คิกบ็อกซิ่งเรียนรู้เร็วกว่ามวยไทยได้อย่างไร ผ่านมุมมอง Motor Learning & Motor Development

(บทความตอนที่ 2 ต่อจาก “คิกบ็อกซิ่ง: บทเรียนที่คนไทยต้องไม่ลืม”)

ปริศนาที่บทความตอนที่แล้วทิ้งไว้

หลังจากที่ผมออกบทความก่อนหน้านี้ไปเกี่ยวกับ คิกบ็อกซิ่ง บทเรียนที่คนไทย ต้องไม่ลืม ก็มีรถทัวร์หลายคันมาลงที่ผู้เขียน กำลังด่าหรือดูถูกคิกบ็อกซิ่งบ้างหละ ทำไมไม่ไปเขียนเรื่องของ mma มาเสือกอะไรกับ คิกบ็อกซิ่งบ้างแหละ แต่จริงๆ แล้ว ลองอ่านให้ดีนะครับ ว่าผมกำลังสื่อถึงอะไร ไม่กี่ปีที่ผ่านมามวยไทยของเราได้รับการสนับสนุนให้เป็นซอฟท์พาวเวอร์ ให้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรม เผยแพร่ไปในประเทศต่างๆ งบประมาณหลายพันล้านบาทถูกทุ่มสู่ มวยไทยอย่างมากมาย แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงสวนทางกลับงบที่ทุ่มลงไป ผมเข้าใจว่ารัฐบาลมีเจตนาดี ในการสนับสนุน แต่ซาตาน เหลือบ ลิ้น ไร มักจะอยู่ในกระบวนการเสมอ วันนี้ผมก็เลยจะเขียนตอนที่สอง เกี่ยวกับว่า เหตุใด ทำไมมวยไทย ถึงแป๊ก ไม่เหมือนอย่างที่คุยกันไว้ สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่ามวยไทยไม่ดี แต่มันคือ ความภาคภูมิใจ จนลืมความถ่อมตน Humility ที่ทำให้เป็นสาเหตุให้เราหยุดพัฒนา หรือแสวงหาความรู้ใหม่ๆนั่นเอง ในฐานะที่อยู่ในฟีลด์ของ MMA หรือ มวยกรง เราลองมองศิลปะการต่อสู้ให้ลึกลงไป จะเห็นได้ดังนี้ แน่นอนว่า ต้องอ่านให้จบนะครับ

ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึง Toshio Fujiwara ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่คว้าแชมป์ราชดำเนินในปี ค.ศ. 1978 หลังจากเริ่มฝึกที่ Mejiro Gym ของ Kenji Kurosaki ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1969 รวมระยะเวลาเพียง 9 ปี จากผู้ฝึกเริ่มต้นสู่แชมป์มวยไทยในเวทีมาตรฐานของไทย

นี่คือตัวเลขที่ควรทำให้นักวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกคนตั้งคำถาม

เพราะในเวลาเดียวกันนั้น เด็กไทยจำนวนนับแสนที่ฝึกมวยไทยตั้งแต่อายุ 5-7 ขวบ ผ่านการชกจริงมาแล้วหลายร้อยไฟต์เมื่ออายุครบ 18 ปี กลับมีเพียงส่วนน้อยที่ก้าวขึ้นสู่ระดับแชมป์ราชดำเนิน-ลุมพินี และนับยิ่งน้อยกว่านั้นที่สามารถพัฒนาเทคนิคเชิงระบบให้ทันสมัยและแข่งขันในเวทีนานาชาติได้

ปริศนาคือ: เหตุใดระบบที่ “เริ่มต้นช้ากว่า ฝึกน้อยกว่า เริ่มต้นเมื่อโตแล้ว” จึงสามารถผลิตนักกีฬาที่แข่งกับเจ้าของกีฬาในบ้านได้?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “พรสวรรค์ของคนญี่ปุ่น” หรือ “ความไม่จริงจังของคนไทย” แต่อยู่ที่ความเข้าใจในกระบวนการ Motor Learning (การเรียนรู้ทักษะกลไก) และ Motor Development (พัฒนาการทักษะการเคลื่อนไหว) ที่ระบบหนึ่งมีโครงสร้างเอื้อต่อการเรียนรู้ ขณะที่อีกระบบหนึ่งไม่ได้ตั้งใจออกแบบให้เป็นเช่นนั้น

บทความนี้จะวิเคราะห์ปริศนาดังกล่าวผ่านทฤษฎีหลัก 6 ทฤษฎี และเสนอข้อเสนอเชิงการศึกษา-การวิจัยให้แก่ระบบการพัฒนานักมวยไทยในศตวรรษที่ 21

ปัญหาของ Bernstein: เมื่อเทคนิคมวยไทยมี “ระดับขั้นของความอิสระ” Degree of Freedom มากเกินไป

นิโคลาย เบิร์นสไตน์ (Nikolai Bernstein) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ได้เสนอแนวคิด ระดับขั้นของความอิสระ “Degrees of Freedom Problem” ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งงานวิจัยร่วมสมัยที่ทบทวนแนวคิดนี้ของ Profeta และ Turvey (2018) [1] ยืนยันว่า การเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนเป็นกระบวนการที่ผู้เรียน ลดจำนวนตัวแปรอิสระ (degrees of freedom) ในร่างกายให้สามารถควบคุมได้ ก่อนค่อย ๆ “ปลดล็อก” ตัวแปรเหล่านั้นกลับมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์

ทฤษฎีนี้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 3 ระยะ:

  1. Freezing ผู้เรียนใหม่ “ตรึง” ข้อต่อหลายจุดให้แข็งเพื่อลดความซับซ้อน
  2. Releasing เริ่ม “ปลดล็อก” ข้อต่อทีละจุดเพื่อเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว
  3. Exploiting ใช้แรงเฉื่อยและแรงปฏิกิริยาของสิ่งแวดล้อมในการสร้างประสิทธิภาพ

ปัญหาของมวยไทย คือ กีฬานี้มี degrees of freedom สูงมาก มีอาวุธ 8 อย่าง (หมัด ศอก เข่า เท้า) คูณด้วยมุมการใช้ ระยะการเข้าทำ การกอด การปัด การทุ่ม การถอย และทักษะป้องกัน รวมแล้วเทคนิคและรูปแบบการใช้อาวุธมีจำนวนมหาศาล เพราะแต่ละอาวุธยังมีหลายมุมการใช้ ระยะการเข้าทำ และการประยุกต์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะที่คิกบ็อกซิ่งสายหลัก (K-1 Rules) มีเทคนิคพื้นฐานเพียงประมาณ 50-80 รูปแบบเท่านั้น

Mejiro Gym ภายใต้ Kurosaki เลือกใช้กลยุทธ์ “constraints-based simplification” กล่าวคือ เริ่มจากเทคนิคพื้นฐานจำกัด (heavy hands + low kick + push kick) ฝึกซ้ำจนเข้าสู่ Autonomous Stage ตามทฤษฎี OPTIMAL ของ Wulf และ Lewthwaite (2016) [2] ที่ระบุว่าการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้เรียนสามารถทำท่าได้โดยอัตโนมัติแล้ว ค่อยขยายไปสู่เทคนิคซับซ้อน เช่น clinch knee, sweep และ counter strike

ในทางตรงข้าม ระบบครู-ศิษย์ของมวยไทย มักจะให้เด็กเรียนทุกท่าตั้งแต่เริ่มต้น ตามวิธี “ดูครู ทำตาม” ที่ทำให้เด็กต้องรับมือกับ degrees of freedom จำนวนมหาศาลพร้อมกัน โดยไม่มีการลดทอนเชิงระบบ ผลคือเด็กไทยจำนวนมากสามารถ “ทำได้ทุกอย่าง” แต่ “ไม่เชี่ยวชาญสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้ง” นี่คือเหตุผลที่นักมวยไทยจำนวนมากชกได้ดีในวัยเด็ก แต่ไม่สามารถพัฒนาต่อในระดับสากลได้

ทำไม “ระบบครู-ศิษย์” จึงมีข้อจำกัดเชิงทฤษฎี

Implicit Learning หรือการเรียนรู้แบบทำซ้ำๆ คือกระบวนการที่ผู้เรียนซึมซับทักษะผ่านการสังเกตและการทำซ้ำ โดยไม่ผ่านการอธิบายเชิงเทคนิคอย่างเป็นระบบ ระบบครู-ศิษย์ในมวยไทยพื้นบ้านมีลักษณะนี้อย่างชัดเจน [3] ซึ่งวิเคราะห์การศึกษาในกลุ่มผู้เรียนทักษะกีฬาจำนวนมาก ชี้ว่า Implicit Learning มีจุดแข็งคือ ความทนทานต่อความเครียดในการแข่งขัน (resistant to choking under pressure) เพราะผู้เรียนไม่ต้องคิดเชิงสติเมื่อใช้ทักษะ แต่จุดอ่อนคือ ความเร็วในการเรียนรู้ช้า Learning Curve ต่ำ ใช้เวลาในการเรียนรู้นานกว่า และ การปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่จำกัด เพราะผู้เรียนไม่เข้าใจ “หลักการ” เบื้องหลังเทคนิค

ในขณะที่ Explicit Learning หรือการเรียนรู้แบบชัดแจ้ง คือการอธิบายเชิงเทคนิค กลไก ชีวกลศาสตร์ และเหตุผลของการใช้แต่ละท่า ผู้เรียนแบบนี้สามารถ transfer (ถ่ายโอน) ความรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้เร็วกว่า ตามที่ Masters และ Poolton (2019) [4] สรุปไว้ในงานทบทวนล่าสุดเรื่อง implicit motor learning

Mejiro Gym ใช้ Explicit Learning อย่างเข้มข้น Kurosaki ในฐานะอดีตวิศวกรและครูคาราเต้ที่มีพื้นการสอน เขาทำลายเทคนิคมวยไทยออกเป็นชิ้น ๆ วิเคราะห์ในเชิงชีวกลศาสตร์ และอธิบายว่าทำไม “low kick” จึงทำงานได้ผล (มุมเข้า, จุดสัมผัส, การหมุนสะโพก, การส่งน้ำหนัก) จึงสอนให้นักเรียนชาวญี่ปุ่นเข้าใจ “ทฤษฎี” ก่อนฝึก “ปฏิบัติ” [5]

ผลที่ตามมาคือ Fujiwara สามารถ decode (ถอดรหัส) เทคนิคของคู่ต่อสู้ชาวไทย ในเวทีราชดำเนิน-ลุมพินี ได้รวดเร็ว และพัฒนาเทคนิค counter ที่นักมวยไทยเองไม่เคยเจอ เพราะนักมวยไทยใช้เทคนิคโดยไม่รู้ “ทำไม” จึงไม่สามารถอธิบายหรือป้องกันได้เมื่อมีใครมาวิเคราะห์มัน

นี่ไม่ใช่ข้อเสียของวัฒนธรรมไทย แต่เป็น ข้อจำกัดของระบบการสอนแบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้ผ่านการออกแบบหลักสูตร formalize ให้เป็นหลักสูตรอย่างเป็นระบบ curriculum ที่อธิบายเหตุผลเบื้องหลังทุกท่า

ทฤษฎีของ Newell และ Constraints-Led Approach

Karl Newell ในงานคลาสสิคของเขา ได้เสนอ Newell’s Model of Constraints ซึ่งระบุว่าทักษะการเคลื่อนไหวเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบ:

  1. Individual constraints ลักษณะของตัวบุคคล (ความสูง น้ำหนัก ความแข็งแรง ประสบการณ์)
  2. Task constraints ลักษณะของภารกิจ (กฎกติกา อุปกรณ์ เป้าหมาย)
  3. Environmental constraints สิ่งแวดล้อม (สังเวียน ดนตรี ผู้ชม อุณหภูมิ)

จากแนวคิดนี้พัฒนาเป็น Constraints-Led Approach (CLA) ตามที่ Renshaw และคณะ (2019) [6] ได้รวบรวมหลักการสำหรับการออกแบบการฝึกซ้อมและการสอนกีฬาไว้อย่างเป็นระบบ โดยครูสามารถออกแบบ “เงื่อนไข” ของการฝึกซ้อมเพื่อบังคับให้ผู้เรียนค้นพบการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

คิกบ็อกซิ่งใช้ CLA แบบไม่รู้ตัว เพราะการที่กฎห้ามใช้ศอก ห้ามคลินช์ยาว ทำให้นักสู้ ต้องพัฒนา footwork, head movement และ counter punch ที่ดีกว่าเพื่อเอาตัวรอด ในขณะที่นักมวยไทยที่พึ่งพาการคลินช์เป็นกลยุทธ์หลักไม่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะเหล่านี้ในระดับเดียวกัน

ในการแข่งขันที่ Mejiro Gym ส่งนักเรียนไปแข่งในญี่ปุ่นยุค 1970s และทศวรรษต่อมาที่ส่งไปแข่ง K-1 Kurosaki ใช้กฎที่ “บีบ” ให้ลูกศิษย์ต้องพัฒนาเทคนิคที่หลากหลาย แทนการพึ่งพาท่าใดท่าหนึ่ง ขณะที่ในประเทศไทย เวทีราชดำเนิน-ลุมพินียังคงใช้กติกาเดียวมายาวนาน ทำให้นักมวยไทยพัฒนาในกรอบเดิม ตามทฤษฎีของ CLA มากไปกว่านั้น การที่คิกบ็อกซิ่งมีการแข่งขันในหลายสาขา (Point Fighting, Light Contact, K-1 Rules) ทำให้ผู้ฝึกได้สัมผัส task constraints ที่หลากหลาย ในขณะที่นักมวยไทยส่วนใหญ่ฝึกใต้กติกาแบบเดียวตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งจำกัด adaptability ของทักษะ

Long-Term Athlete Development: คิกบ็อกซิ่งวางโครงสร้างพัฒนาที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์

โมเดล Long-Term Athlete Development (LTAD) ที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสากลผ่าน NSCA Position Statement on Long-Term Athletic Development ของ Lloyd และคณะ (2016) [7] และต่อมาได้รับการปรับปรุงโดย Pichardo และคณะ (2018) [8] เพื่อบูรณาการโมเดลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นกรอบแนวคิดว่าด้วยการพัฒนานักกีฬาจากวัยเด็กสู่ระดับสูงสุด แบ่งออกเป็น 7 ระยะ:

  1. Active Start (อายุ 0-6)  เน้นการเล่น กิจกรรมหลากหลาย
  2. FUNdamentals (เด็กชาย 6-9, เด็กหญิง 6-8)  Fundamental Movement Skills
  3. Learn to Train (เด็กชาย 9-12, เด็กหญิง 8-11)  “Golden Age of Skill Acquisition”
  4. Train to Train (เด็กชาย 12-16, เด็กหญิง 11-15)  เริ่มเฉพาะทาง
  5. Train to Compete (เด็กชาย 16-23, เด็กหญิง 15-21)  แข่งขันระดับสูง
  6. Train to Win (อายุ 19+)  ระดับเลิศ
  7. Active for Life  หลังเลิกแข่ง

คิกบ็อกซิ่งภายใต้ WAKO มีโครงสร้างที่สอดคล้องกับ LTAD มีระบบ Dan/Kyu สำหรับเด็ก กำหนดอายุขั้นต่ำของ Full Contact ที่ 16 ปี และมีประเภท “Light Contact” สำหรับเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป [9] นี่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานก่อนเข้าสู่การชกเต็มรูปแบบ

ในทางตรงข้าม วงการมวยไทยพื้นบ้าน ผลักดันเด็กอายุ 7-10 ขวบขึ้นชกเต็มรูปแบบในเวทีพนัน ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของ LTAD อย่างสิ้นเชิง เพราะ:

  1. ข้ามขั้น FUNdamentals — เด็กเข้าสู่ specialization โดยไม่ผ่านการพัฒนา Fundamental Movement Skills (วิ่ง กระโดด ขว้าง รับ ทรงตัว) อย่างเพียงพอ
  2. ทำลาย Golden Age of Skill Acquisition แทนที่จะใช้อายุ 8-12 (ช่วงที่สมองพร้อมสุดในการเรียนทักษะใหม่) ในการเรียนเทคนิคที่หลากหลาย เด็กกลับถูกบังคับให้ฝึกเฉพาะการชกจริง
  3. Early Specialization Trap งานทบทวนล่าสุดของ Mosher และคณะ (2022) [10] ที่ทบทวนสถานะปัจจุบันของการศึกษาเรื่อง early sport specialization ชี้ชัดว่า early specialization ในกีฬาที่ใช้ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคสูง เช่น มวย กลับลดศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว เพราะเด็กจะ “เพดานเทคนิค” เร็ว และมีอัตรา burnout, injury, dropout สูง
  4. ไม่มี Career Pathway นักมวยไทยที่ “หมดอนาคต” เมื่ออายุ 25-28 ไม่มีกระบวนการ “Active for Life” ที่จะคืนเขาสู่สังคม

ในขณะที่ Fujiwara เริ่มฝึกมวยไทยอายุ 21 ปี (หลังผ่าน Fundamental และ Train to Train แล้วจากกิจกรรมอื่น) เขาจึงมี motor reservoir ที่กว้างพอจะรองรับการเรียนรู้เทคนิคใหม่ได้รวดเร็ว และไม่มี “ความเสียหายสะสม” จากการชกตั้งแต่เด็ก

Differential Learning: กุญแจที่ Mejiro Gym ค้นพบโดยบังเอิญ

Differential Learning (DL) ของ Wolfgang Schöllhorn ซึ่งงานวิจัยล่าสุดของ Schöllhorn และคณะ (2022) [11] ได้ทบทวนและเปรียบเทียบกับโมเดล motor learning อื่น ๆ เป็นวิธีการฝึกที่ตรงข้ามกับ “การฝึกซ้ำท่าเดิมจนสมบูรณ์” (deliberate practice แบบดั้งเดิม) โดย DL เสนอว่าควรฝึก ท่าที่แตกต่างกันเล็กน้อยในทุก ๆ ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ระบบประสาทสร้าง movement solution ที่ยืดหยุ่น แทน “ท่ามาตรฐาน” ที่ถูกจำลองมาหลักการคือ ระบบประสาทเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อต้องเผชิญกับ noise หรือ variability ในตัวอย่างของท่าที่ฝึก เพราะมันบังคับให้สมองหา invariant principle ที่อยู่เบื้องหลังท่าเหล่านั้น [12]

Mejiro Gym ใช้หลักการนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะการที่ครูเป็นคนญี่ปุ่นที่เพิ่งเรียนมวยไทย ทำให้เขาสอน “ในเวอร์ชันที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนต้นฉบับ” แต่กลับเป็นข้อดี เพราะลูกศิษย์ได้รับการฝึกในรูปแบบที่หลากหลายของท่าเดียวกัน

ขณะที่ในประเทศไทย ครูมวยมักยึดติดกับ “ท่าตามแบบครู” อย่างเคร่งครัด นักมวยจึงพัฒนาความเชี่ยวชาญในการเลียนแบบ แต่ไม่พัฒนาความสามารถในการ generate movement solutions ใหม่ ๆ ในสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้ไม่เคยพบเจอมาก่อน นี่อธิบายได้ว่าทำไมนักมวยต่างชาติที่ผ่านระบบ DL จึงพัฒนา “เทคนิคใหม่” และนำเทคนิคนั้นกลับมาเอาชนะคู่ต่อสู้ในเวทีไทย

Embodied Cognition และความสำคัญของ “การรู้ผ่านร่างกาย”

ทฤษฎี Embodied Cognition เสนอว่าความรู้ไม่ได้อยู่แต่ในสมอง แต่กระจายอยู่ในร่างกายทั้งหมด ในกล้ามเนื้อ ในเส้นประสาท ในระบบ proprioception และในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทักษะการเคลื่อนไหวจึงเป็น “ความรู้ที่ฝังอยู่ในกาย” (bodily knowledge) นี่เป็นจุดที่ มวยไทยมีข้อได้เปรียบในเชิงทฤษฎี เพราะระบบครู-ศิษย์, การไหว้ครู, การร่ายรำ และการฝึกในวัฒนธรรมเฉพาะ ล้วนสร้าง embodied knowledge ที่ลึกซึ้ง

แต่ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์

เพราะระบบมวยไทยพื้นบ้านไม่ได้ผสานความเข้าใจเชิง embodied cognition เข้ากับ explicit pedagogy ที่สามารถถ่ายทอดได้ ทำให้ความรู้นี้สูญหายไปกับครูแต่ละคน ในทางตรงข้าม คิกบ็อกซิ่งสามารถ “ถอด” embodied knowledge ของมวยไทยออกมา codify (เข้ารหัส) เป็น syllabus ที่สอนได้ในยิมไหนก็ได้ในโลก

นี่คือสาเหตุที่นักมวยจาก Mejiro Gym ในโตเกียว, ยิมในอัมสเตอร์ดัม, ยิมในกลาสโกว์, หรือยิมในฟีนิกซ์ สามารถพัฒนาเทคนิคที่ใกล้เคียงระดับเดียวกันได้ ในขณะที่ค่ายมวยไทยแต่ละค่ายในประเทศไทยกลับมีคุณภาพการสอนที่แตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับครูคนใดคนหนึ่ง

ในกรอบของ evidence-based youth sport policy การพัฒนาเด็กก่อนเข้าสู่กีฬาเฉพาะทางต้องเน้น “all-round movement education” ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับ embodied cognition ในแง่ที่ว่า สมองและร่างกายต้องได้ “ลิ้มรส” รูปแบบการเคลื่อนไหวที่หลากหลายก่อน จึงจะสร้าง “คลังการเคลื่อนไหว” ที่ลึกพอสำหรับ specialization [13]

ระบบมวยไทยพื้นบ้านขาดขั้นตอนนี้

สรุปเปรียบเทียบ: เหตุใดคิกบ็อกซิ่งจึงไปได้ไกลกว่า

มิติทาง Motor Learning

มวยไทยแบบครู-ศิษย์

คิกบ็อกซิ่งสายระบบ

Degrees of Freedom Management ปล่อยให้เด็กรับมือทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากท่าพื้นฐาน ค่อยขยาย
Learning Style Implicit (ดูครู ทำตาม) Explicit (อธิบายเหตุผล) + Implicit (ปฏิบัติ)
Pedagogy ครูเป็นศูนย์กลาง Learner-centered, evidence-based
Curriculum Structure ไม่มี syllabus มาตรฐาน Dan/Kyu, มาตรฐานสากล
LTAD Alignment ขัดหลัก LTAD (early specialization) สอดคล้อง LTAD
Practice Variability ฝึกท่าตามครูซ้ำ ๆ Differential Learning
Sport Science Integration จำกัด เข้มข้น (biomechanics, periodization)
Knowledge Transmission สูญหายไปกับครูแต่ละคน Codified, transferable
Career Pathway ไม่ชัดเจน หลังเลิกชก มี Active for Life
Coaching Education ไม่มีมาตรฐาน WAKO Coach License

 

ตารางนี้ไม่ได้บอกว่า “คิกบ็อกซิ่งดีกว่ามวยไทย” เพราะในเชิง เทคนิคเชิงลึก และ มรดกวัฒนธรรม มวยไทยยังเหนือกว่าอย่างเทียบไม่ได้ แต่ในเชิง ระบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ คิกบ็อกซิ่งใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่า นี่คือเหตุผลที่นักสู้คิกบ็อกซิ่งสามารถ “ถอด” เทคนิคมวยไทยและใช้ได้ในเวลาที่สั้นกว่านักมวยไทยจะพัฒนาเทคนิคของตนเอง

ความเป็นเลิศเชิงเทคนิคคือเรื่องของระบบ ไม่ใช่พรสวรรค์

ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้ชี้ว่า Kurosaki ใช้เวลา 14 ปี ในการพานักเรียนของตนกลับมาคว้าแชมป์ราชดำเนินคนแรกที่เป็นชาวต่างชาติ ในบทความนี้ ผมเสนอว่าตัวเลข 14 ปีนั้นไม่ใช่ “ความบังเอิญ” หรือ “พรสวรรค์เฉพาะของชาวญี่ปุ่น” แต่เป็น ผลลัพธ์ของระบบการสอนที่อิงทฤษฎี Motor Learning อย่างจริงจัง

คนญี่ปุ่นไม่ได้เก่งมวยไทยกว่าคนไทย แต่ระบบการสอนของพวกเขาดีกว่า

คนเนเธอร์แลนด์ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าคนไทย แต่ระบบการสอนของพวกเขาดีกว่า

คนสกอตแลนด์ คนอังกฤษ คนอัลจีเรีย คนคาซัคสถาน ที่กำลังขึ้นมาครองเข็มขัดมวยไทยในเวทีนานาชาติ ไม่ได้มี “DNA” ที่เหนือกว่าเด็กไทย แต่พวกเขามี ระบบการสอนที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ ในขณะที่เด็กไทยจำนวนนับแสนยังต้องชกในเวทีนอกระบบ ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ไม่มี Sport Science ไม่มี Coaching Education และไม่มีเส้นทางพัฒนาที่ชัดเจนหลังจากนั้น

ความเป็นเลิศเชิงเทคนิคของกีฬาไม่ได้เกิดจาก “ความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะ” หรือ “ความผูกพันกับวัฒนธรรม” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ระบบการเรียนรู้ที่ออกแบบบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

มวยไทยมีศิลปะที่ลึกซึ้ง มีวัฒนธรรมที่งดงาม มีปรัชญาที่เก่าแก่ มีเทคนิคที่หลากหลายและซับซ้อน สิ่งเหล่านี้คือสมบัติของเรา แต่หากเราไม่นำเอาความรู้ทาง Motor Learning, Motor Development, Sport Science และ Coaching Science สมัยใหม่ มาผสานเข้ากับมรดกนี้ เราจะเป็นเพียง เจ้าของวัตถุดิบ ที่คนอื่นนำไปแปรรูปและขายในตลาดโลก

คำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากให้กับครูมวย ผู้ปกครอง นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยทุกคน:

เรากำลังสอนเด็กของเรา “ให้เป็นนักมวย” หรือเรากำลังออกแบบระบบ “ให้เด็กของเราเรียนรู้ได้ดีที่สุด”

คำตอบของคำถามนี้ จะกำหนดอนาคตของมวยไทยในศตวรรษที่ 21

เอกสารอ้างอิง

  1. Profeta VLS, Turvey MT. Bernstein’s levels of movement construction: A contemporary perspective. Hum Mov Sci. 2018;57:111-33.
  2. Wulf G, Lewthwaite R. Optimizing performance through intrinsic motivation and attention for learning: The OPTIMAL theory of motor learning. Psychon Bull Rev. 2016;23(5):1382-414.
  3. Kal E, Prosée R, Winters M, van der Kamp J. Does implicit motor learning lead to greater automatization of motor skills compared to explicit motor learning? A systematic review. PLoS One. 2018;13(9):e0203591.
  4. Masters RSW, Poolton JM. Advances in implicit motor learning. In: Hodges NJ, Williams AM, editors. Skill Acquisition in Sport: Research, Theory and Practice. 3rd ed. London: Routledge; 2019.
  5. Magill RA, Anderson DI. Motor Learning and Control: Concepts and Applications. 12th ed. New York: McGraw-Hill; 2020.
  6. Renshaw I, Davids K, Newcombe D, Roberts W. The Constraints-Led Approach: Principles for Sports Coaching and Practice Design. London: Routledge; 2019.
  7. Lloyd RS, Cronin JB, Faigenbaum AD, Haff GG, Howard R, Kraemer WJ, et al. National Strength and Conditioning Association position statement on long-term athletic development. J Strength Cond Res. 2016;30(6):1491-509.
  8. Pichardo AW, Oliver JL, Harrison CB, Maulder PS, Lloyd RS. Integrating models of long-term athletic development to maximize the physical development of youth. Int J Sports Sci Coach. 2018;13(6):1189-99.
  9. Kickboxing Today – The Evolution of Modern Combat Sport [Internet]. 2026 [cited 2026 May 19]. Available from: https://www.wako.sport/kickboxing-today
  10. Mosher A, Till K, Fraser-Thomas J, Baker J. Revisiting Early Sport Specialization: What’s the Problem? Sports Health. 2022;14(1):13-19.
  11. Schöllhorn WI, Rizzi N, Slapšinskaitė-Dackevičienė A, Leite N. Always Pay Attention to Which Model of Motor Learning You Are Using. Int J Environ Res Public Health. 2022;19(2):711.
  12. Cappuccio ML, editor. Handbook of Embodied Cognition and Sport Psychology. Cambridge, MA: MIT Press; 2019.
  13. Côté J, Hancock DJ. Evidence-based policies for youth sport programmes. Int J Sport Policy Politics. 2016;8(1):51-65.

 

author avatar
Sirichet Punthipayanon Researcher
ศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ (Sirichet Punthipayanon, Ph.D.) การศึกษา ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (ชีวกลศาสตร์การกีฬา) Fellow of the Higher Education Academy (FHEA) ไลฟ์สไตล์ นอกจากงานวิชาการแล้ว เป็นคนชิลๆ ชอบใช้เวลาว่างไปเที่ยวที่ต่างๆ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาที่นำไปใช้ได้จริง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาไม่ควรอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่ต้องออกไปถึงสนามจริง Google Scholar · About

Leave a Comment