมติ 5,000 โรงเรียน) จะได้โรงเรียนละเกือบ 100,000 บาท  เพียงพอที่จะซื้อกระสอบทราย นวมชกมวย เสื่อเทควันโด อุปกรณ์ฝึกพื้นฐาน หรือจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้ครูที่คุมชมรมนอกเวลา ระยะหนึ่งปี

หรือถ้าเอามาสร้างกองทุนในรูปแบบของ Olympic Solidarity ที่ Coventry พูดถึง ปีละ 487 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง 10 ปี จะมีกองทุนเกือบ 5 พันล้านบาทไว้พัฒนาเยาวชนกีฬาทั้งระบบ

แต่ในความจริง เงินก้อนนี้กระจุกอยู่ที่นักกีฬาผู้ใหญ่ที่ติดทีมชาติแล้ว สมาคมกีฬาที่อยู่ในระบบทีมชาติแล้ว และโค้ชระดับชาติที่อยู่ในระบบแล้ว เด็กชั้น ม.2 ที่กำลังจะเป็นจันทร์แจ่มคนต่อไปในชมรมมวยโรงเรียนแห่งใดสักแห่งในอีสาน ภาคใต้ หรือภาคเหนือ ไม่ได้แตะส่วนแบ่งของเค้กก้อนนี้เลย จนกว่าเธอจะเดินทางผ่านระบบจังหวัด → ระบบเยาวชนแห่งชาติ → ระบบทีมชาติ → ระบบ SEA Games → ระบบโอลิมปิก ซึ่งใช้เวลาราว 10–15 ปี และมีอัตราการรอดน้อยกว่า 1 ใน 10,000

นี่คือ “lottery economics”  เศรษฐศาสตร์แบบหวย ที่จ่ายเงินก้อนใหญ่ที่ปลายทาง ในขณะที่บั่นทอนสายป้อนต้นทาง

ภัยคุกคามที่กำลังก่อตัว 6 ประการ

จากการสังเกตวงการกีฬาไทยในรอบหลายปี ผมเห็นภัยคุกคามที่กำลังก่อตัวจากระบบนี้  และที่กำลังจะถูกทำให้รุนแรงขึ้นโดย Coventry Doctrine ในระดับโลก  อยู่อย่างน้อย 6 ประการ

ภัยคุกคามแรก: Discourse Capture ในระดับนโยบายในประเทศ เมื่อ Coventry ออกแถลงการณ์ว่า “การจ่ายเงินรางวัลทำให้ประโยชน์ตกที่นักกีฬาเพียงน้อยนิด ส่วน Solidarity ครอบคลุมหลายคน” วาทกรรมนี้จะถูกหยิบมาใช้โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณของไทย เพื่อตัดงบประมาณ NSDF หรือเปลี่ยนเงื่อนไขการจัดสรร ปัญหาคือบริบทไทยไม่เหมือนระดับโลกของ Coventry  เธอกำลังพูดเรื่องไม่จ่ายเงินรางวัลจาก IOC แต่ Solidarity ของ IOC ยังคงอยู่ ในขณะที่ในไทย หากตัดเงินรางวัลโดยไม่มีโครงสร้าง Solidarity แทน เราจะเหลือ “ไม่มีอะไรเลย” สำหรับนักกีฬาส่วนใหญ่

ภัยคุกคามที่สอง: การกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ ปัจจุบันการพัฒนานักกีฬาระดับชั้นสูงของไทยกระจุกตัวที่ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ศูนย์ฝึกเฉพาะกีฬาที่กรุงเทพและจังหวัดหลัก เด็กที่มีพรสวรรค์จากหนองคาย น่าน นราธิวาส แม่ฮ่องสอน ถูกบีบให้ย้ายเข้ามาเรียนในศูนย์กลางตั้งแต่ ม.ปลาย (กรณีพาณิภัคต้องย้ายจากสุราษฎร์พิทยาไปเทพลีลาที่กรุงเทพ) ซึ่งทำให้ระบบ pathway ในต่างจังหวัดอ่อนแอลงตามลำดับ ระบบเงินรางวัลที่กระจุกตัวยิ่งตอกย้ำเหตุผลที่ว่า “การลงทุนในต่างจังหวัดให้ผลตอบแทนต่ำเกินไป” ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ที่มีถึง 70 กว่าสมาคม จะต้องเรียนรู้ นี่คือความเหลื่อมล้ำ ของวงการกีฬา

ภัยคุกคามที่สาม: การอพยพของโค้ช (coach exodus) เมื่อช่องว่างทางการเงินระหว่างนักกีฬาผู้ได้รางวัลกับโค้ชยิ่งกว้าง แรงจูงใจในการเลือกเส้นทางอาชีพโค้ชยิ่งลดลง โค้ชเช ใช้เวลา 22 ปีในไทยและเลือกสละสัญชาติเกาหลีเพื่ออยู่กับเรา  แต่กรณีแบบนี้ไม่ใช่บรรทัดฐาน บรรทัดฐานคือโค้ชระดับสูงของไทยจำนวนมากเลือกย้ายไปทำงานในต่างประเทศ (ตะวันออกกลาง จีน เวียดนาม) ที่จ่ายค่าตอบแทนสูงกว่า ส่วนโค้ชระดับล่างที่อยู่ในระบบโรงเรียนหรือชมรมท้องถิ่นก็เลือกออกจากระบบไปทำอย่างอื่นที่มีรายได้แน่นอนกว่า  ไม่มีระบบรางวัลย้อนกลับสำหรับ “ผู้ค้นพบและบ่มเพาะ” ที่อยู่ในระดับต้นๆ ของระบบการพัฒนานักกีฬา

ภัยคุกคามที่สี่: การรั่วไหลและคอร์รัปชั่นในการแบ่งเงินรางวัล ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวนการหักหัวคิวเงินอัดฉีดของนักกีฬา จนต้องสั่งให้ผู้จัดการทีมและโค้ชทีมชาติยุติการทำหน้าที่ และในระบบ “สปอร์ตฮีโร่” ในอดีต มีผู้ปกครองนักกีฬาเทควันโดในจังหวัดปทุมธานีให้ข้อมูลว่าบุตรของตนได้รับเงินเพียง 3-4 เดือนในช่วงปี 2550 จนต้องแจ้งความตำรวจ และมีกรณีนักกีฬาเทควันโดที่กาญจนบุรีถูกหลอกว่าโครงการล้มเลิกไปแล้ว ทำให้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนทั้งที่กองทุนยังจ่ายให้ รูปแบบของปัญหานี้ซ้ำๆ มาตลอด 15 ปี  แสดงว่ามันคือ structural problem ของระบบ ไม่ใช่กรณีคนชั่วเฉพาะคน เพราะระบบที่จ่ายเงินก้อนใหญ่ที่ปลายทางผ่านคนกลางหลายชั้น ย่อมเปิดช่องให้เกิดการรั่วไหลได้เสมอ

ภัยคุกคามที่ห้า: การเปลี่ยนเส้นทางสู่กีฬาอาชีพ นี่คือภัยคุกคามที่นักกำหนดนโยบายไทยมองข้ามที่สุด เด็กที่เก่งระดับโลกในไทยมีทางเลือกที่ไม่ใช่ทีมชาติเสมอ  นักมวยไทยอาชีพไฟต์ละ 50,000–500,000 บาทต่อเนื่อง นักสู้ MMA ในระบบ ONE Championship ที่ได้สัญญา multi-fight นักกอล์ฟใน Asian Tour นักเทนนิสที่เลือกไปฝึกในอะคาเดมีต่างประเทศ นักฟุตบอลที่ไปลีกญี่ปุ่นหรือเกาหลี เด็กเหล่านี้คำนวณ expected value ของเส้นทางอาชีพได้ และคำตอบส่วนใหญ่ไม่ใช่ “ไปทีมชาติเพื่อหวังเหรียญโอลิมปิก”  โดยเฉพาะเมื่อค่าเสียโอกาสในชีวิตช่วงอายุ 18–28 ปีสูงมาก ในมุมของผมที่ดูแล TAMMA และเห็น MMA pathway โดยตรง ผมเห็นเด็กที่มีพรสวรรค์ระดับ Olympic medalist หันไปทาง professional fighting ทุกปี

ภัยคุกคามที่หก: การล่มของชมรมในโรงเรียน ขอจบที่ภัยคุกคามที่จะรุนแรงที่สุดและยังไม่ได้รับความสนใจเพียงพอ ปัจจุบันชมรมกีฬาในโรงเรียนมัธยม  ที่เคยเป็น first contact point ของเด็กไทยกับกีฬาแข่งขัน กำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ครูพละและครูที่ปรึกษาชมรมที่เคยทำงาน “ด้วยใจ” กำลังทยอยเกษียณโดยไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาแทน เพราะภาระงานเอกสารของครูยุคใหม่หนักกว่าเดิม และระบบการเลื่อนตำแหน่ง/วิทยฐานะของครูไม่ให้ค่ากับงานชมรมกีฬาเท่าที่ควร โรงเรียนหลายแห่งตัดงบประมาณกิจกรรมชมรมเป็นลำดับแรกเมื่อต้องประหยัด ผลคือเมื่อจันทร์แจ่มรุ่นต่อไปเข้า ม.2 ในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจไม่มี “ชมรมมวยที่โรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์” ให้เธอเดินเข้าไปอีก

โอกาสที่ผู้บริหารกีฬาไทยจะออกแบบระบบใหม่

ทั้งหมดที่ผมเขียนมาข้างต้นไม่ใช่บทวิจารณ์เพื่อโจมตี แต่คือกระจกที่ผมเชื่อว่าผู้บริหารทุกท่านมีความเป็นผู้นำมากพอที่จะมองตรง และนี่คือจุดที่บทความนี้ต้องการสื่อสารถึงท่านโดยตรง: เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดที่หายากมากในประวัติศาสตร์การกีฬาไทย จุดที่โลกกำลังเปลี่ยนกระดาน และเรามีโอกาสเป็นคนกำหนดวิธีเล่นของเราเอง ก่อนที่จะถูกบังคับให้เล่นตามคนอื่น

ผมไม่ได้กำลังเสนอให้ยกเลิกเงินอัดฉีด 12 ล้านบาท  นั่นจะเป็นการขโมยจากนักกีฬาที่ทุ่มเทมาตลอดชีวิต และจะส่งสัญญาณผิดต่อนักกีฬารุ่นต่อไป แต่ผมเสนอว่าโครงสร้างการให้รางวัลของไทยควรได้รับการ rebalance ภายใต้สองหลักคิดใหม่

หลักคิดแรกคือ Pathway Reinvestment Mechanism  เมื่อนักกีฬาคว้าเหรียญโอลิมปิก เปอร์เซ็นต์ของเงินรางวัลรัฐ (ผมเสนอตัวเลขเริ่มต้นที่ 10–15%) ควรถูกจัดสรรย้อนกลับไปยัง “หน่วยกำเนิด” (originating units) ได้แก่ โรงเรียนต้นทาง ชมรมต้นทาง โค้ชระดับล่างที่บ่มเพาะนักกีฬาในช่วง 5 ปีแรก และครู PE หรือผู้สอนคนแรกที่ค้นพบเด็กคนนั้น ในกรณีของจันทร์แจ่ม นั่นหมายถึงโรงเรียนวังหลวงพิทยาสรรพ์จะได้รับเงินก้อนหนึ่งสำหรับพัฒนาชมรมมวย  และจะสร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนอื่นๆ ลงทุนในชมรมกีฬาเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้ ลองคิดถึงผลของระบบนี้ในเชิงระบบ ครับ ถ้าโรงเรียนหนึ่งใน 5,000 โรงเรียนรู้ว่ามี “ผลตอบแทน 1.2–1.8 ล้านบาท” รออยู่ปลายทางจากการสร้างนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก คะแนนความสนใจในชมรมกีฬาจะเปลี่ยนทันที

หลักคิดที่สองคือ Coaching Career Track Reform  ระบบค่าตอบแทนโค้ช ต้องไม่ผูกอยู่กับ “บัญชีหัวคิว” ของเงินรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีฐานเงินเดือนที่สมเหตุสมผลในสายอาชีพระยะยาว พร้อมระบบวิทยฐานะที่ยอมรับว่า “การปั้นนักกีฬาเยาวชน” เป็นวิชาชีพที่ต้องได้รับการยอมรับเทียบเท่ากับการสอนวิชาการ และต้องมีการสนับสนุนการพัฒนาทักษะโค้ชอย่างเป็นระบบ (ในกรอบ Long-Term Coach Development) ในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

หลักคิดที่สามที่ผมขอเพิ่มสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ คือ Re-orientation จาก “ผลงาน” สู่ “Pipeline Health”  ตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบกีฬาไทยที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้คือ “จำนวนเหรียญ” ในแต่ละมหกรรม แต่ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดที่ตอบสนองช้า เปลี่ยนแปลงยาก และให้ข้อมูลย้อนกลับที่ผิดเวลา ผู้บริหารระบบกีฬาในประเทศที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวอย่างออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ หรือนิวซีแลนด์ ใช้ตัวชี้วัดที่แสดงถึงการเป็นผู้นำ เช่น จำนวนเด็กในกลุ่ม U-12 ที่ลงทะเบียนในระบบ จำนวนชมรมโรงเรียนที่ active จำนวนโค้ชรับใบรับรองในแต่ละปี และอัตราการคงอยู่ของเด็กในระบบ junior pathway ตัวชี้วัดเหล่านี้บอกเราล่วงหน้า 8–12 ปีว่าระบบจะให้ผลผลิตอย่างไร และที่สำคัญ มันบอกเราตั้งแต่ปีนี้ ไม่ใช่รอให้รู้ตอนโอลิมปิก 2036

จาก Lausanne ถึงหนองคาย

ในเชิงนโยบายระหว่างประเทศ Coventry กำลังทำงานยากของเธอด้วยทรัพยากรเชิงสัญลักษณ์ที่เธอมี เธอเป็นอดีตนักกีฬาจากประเทศเล็กที่ขึ้นเป็นประธาน IOC ในประวัติศาสตร์ และเธอเลือกที่จะปกป้องระบบที่หล่อหลอมเธอ  ซึ่งในแง่หนึ่งคือสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งคือการประวิงเวลาก่อนที่ระบบจะถูกบังคับให้เปลี่ยนโดยพลังแห่งการตลาด ที่ใหญ่กว่าตัวเธอเอง

สิ่งที่เราในวงการกีฬาไทยควรทำไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายใดในสงครามเย็น Bach-Coe และไม่ใช่การคอย judge ว่า Coventry “ผิด” หรือ “ถูก” สิ่งที่เราควรทำคือใช้แถลงการณ์นี้เป็น กระจกบานใหญ่ ที่ส่องกลับมายังตัวเราเอง ถามว่าระบบของเรากำลังทำหน้าที่อะไรอยู่จริงๆ ระบบของเรากำลังให้รางวัลใคร ระบบของเรากำลังบั่นทอนใคร และระบบของเราในอีก 20 ปีจะหลงเหลืออะไร เป็น Legacies ให้กับเยาวชนของเรา

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในชมรมมวยที่โรงเรียนเล็กๆ ใน อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เป็นวันแรกของเธอ ครูที่ปรึกษาชมรมยิ้มและให้เธอใส่ผ้าพันมือเป็นครั้งแรก กระสอบทรายที่เธอจะชกในอีกไม่กี่นาทีมีอายุการใช้งาน 8 ปีและรูเริ่มขาดที่ขอบ ค่าไฟของห้องชมรมเดือนนี้โรงเรียนยังไม่รู้จะจ่ายอย่างไร เพราะงบกิจกรรมถูกตัด 30% และครูคนนี้กำลังคิดอยู่เงียบๆ ว่าปีหน้าจะยังคงคุมชมรมต่อหรือไม่ เพราะภาระงานเอกสารหนักเกินไป

เด็กผู้หญิงคนนี้ ในอีก 12 ปี อาจจะคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ Brisbane 2032 หรือ LA 2028 และรัฐบาลไทยจะจ่ายเธอ 12 ล้านบาท พิธีจะจัดที่อินดอร์สเตเดียมหัวหมาก สื่อจะลงข่าวว่า “รัฐบาลให้กำลังใจฮีโร่” และเราจะเฉลิมฉลองอีกครั้ง

หรือเธออาจไม่มีโอกาสนั้น เพราะชมรมที่เธอควรจะเริ่ม ปิดตัวลงเงียบๆ ไปก่อนหน้านี้ 3 ปี โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

ทางเลือกระหว่างสองอนาคตนี้ ไม่ได้อยู่ที่ Coventry ที่ Lausanne ไม่ได้อยู่ที่ Coe ที่ London และไม่ได้อยู่ที่กรรมการ IOC คนใด  ทางเลือกนี้อยู่ในมือของผู้บริหารกีฬาไทยทุกระดับที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ทั้งใน NSDF, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทุกสมาคม และมหาวิทยาลัยที่ผลิตครู PE และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

โลกกีฬากำลังเปลี่ยนกระดาน เรามีโอกาสเปลี่ยนวิธีเล่น ก่อนที่จะถูกบังคับให้เล่น และโอกาสนี้ ไม่ได้เปิดอยู่เสมอไป

Sirichet.com

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment